ทรงผมนั้นสำคัญไฉน ข้อบังคับเรื่องทรงผมตำรวจ สะท้อนวิธีคิดอะไร

ทรงผมนั้นสำคัญไฉน ข้อบังคับเรื่องทรงผมตำรวจ สะท้อนวิธีคิดอะไร


ประกาศจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 มีใจความสำคัญว่าด้วยการปฏิบัติตนภายใต้เครื่องแบบของข้าราชการตำรวจ โดยมีการกำชับให้แต่งเครื่องแบบให้เรียบร้อย รวมถึงเรื่องของทรงผมทั้งชายและหญิง สำหรับชายให้ “ตัดผม” ขาวสามด้าน ด้านบนไม่ยาวเกิน 3 เซนติเมตร และสำหรับหญิงก็ห้ามไว้ผมทรงที่ไม่เหมาะสม

ระบบราชการไทยอาจเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่นอกหัวมากเสียยิ่งกว่าสิ่งที่อยู่ในหัว …

ภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=F3crlu2B330

ระบบข้าราชการตำรวจมีปัญหามากมายที่ควรต้องเร่งแก้ไขมากกว่าเรื่อง’ทรงผม’ เมื่อเดือนก่อนก็ยังมีการหารือกันในหมู่คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจว่ามีการเสนอเพิ่มเงินค่าครองชีพชั่วคราวให้กับตำรวจเพื่อแก้ปัญหาการรับส่วย ซึ่งน่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดนัก คือจะต้องเพิ่มเงินเดือนให้คนรับส่วยเพื่อให้เขาไม่ไปรับส่วย มันน่าจะดูย้อนแย้งในตัวเองมากไปนะ (แต่เห็นพูดๆ แบบนี้ก็อย่าไปเหมารวมว่าตำรวจไม่ดีไปเสียทั้งหมด ตำรวจที่เขาดีๆ ก็ยังมีอยู่นะ)

การที่กฎข้อบังคับอย่างหนึ่ง อยู่ดีๆ ก็ถูกสั่งออกมาได้โดยความไม่สมเหตุสมผล และ ไม่น่าจะมีประโยชน์ใดๆ ต่อประชาชน ดูจะเป็นลักษณะพิเศษที่สะท้อนว่าประเทศกำลังอยู่ในภาวะไม่ปรกติอย่างรุนแรง เป็นเพราะตัวกฎข้อบังคับนั้นถูก ‘สั่ง’ ลงมาจากผู้มีอำนาจที่ไม่ได้คิดจากมุมของประชาชน อีกทั้งยังไม่ได้รับรู้หรือเข้าใจวิถีชีวิตของประชาชนคนเดินถนนด้วยซ้ำ

ภาพจาก https://www.77kaoded.com/

โลกเปลี่ยนไปทุกวัน วิธีคิดแบบเก่าๆ ที่รวมอำนาจเข้าศูนย์กลางแล้วออกคำสั่งให้ภาคส่วนอื่นทำตาม โดยไม่ได้รับฟังเสียงสะท้อนใดๆ คงไม่เหมาะอีกแล้วที่จะนำมา’ประยุกต์ใช้’ในบริบทปัจจุบัน ข้อบังคับที่ออกมาข้อนี้นี่คือภาพสะท้อนจากการใช้อำนาจแบบวิธีคิดเก่าครับ

เช่นเดียวกันกับเรื่องทรงผมของนักเรียน แม้จะมีประกาศออกมาเมื่อปี พ.ศ.2556 เพื่อปรับเปลี่ยนให้นักเรียนสามารถไว้ทรงผมได้อย่างอิสระมากขึ้นแล้วก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีครูที่คอยเอากรรไกรไล่ตัดผมเด็กโดยอ้างคำว่า ‘ระเบียบวินัย’ และ คำว่า ‘หวังดี’ อยู่เรื่อยๆ … จนเด็กๆ ซึมซับไปแล้วว่าการใช้อำนาจละเมิดสิทธิของคนอื่นในนามความ ‘ถูกต้องเรียบร้อย และ ความหวังดี’ สามารถกระทำได้อย่างชอบธรรม … ทำได้เพราะเป็น ‘ผู้ใหญ่กว่า’

ภาพจาก https://www.hairworldplus.com/

ในอดีต สังคมมักให้อำนาจแก่ผู้ใหญ่ ในฐานะที่มีความรู้มากกว่าผ่านประสบการณ์มามากกว่า จึงมีลำดับชนชั้น มีคำว่าอาวุโส มีการสั่งสอนให้เด็กเชื่อฟัง มีสุภาษิตมากำหนดว่า “ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน” ที่เป็นแบบนี้เพราะ เมื่อก่อนองค์ความรู้เป็นสิ่งที่ ‘เข้าถึงได้ยาก’ ถูกจำกัดไว้ ผู้ใหญ่จึงมีบทบาทในฐานะผู้มีความรู้มากกว่า แต่ปัจจุบันสมการในโลกมันเปลี่ยนแล้ว… เดี๋ยวนี้เด็กๆ เก่งๆ เยอะมาก องค์ความรู้ต่างๆ ไม่ได้ถูกจำกัดไว้เหมือนในอดีต แต่สามารถเข้าถึงได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส เด็กมีมันสมองที่คิดไตร่ตรอง เรียนรู้ และ วิเคราะห์ ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เขาได้รับมาในโลกออนไลน์ หรือกระทั่งออฟไลน์ …

วิทยาการความรู้บนโลกนี้กว้างขวางมาก เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์หนึ่งคนจะรู้ไปทุกเรื่อง แต่ละคนมีความสนใจที่แตกต่างหลากหลาย มีความเชี่ยวชาญกันไปในแต่ละแบบ จะดีกว่ามั้ยถ้าลดคำว่า ‘อาวุโส’ ลงเสียหน่อย แล้วรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย วิเคราะห์หาทางร่วมกันสร้างกติกาที่จะใช้ร่วมกันในสังคมเพื่อนำไปสู่การที่แต่ละคนใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ในกฎหมายที่ทุกภาคส่วนยอมรับอย่างเต็มใจ ไม่ใช่เอาปืนไปจ่อให้เค้ายอมรับ

รากฐานความคิดของคำว่า ‘อาวุโส’ นี่ดูมีพลังมากมายในสังคมไทยนะครับ ไม่เชื่อลองบวกอายุของ ครม. หรือ สนช. ที่กำลังร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีดูสิครับ ต้องมีความมั่นใจเบอร์ไหนถึงเอาคนแก่ๆ อายุรวมกันหลายพันปี มานั่งร่างยุทธศาสตร์ให้คนรุ่นใหม่ใช้ไปอีก 20 ปี ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว…

เวลาคือสิ่งที่มีราคาแพงมหาศาลครับ โดยเฉพาะเวลาของคนทั้งชาติ เปิดโอกาสให้ชาติได้ก้าวเดินไปข้างหน้าโดยลดอัตตาของตัวเองลงและจัดการเลือกตั้งภายในปีนี้เถอะครับ พวกคุณทำเราเสียเวลามามากพอแล้วครับ

ผู้ใหญ่อาจจะอาบน้ำร้อนมาก่อน แต่เด็กๆ เล่นอินเตอร์เน็ตมาก่อนนะครับ แล้วในอินเตอร์เน็ตมีความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่มากมายเลยครับ ถ้าไม่เคยอ่านลองเสิร์ชดูนะครับ …

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *