เมื่อคำพูดของชายวัย 76 ปี กลายเป็นภัยต่อความมั่นคง และคดี 112 อื่นๆ

เมื่อคำพูดของชายวัย 76 ปี กลายเป็นภัยต่อความมั่นคง และคดี 112 อื่นๆ


เวลาที่เราพูดถึงบุคคลซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาตินี่เราคิดถึงอะไรครับ คิดถึง…ชายวัยกลางคนที่ปกครองลูกน้องหัวรุนแรงผู้พร้อมจะก่อระเบิดพลีชีพเพื่อให้คนตายมหาศาล นักธุรกิจที่ผูกขาดทุกสิ่งอย่างในประเทศ หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่สวมวิญญาณนักสนุกเกอร์ ชักหัวคิวในทุกๆ เรื่อง ยันอนุสาวรีย์

วันนี้ผมมีเรื่องราวของชายชราผู้ถูกตีตราว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติมาเล่าให้ฟังครับ … ชายชราผู้เสพย์ติดเฟซบุ๊คงอมแงม (ไม่ใช่ อ.สมศักดิ์ ดักคอไว้ก่อน ฮั่นแน่!) มีถุงเยี่ยวห้อยอยู่ข้างตัวเพราะเป็นมะเร็งที่กระเพาะปัสสาวะแต่ไม่มีเงินรักษาให้หายขาด ที่อยู่เป็นห้องนอนเล็กๆ ชานเมือง ในห้องของเขาไม่มีระเบิดซีโฟร์ ระเบิดแสวงเครื่องใดๆ มีเพียงทรัพย์สมบัติเป็นลังหลังสือเล็กๆ ไม่กี่ลัง ชายชราผู้เรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนผู้ต่ำต้อยที่สุดในประเทศสยาม ลุงสมอลล์-บัณฑิต อาร์ณีญาญ์ ปีนี้อายุ 76 ปีแล้ว แต่เขายังต้องกระเตงถุงเยี่ยววิ่งหนีตำรวจแล้วโพสต์ขอความช่วยเหลือในเฟซบุ๊คอยู่หลายครั้ง เขาโดนจับด้วยข้อหามาตรา 112 ซึ่งเป็นข้อหาร้ายแรงไปทั้งสิ้น 3 ครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สองครั้งที่ผ่านมาศาลตัดสินว่าเขาเป็นโรคจิตเภทจึงให้รอลงอาญา

บัณฑิต อาร์ณีญาญ์ ภาพจาก https://tlhr2014.wordpress.com/

เรามาดูกันทีละคดีว่าการกระทำใดของชายชราผู้นี้ที่ทำให้เขาเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ คดีแรกฟ้องโดยพลตำรวจเอก วาสนา เพิ่มลาภ โดยฟ้องกรณีที่นักเขียนผู้นี้ได้แจกเอกสารในงานสัมมนาวิชาการ คดีที่สองคือการแสดงความคิดเห็นในเวทีระดมความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูปประเทศของพรรคนวัตกรรม คดีที่สามถูกตำรวจจับกุมตัวเพราะแสดงความคิดเห็นหลังงานเสวนาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยความเห็นเขา “เน้นให้รัฐธรรมนูญระบุถึงคุณค่าความเป็นคน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นธรรม และประชาธิปไตย” (ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, 2559)

แล้วทำไมต้องปกป้องคนที่โดนกฎหมายมาตรา 112 แล้วมาตรา 112 เกี่ยวอะไรกันกับกรณีนี้… ก็ถ้าคนไม่ได้ทำผิดมาตรา 112 ทำไมต้องให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ด้วย พวกที่โดนจับไปนี่เป็นพวก “ปลาหมอตายเพราะปาก” หรือเปล่า…ข้อถกเถียงนี้เป็นที่ถกเถียงกันมานาน แล้วพวกที่ให้ล้ม 112 เป็นพวกไม่รักเจ้าจริงหรือไม่… ทุกสิ่งที่ตั้งคำถามมานี้ เราจะไม่สามารถหาคำตอบได้เลย หากเราได้ทำการ“ตัดสิน”ผู้อื่นไปล่วงหน้าแล้ว เพราะอันที่จริงความรักหรือไม่รักพระมหากษัตริย์นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการยอมรับหรือไม่ยอมรับกฎหมายมาตรา 112

เราลองมาย้อนดูการฟ้องร้องกันด้วยกฎหมายมาตรา 112 ว่าทำให้เกิดคดีที่น่าสนใจใดขึ้นบ้าง ผมขอเริ่มจากคดีที่ผู้ถูกฟ้องนั้นศาลตัดสินว่าไม่มีความผิดแต่ต้องติดคุกอยู่นับปี เริ่มจากคดี “พี่ฟ้องน้อง” ในปี 2553 คุณยุทธภูมิ อายุ 35 ปีที่กำลังประกอบธุรกิจส่วนตัวไปได้ดี ถูกพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองฟ้องหลังมีปากเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรง หลังถูกฟ้องเขาได้เข้ามอบตัวกับตำรวจเพราะคิดว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่การณ์กลับไม่เป็นอย่างที่เขาคิด เขาถูกจับกุมตัวและถูกคุมขังเกือบ 1 ปีเต็มเสียทั้งเวลา อาชีพ ความสัมพันธ์ในครอบครัว โฉนดที่ดินต้องเอาไปวางเพื่อประกันตัว ธุรกิจที่กำลังไปได้ดีไปต่อไม่ได้ ต้องนอนรอในคุกเป็นปีเพียงเพื่อจะพบว่าศาลยกฟ้อง… เขาไม่มีความผิด…

พัฒน์นรี ชาญกิจ ภาพจาก https://news.thaipbs.or.th

อีกคดีหนึ่งซึ่งเป็นคดีที่น่าสนใจในรอบปีที่ผ่านมา… คุณเคยตอบแชทเฟซบุ๊คกับคู่สนทนาของคุณว่า “จ้า” มั้ย… ถ้าเคย… คุณอาจมีสิทธิถูกจับเข้าคุกนะ… น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ หรือที่หลายท่านรู้จักกันดีในนาม “แม่จ่านิว” ถูกจับกุมด้วยกฎหมายมาตรานี้เช่นกัน เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2556 โดยที่ “ในกระบวนการการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ การกระทำที่เป็นเหตุให้พัฒน์นรีถูกตั้งข้อกล่าวหาในคดีนี้มีเพียงการกล่าวคำว่า ‘จ้า’ เพียงอย่างเดียว ไม่มีการระบุถึงการกระทำอื่นใดของพัฒน์นรีว่าเป็นความผิดอีก” (ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพ, 2559) แค่คำว่า “จ้า”… ไม่น่าต้องทำให้ใครนอนคุกจริงมั้ยครับ…

อีกกรณีสองกรณีข้างต้นยังนับว่าโชคดีที่ยังมีชีวิตรอด กรณีหนึ่งที่น่าสนใจซึ่งเกิดขึ้นจรองคือ มีอากงคนหนึ่ง ชื่อคุณอำพล ตั้งนพกุล อากงผู้เป็นที่รักของหลานๆ สี่คนที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ย่านชานเมือง อากงตื่นมาในเช้าวันหนึ่งก็โดนตำรวจมาจับตัวถึงที่พักโดยที่ไม่ทราบว่าตนทำอะไรผิด และอากงก็โดนฟ้องข้อหามาตรา 112 ด้วยข้อหาว่านายอำพลได้ส่งข้อความสั้นสี่ข้อความซึ่งแสดงออกถึงความไม่หวังดีต่อสถาบันกษัตริย์เข้าเบอร์มือถือของนาย สมเกียรติ ครองวัฒนสุข ผู้ซึ่งไม่รู้จักกัน แม้นายอำพลจะพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเขากดส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือไม่เป็น และมีความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์อย่างไร แต่เขาก็ถูกตัดสินให้จำคุกทั้งสิ้น 20 ปี จนสุดท้าย อากง ก็เสียชีวิตภายในคุกในที่สุด

ภาพจาก https://prachatai.com/

อีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ คือกรณีที่ลูกสาววัย 16 ปี บอกให้แฟนหนุ่มปลอมเฟซบุ๊คแม่เลี้ยงแล้วโพสต์ข้อความซึ่งผิดกฎหมายมาตรา 112 เพื่อหวังจะให้แม่เลี้ยงถูกกฎหมายมาตรานี้เล่นงาน เมื่อโดนตำรวจจับได้ลูกสาวจึงรับสารภาพว่า “มีปัญหากับ น.ส.เอ ภรรยาใหม่ของบิดาจริง เนื่องจากไม่พอใจที่มาแย่งบิดาไปจากแม่ จึงขอให้นายแจ็คแฟนหนุ่มเปิดเฟซบุ๊คของแม่เลี้ยง โดยตนได้ทำหน้าที่นำภาพจากเฟซบุ๊คแม่เลี้ยงส่งให้แฟนหนุ่มโพสต์ข้อความดังกล่าว” (มติชนออนไลน์, 2559) คดีนี้เป็นหนึ่งในคดีที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าประชาชนส่วนหนึ่งใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือในการเล่นงานคนที่ตนเองไม่ชอบ

ห้าคดีเบื้องต้นที่ยกมาเป็นเพียงส่วนน้อย เป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการที่กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่มเพื่อใช้ทำร้ายรังแกคนที่พวกเขาเกลียด ตัวกฎหมายเองนั้นแทนที่จะทำให้สังคมสงบสุข กลับสร้างปัญหาความยุ่งเหยิงรวมไปถึงการทำลายอนาคต และ ชีวิตของสมาชิกในสังคม

กฎหมายถูกบัญญัติขึ้นมาด้วยเหตุผลใด กฎหมายมีขึ้นเพื่อสร้างความสงบสุข และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนทุกคนให้มีทั้งสิทธิและหน้าที่อย่างเท่าเทียมเสมอภาคกันใช่หรือไม่ ในสังคมของอำนาจผู้ไร้อำนาจจะหันหน้าไปพึ่งพิงใครได้หากกฎหมายไม่สามารถมอบความยุติธรรมให้แก่เขา ถึงเวลาหรือยังที่เราควรจะช่วยกันออกเสียงเพื่อให้มีการปรับปรุงมาตรา 112 ให้มีความโปร่งใส ยุติธรรม และ ไม่ทำให้กฏหมายมาตรานี้เป็นเครื่องมือในการรังแกประชาชนผู้บริสุทธิ์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *