เมื่อบทบาท ‘พระเจ้า’ สามารถบ่งบอกสิทธิในความเป็น ‘มนุษย์’ ของแต่ละสังคมได้

เมื่อบทบาท ‘พระเจ้า’ สามารถบ่งบอกสิทธิในความเป็น ‘มนุษย์’ ของแต่ละสังคมได้


ในขณะที่ ‘พระเจ้า’ ใน ‘Bruce Almighty’คอยถามมนุษย์ว่า

“เรื่องนี้ คุณคิดว่ายังไง?”

แต่ ‘ยมทูต’ ใน ‘Homestay’ กลับตวาดใส่มนุษย์ว่า

“มึงนี่ช่างสงสัยจริง ๆ นะ”

มโนภาพการเป็น ‘ยมทูต’ ,‘เทวดา’, ‘พระเจ้า’หรือบรรดาผู้ผดุงความยุติธรรม ผู้คุมกฎความเป็นความตายของมนุษย์ ในหนังของประเทศต่างๆ บ่งบอกถึงทัศนคติการมองความเป็น‘มนุษย์’ ของผู้คนในสังคมได้เหมือนกันนะ

เมื่อคืนเพิ่งได้ดูหนังเรื่อง “Homestay” ในขณะที่หนังเรื่องนี้เปิดหัวออกมาตั้งแต่แรกฉายว่ามีไอเดียมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องหนึ่ง ทั้งงานพล็อต งานภาพ สีในหนัง ต่างๆ มีกลิ่นอายที่เป็นสากลมากขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้เราตงิดใจมากๆ คือตั้งแต่ซีนที่ “ผู้คุมกฎ” ออกมา… ซึ่งเป็นภาพซ้ำกับความเป็น“ยมทูต” ในหนังไทย ละครไทยแบบเดิมๆ

“ยมทูต กับ มิน จากภาพยนตร์ Homestay” ภาพจาก khaosod.com

ทำไม ? ยมทูต ยมบาล หรือผู้คุม ผู้จัดการกิจการงานสัมภเวสีของไทย ต้องหัวรุนแรง หยาบคาย เกรี้ยวกราด

ทำไม ? ยมทูตไทย ต้องข่มมนุษย์ตลอดเวลา

ทำไม ? ยมทูตไทย ต้องมีคาแรคเตอร์เป็นไปในทางเดียวกัน คือมีสีโทนร้อน แสดงความดุดัน

ทำไม ? ยมทูตไทย ต้องถืออาวุธตลอดเวลา

แม้แต่ในบท “เฮซุส” ในเรื่อง Countdown ที่ในหนังสื่อว่าเป็น ‘Jesus’อย่างชัดเจน แต่มีเพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นที่เหมือน แต่สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้นภาพความรุนแรง เกรี้ยวกราด และไร้เมตตาอยู่ อาจจะเป็นเพราะเป็นหนัง Thriller ที่ตั้งใจทำให้มีความขบถมากขึ้น ดันลิมิตความกร้าวของหนังไทยออกไปอีก แต่นั่นแหละ ดูเหมือนยมทูต และพระเจ้าแบบไทยๆ ไม่เคยหนีพ้นคาแรคเตอร์แบบนี้ และมักปฏิบัติกับมนุษย์ราวกับไม่ใช่ ‘มนุษย์’

“ยมทูต กับ มิน จากภาพยนตร์ Homestay” ภาพจาก youtube.com

ในความคิดและการวิเคราะห์ของเรา มันมาจากกรอบความคิดป่วยๆ หลายอย่างของคนไทย

1.ทัศนคติเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ– เพราะคนไทยไม่ค่อยตระหนักถึงเรื่อง ‘สิทธิเสรีภาพ’ ของตนเองอาจจะเพราะเราอยู่กับการถูกลิดรอนตลอดเวลามานานเหลือเกิน จนมันกลายเป็นเรื่องปกติสามัญไปได้สำหรับบางคน จนแม้ตายไปแล้ว ก็ยังมีความคิดว่าตนจะต้องถูกชี้เกณฑ์ ตัดสิน และถูกชักจูงลากคอไปในที่ใดก็ได้ที่มีผู้ตัดสินให้ไป ไม่ว่าจะอยากไปหรือไม่ เช่นตัวละครพระเอกในหนังเรื่อง Homestay ที่เพิ่งตาย และมีคำถามมากมาย ทั้งที่เป็นสิ่งพึงรู้ เพราะมันเกี่ยวกับความเป็นไปของชีวิตหลังความตายของตนทั้งสิ้น แต่ยมทูตกลับเอาแต่ตวาดเชิงเย้ยหยันว่า “มึงนี่ช่างสงสัยจริงๆ นะ” ราวกับการที่ผีไทยตนนี้ตั้งคำถามเกี่ยวกับสิทธิ ความเป็นอยู่ของตนเป็นสิ่งไม่ควรทำ

“มิน ฟื้นจากการฆ่าตัวตายที่โรงพยาบาล จากภาพยนตร์ Homestay” ภาพจาก youtube.com

2.กรงความคิดทางศาสนา –เพราะความเชื่อฝังหัวที่ว่า “คนเราเกิดมาเท้าแตะพื้นก็บาปแล้ว ทำดีแค่ไหนก็ไม่พอ ส่วนบาปต้องนับกันเป็นข้อๆ ตายไปต้องชดใช้กรรมให้ครบในนรก ฆ่ามด 1 ตัวเป็นมด 1 ชาติ” อะไรจำพวกนี้ ทำให้ในใจส่วนลึกของคนไทย“กลัวความตาย” เพราะรู้ว่าหลังความตายมีการลงโทษ ต้องทุกข์ทรมาน เพราะฉะนั้นจึงต้องเจอกับ “ผู้ต้อนไปลงโทษ” ที่มีความโหด เกรี้ยวกราด มองมนุษย์เหมือนสัตว์ดุร้ายที่ต้องกักกันไม่ให้หนีไปได้ทันทีที่ตายเลยทีเดียว

3. การไม่เคารพความเป็นมนุษย์ –คนไทยไม่ค่อยเคารพ‘ความเป็นมนุษย์’ ทั้งของตนและของผู้อื่น หน้าฉากสังคมเต็มไปด้วยการนำเสนอถึงการยึดติดอุดมคติทางศีลธรรมอย่างยิ่งยวด มองว่ามนุษย์มีเกณฑ์ศีลธรรมที่ต้องบรรลุให้ได้อยู่ตลอดเวลา จนไม่สามารถเคารพในความ “เทา” ของการเป็นมนุษย์ ที่มีทั้งด้านมืดและสว่าง มีหลากเฉดสี จากหลายตัวตน และทุกคนมีสิทธิ์ตัดสินใจ และใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการ ซึ่งพอมีใครที่ทำตัวแตกต่างจาก ‘ขนบ’ ผิดจากมาตรฐานความดีงามแบบไทยๆ ก็ถูกแปะป้ายว่าเป็นคน ‘นอกรีต’ และ ‘บาป’อีกทั้งด้วยทัศนะทางศาสนาที่เชื่อว่า “มนุษย์” คือ “สัตว์ประเสริฐ” จึงไม่แปลก หากยมทูตในมโนคติของไทยจะถืออาวุธ และกระทำกับมนุษย์เยี่ยงสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ที่ทำตัวนอกรีต เหมือนกับพระเอกใน Homestay ที่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย ทั้งที่ว่ากันตามจริงการตัดสินใจนั้นก็เป็นสิทธิ์การตัดสินใจส่วนตัวของเจ้าของร่างด้วยซ้ำ

4. ทัศนคติทาส –การเคยชินกับความเพิกเฉยกับการกระทำอย่างไม่เป็นธรรม ไปจนถึงไร้มนุษยธรรมของผู้มีอำนาจของคนไทย “ผู้มีอำนาจ = ทำอะไรก็ได้โดยไม่ผิด” และจำต้องยินยอมก้มหัวให้ทุกอย่าง แม้แต่การแสดงความหยาบ ป่าเถื่อนของยมทูต หรือเทพเจ้าในหนัง ซึ่งหากคนปกติทำก็คงโดนประณาม

“ยมบาล จากละครยมบาลเจ้าขา” ภาพจาก ch7.com

5.ยอมรับได้กับการใช้ความรุนแรงเป็นอำนาจ – ต่อเนื่องจากทัศนคติทาสด้านบน ทาสย่อมเคยชินกับนายที่ทำกับคนเยี่ยงสัตว์

และไม่มีปากเสียงเมื่อถูกใช้ความรุนแรง ข่มเหงด้วยอำนาจนำไปสู่การบูชาความมีพลังมีอำนาจแบบผิดๆ ใครบางคนอาจผุดภาพอาจารย์เฉลิมชัยขึ้นในหัว แต่เรานึกถึงครูผู้ชายโรงเรียนมัธยมหลายคนที่ชอบพูดจาหยาบคายที่หลายครั้งก็เป็นการเหยียดรูปลักษณ์ หรือคุกคามทางเพศนักเรียนทั้งชายหญิงอย่างไม่รู้สึกกระดากใดๆ จนทำให้เด็กไม่อยากเข้าใกล้ ซึ่งสิ่งที่ทำให้เด็กกลัว และอยากหนีครูพวกนี้ไม่ใช่เพราะความน่าเกรงขามของครู แต่คือความรุนแรงต่างหาก

“Bruce กับ พระเจ้า ในภาพยนตร์เรื่อง Bruce Almighty” ภาพจาก play.google.com

ในขณะที่‘ยมทูต’ ,‘เทวดา’, ‘พระเจ้า’ในทัศนะสากล

พวกเขาสวมชุดขาว ชุดดำ หรือแต่งตัวตามปกติมนุษย์ ดูคล้ายมนุษย์ปกติ ไม่ทำหน้าที่ตัดสิน พิพากษามนุษย์ แม้ในความเชื่อของศาสนาคริสต์ พระเจ้ามีสิทธิ์จะทำเช่นนั้นก็ตาม แถมพระเจ้า เทวดา หรือยมทูตเหล่านี้ยังยิ้มให้กับ “ความเทา” ของมนุษย์ และทำตัวเป็นมิตรกับมนุษย์อีกต่างหาก

เช่นบทบาท ‘พระเจ้า’ ในหนังเรื่องBruce Almighty(2003) ที่หนังนำเสนอ “พระเจ้า” มาในรูปแบบผู้ชายวัยกลางคนที่ดูเข้าใจโลก เข้าใจมนุษย์ที่มีความ ‘เทา’ งี่เง่า อ่อนแอ และสามารถผิดพลาดได้เสมอ และในขณะที่การพูดถึงพระถึงเจ้าของคนไทย ต้องจบด้วยการถูกขู่จากคนแก่กว่าว่าอย่านะ “มันเป็นบาป นรกจะกินกบาล”แต่พระเอกในหนังฝรั่งอย่าง Bruce Almighty กลับกล้าที่จะด่าพระเจ้าออกมาได้เต็มปากยามที่ชีวิตเขาเต็มไปด้วยเรื่องไม่ได้ดั่งใจ แต่พระเจ้าในหนังไม่โกรธ แถมยังรับฟัง และคอยถามความเห็นเขาตลอดเวลาว่า “คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้?” ราวกับมนุษย์มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจจริงๆ

และใช่ ‘พระเจ้า’ ในหนังฝรั่งให้มนุษย์ตัดสินใจเอง แถมยังเปิดโอกาสให้เขาลองมานั่งทำงานเป็นพระเจ้าดูบ้าง

“Bruce กับ พระเจ้า ในภาพยนตร์เรื่อง Bruce Almighty” ภาพจาก ichef.bbci.co.uk

นอกจากภาพความเป็น ‘พระเจ้า’ ที่อาจมีอิทธิพลมาจากพระเจ้า หรือพระเยซูจากในคัมภีร์ไบเบิล ที่ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เดินดิน ได้มีประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ จึงเข้าใจธรรมชาติมนุษย์ เป็นที่มาของภาพพระเจ้าที่ดูเข้าใจโลกและเข้าใจมนุษย์

ส่วนสำคัญเราคิดว่ามันคือทัศนคติของสังคมที่มี ‘สิทธิเสรีภาพ’ และเป็น ‘ประชาธิปไตย’ ที่รัฐฯ รับฟังความเห็นของประชาชนปฏิบัติกับประชาชนอย่างเป็นมนุษย์ที่ “เท่าเทียม” และสังคมเสรีย่อมมองความเป็นมนุษย์อย่างเป็นจริง คือมี “จิตจำนงค์เสรี”ในการที่จะใช้ชีวิตยังไง คิดแบบไหนก็ได้ และถึงแม้จะมีความบกพร้อง แต่มนุษย์ก็ล้วนมีคุณค่าทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง กระแทกน้ำเสียงกระโชกโฮกฮาก ถลึงตาใส่ หรือขู่ด้วยอาวุธตลอดเวลา เพื่อที่จะสื่อสารกัน

“คิระ กับ ลุค ในภาพยนตร์เรื่อง Death Note” ภาพจาก kryptonradio.com

ขนาด‘ยมทูต’ ฝั่งญี่ปุ่นอย่างในเรื่อง ‘Death Note’ถึงแม้จะมีความแฟนซี และมีรูปลักษณ์ดูน่าสยดสยองแต่ยมทูตก็มีความเป็นธรรมชาติ ทั้งเป็นมิตรกับมนุษย์หรือไม่ชอบมนุษย์ก็ได้อีกทั้งยังมีความโกรธ ขี้โกง เห็นแก่ตัวได้แบบมนุษย์ด้วยที่สำคัญคือยมทูตมองเห็นความเทา หรือความร้ายกาจของมนุษย์เป็นเรื่องธรรมดา โดยไม่มีท่าทีเกรี้ยวกราด หรือตัดสิน

เพราะสุดท้ายแล้ว มนุษย์จะได้รับบทเรียน และได้รับผลแห่งการกระทำของตน

แล้วความเป็น “ยมทูต” , “เทวดา” , หรือ “พระเจ้า” ในมโนคติของคุณเองเป็นยังไงบ้าง ?

มันอาจบอกได้ว่าคุณมองความเป็นมนุษย์ของตน และผู้อื่นอย่างไร ?

และบอกได้ว่าคุณเคารพ และให้คุณค่าตัวเองแค่ไหน…

ลองจินตนาการดูสิ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *