โศกนาฏกรรมที่กวางจู เกาหลีใต้จัดการกับประวัติศาสตร์นองเลือดทางการเมืองได้อย่างไร

โศกนาฏกรรมที่กวางจู เกาหลีใต้จัดการกับประวัติศาสตร์นองเลือดทางการเมืองได้อย่างไร


มือของผมมีแผลเป็นครับ…
เป็นแผลจากการลงมือทำอาหารด้วยตนเองตั้งแต่ยังเด็ก
คมมีดวาววับกรีดเนื้อแยกเป็นสองซีก
เลือดหลั่ง… น้ำตาไหล…
เวลาผ่านไป…มันกลายเป็นร่องรอยน่ารังเกียจบนมือ…

ประเทศก็เหมือนคน… ย่อมต้องเติบโต เรียนรู้ และผ่านความเจ็บปวดด้วยกันทั้งสิ้น เกาหลีใต้ก็เช่นกัน…

ภาพจาก https://www.wbez.org/

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 1980 นักศึกษาและประชาชนกว่าสามแสนคนรวมตัวกันที่น้ำพุกลางเมืองกวางจู เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของประเทศเกาหลีใต้

การประท้วงรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ นายพลชุน ดูวาน ผู้นำของเกาหลีใต้ในขณะนั้นประกาศกฎอัยการศึก และให้ทหารกว่าแสนนายเข้าล้อมปราบผู้ชุมนุมประท้วง

ผู้ชุมนุมเพื่อเรียกร้อง ‘ประชาธิปไตย’ ถูกใส่ความว่าเป็นพวกที่ถูกครอบงำโดยสายลับของเกาหลีเหนือ และเป็นพวกสนับสนุนลัทธิคอมมิวนิสต์

การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลกับประชาชนที่มีความต่อเนื่องนานนับ 10 วัน สิ้นสุดลงเมื่อนายพลสั่งการให้ทหารเข้าล้อมและปราบปรามครั้งใหญ่ในวันที่ 27 พฤษภาคม

เสียงปืนดังรัวประดุจเสียงของห่าฝน เลือดสีแดงจากร่างที่เคยมีชีวิตถูกละเลงทั่วศาลากลางเมือง และ สถานีตำรวจซึ่งเป็นฐานสำคัญของกลุ่มต่อต้าน

ชาวเกาหลีใต้ไว้อาลัยศพผู้เสียชีวิตในโศกนาฏกกรมกวางจู ภาพจาก https://www.scmp.com/

การล้อมปราบทำให้มีผู้บาดเจ็บกว่าสามพันราย และเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 500 ราย … จนปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาตัวเลขที่ชัดเจนได้ว่าทั้งหมดสูญเสียไปเท่าไร …

หลังเหตุการณ์ผ่านไปนับสิบปี เมื่อรัฐบาลพลเรือนได้อำนาจมาจากการเลือกตั้ง เกาหลีใต้จัดการกับประวัติศาสตร์บาดแผลด้วยการจัดให้มีการไต่สวน นายพล ชุน ดูวาน จนนำไปสู่การตัดสินประหารชีวิต และ ตัดสินจำคุกผู้ร่วมก่อการอีกหลายคน

งานรำลึกของผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมที่กวางจูจัดโดย The May 18 Memorial ภาพจาก https://518org.wordpress.com/

มีการก่อตั้งมูลนิธิ 18 พฤษภารำลึก (The May 18 Memorial) และมีการรำลึกถึงวันนี้อยู่เสมอ มูลนิธินี้จัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสิทธิมนุษยชนทั้งการเชิญชวนนักกิจกรรมจากหลายประเทศมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน มอบรางวัลนักสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ คือ “รางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน”

ผู้ที่ได้รับรางวัลดังกล่าวจะผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการของมูลนิธิ ซึ่งได้พิจารณาแล้วว่าเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ และ ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน โดยมอบให้นักสิทธิมนุษยชนหลากหลายประเทศทั่วโลกเพียงปีละ 1 รางวัลเท่านั้น ผู้ที่ได้รับรางวัลปีก่อนหน้ามีจากทั้งประเทศเนปาล พม่า เวียดนาม มาเลเซีย และอีกหลายชาติ ของไทยเราก็เคยได้รับมา 1 ครั้ง โดยคุณอังคณา นีละไพจิตร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

อังคณา นีละไพจิตร ภาพจาก https://siamrath.co.th/

ในปีล่าสุดมีคนไทยได้รับรางวัลอีก 1 คนซึ่งจะได้รับเงินรางวัล 50,000 ดอลลาร์ คือ คุณไผ่-จตุภัทร บุญภัทรรักษา โดยคณะกรรมการโครงการได้ให้เหตุผลว่า “คณะกรรมการคัดสรรรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชนประจำปี 2017 ขอชื่นชมความกล้าหาญและจิตใจรักความเป็นธรรมของคุณที่เคลื่อนไหวต่อสู้กับเผด็จการและการละเมิดสิทธิมนุษยชน เราเล็งเห็นด้วยว่าการต่อสู้ของคุณช่วยปลุกเร้าประชาชน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว ให้หันมาสนใจสภาพการณ์ทางการเมืองและความสำคัญของการแก้ไขปัญหา รวมทั้งได้สร้างคุณูปการต่อการเรียกร้องระบอบประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศไทย” … แต่ไผ่ไม่สามารถไปรับรางวัลได้เนื่องจากติดคุกอยู่…

จตุภัทร บุญภัทรรักษา ภาพจาก www.bbc.com

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม มีการยื่นประกันตัวชั่วคราวเป็นครั้งที่ 9 โดยใช้เงินสด 700,000 บาท เพื่อขอให้ไผ่ได้มีโอกาสเดินทางไปรับรางวัลนี้ด้วยตนเอง เพือเป็นการยืนยันว่าประเทศไทยยังให้ความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชนอยู่แต่ทว่าได้รับการปฏิเสธจากศาลด้วยเหตุผลว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง”

อีก 8 วัน… ที่เมืองกวางจูคงไม่ปรากฎเงาของไผ่ ผู้ได้รับรางวัล “กวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน” ปีนี้ ภาพนี้จะออกสู่สายตาชาวโลกว่าระดับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยมีความรุนแรงในระดับไหน และเป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศเราเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์บาดแผล

เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ภาพจาก www.bbc.com

ทุกประเทศมีประวัติศาสตร์บาดแผลที่เจ็บปวดทั้งนั้น แต่เรายังไม่เคยเห็นการชำระสะสางเหตุการณ์ 6 ตุลาโดยภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลทหาร หรือ พลเรือน คนก่ออาชญากรรมในเหตุการณ์ไม่เคยถูกลงโทษ เหตุการณ์ 6 ตุลากำลังถูกทำให้เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ แบบเรียนประวัติศาสตร์ไม่เคยบันทึกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ไว้ เราลบประวัติศาสตร์ได้เหมือนการใช้เลเซอร์ลบรอยแผลเป็น…

ผมย้อนมองรอยแผลเป็นบนมือ …ได้แต่นั่งคิดว่าประเทศนี้ไม่เคยตระหนักเลยว่า รอยแผลเป็นมันก็มีข้อดี

เพราะเมื่อเราย้อนมองรอยแผลเป็น มันทำให้เรามีสติ มีความรอบคอบ มีความระมัดระวังมากขึ้นที่จะไม่ทำผิดซ้ำเดิมเพื่อให้เกิดรอยแผลใหม่ๆ อีก … เหมือนกับประวัติศาสตร์ซึ่งมักจะเกิดขึ้นซ้ำรอยสำหรับผู้ที่ไม่เคยเรียนรู้อดีต


ที่มาของข้อมูล

https://www.japantimes.co.jp/news/2014/05/17/asia-pacific/politics-diplomacy-asia-pacific/dying-democracy-1980-gwangju-uprising-transformed-south-korea/?fbclid=IwAR3MHNX2z1PLe0IB8rlD-1G85asO1rAew5UNpO49pMRjorrhnu3ymxSyiLg?fbclid=IwAR3MHNX2z1PLe0IB8rlD-1G85asO1rAew5UNpO49pMRjorrhnu3ymxSyiLg

https://www.britannica.com/event/Kwangju-Uprising

https://ilaw.or.th/node/3896

https://prachatai.com/journal/2017/04/71032

http://prachatai.org/journal/2017/05/71383

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *