“พ่อบ้านใจกล้า” ไม่โรแมนติก … หยุด Romanticize “อำนาจที่ไม่สมดุล”(Power Imbalance) ในความสัมพันธ์ เพราะอำนาจนิยมอยู่ที่ใด ที่นั่นย่อมมีผู้ถูกกดขี่

“พ่อบ้านใจกล้า” ไม่โรแมนติก … หยุด Romanticize “อำนาจที่ไม่สมดุล”(Power Imbalance) ในความสัมพันธ์ เพราะอำนาจนิยมอยู่ที่ใด ที่นั่นย่อมมีผู้ถูกกดขี่


ไม่กี่วันมานี้มีกระแสการถกเถียงเรื่องภาพโฆษณาเครื่องเล่น Play Station 5 ของแอพ shopee ที่โปรโมทออกมาเพื่อตบมุก “พ่อบ้านใจกล้า” ที่ชอบหลอกเมียเวลาแอบซื้อเกม ของเล่น ของสะสมสนองกิเลศต่างๆ ซึ่งมีใจความว่า “ซื้อเครื่องเล่น PS5 แต่บอกเมียว่าเป็นเครื่องกรองอากาศ” จนเกิดกระแสวิจารณ์กรุ่นกลิ่นดราม่า ที่เสียงแตกเป็นสองฝั่ง ระหว่างการทักท้วงว่า พฤติกรรม “หลอกเมีย” แบบนี้เป็นการทำให้ผู้หญิงที่โดนหลอกดูเหมือนไม่ฉลาด และเป็นการที่ผู้ชายมองว่าแฟนตัวเองโง่พอที่จะหลอกด้วยมุกแบบนี้?
ส่วนอีกฝั่งก็ค้านความคิดข้างต้นว่า “ดราม่าเกินไป ก็แค่ล้อเล่น”

ซึ่งปรากฏการณ์นี้ทำให้มีคำถามมากมายผุดตามขึ้นมา เกี่ยวกับการ romanticize ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ(Toxic Relationship) ของคนไทย ที่ไปไกลกว่าการมองว่า “ปกติ”
ไปถึงจุดที่ทำให้มันกลายเป็นมุกโบ๊ะบ๊ะบันเทิงได้
อีกทั้งปรากฏการณ์ “พ่อบ้านใจกล้า” ยังทำให้เห็นว่าคนไทยอยู่กับ “อำนาจนิยม” อย่างชาชินเกินไป จนไม่เคยตระหนักว่า “อำนาจที่ไม่สมดุล” ในความสัมพันธ์นั้นก่อความขมขื่นในใจ บั่นทอนชีวิตคู่ และสามารถลามไปถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้

ภาพจาก : https://web.facebook.com/ShopeeTH/photos/3865075706869028

เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาพอๆ กับการที่ “ผู้ชาย” หรือ “สามี” ต้องโกหกแฟนเพื่อให้ได้ตอบสนองความต้องการของตัวเอง ด้วยการซื้อสิ่งของที่อยากได้ คือ “เหตุผลของการโกหก” เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความกลัว การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง หรือการไม่สะดวกใจที่จะยืดอกแสดงความต้องการของตัวเอง

เพราะทุกสิ่งข้างต้นล้วนคือสัญญาณของ “ความสัมพันธ์แบบ Unhealthy” ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเพราะการปลูกฝังจากครอบครัว สื่อ หรือมายาคติบ้งๆ ในสังคม ที่ทำให้คนไทยเชื่อว่าการ “ทนอยู่” กับคู่รักที่ไม่สร้างสรรค์ชีวิตและจิตใจเป็นเรื่องปกติ ควรประนีประนอม หรือควรทนๆไปเพราะดีกว่าอยู่คนเดียวทนเพื่อลูก หรือทนเพราะเป็นหญิงม่ายแล้วมันน่าอาย

แต่ความจริงแล้ว คนเราไม่จำเป็นต้องยอมอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ก่อให้เกิดสันติสุขทางใจ หรือมีการกดขี่ใดๆ เคลือบแฝงอยู่ และคนเราคู่ควรจะได้อยู่กับคู่ชีวิตที่รัก ให้เกียรติ ซื่อสัตย์ ยอมรับตัวตน คุยกันด้วยเหตุผล และมีความเป็นธรรม

และต่อให้เป็นความสัมพันธ์ที่ Healthy แต่ในความสัมพันธ์ที่มีอารมณ์โรแมนซ์ควบคู่ไปกับการแลกเปลี่ยนเกื้อกูลกัน การตระหนักถึง “พลวัตอำนาจ”(Power Dynamic) ในความสัมพันธ์ก็ยังสำคัญอยู่ดี

เพราะไม่เพียงแต่ความสุขสมจากการสัมผัสอันอบอุ่น
จากคู่รักที่ผูกพันต่อกันเท่านั้น
ที่จะทำให้ฮอร์โมนความสุขอย่าง “โดพามีน”
หลั่งออกมาให้ชุ่มชื่นหัวใจได้
แต่การรู้สึกว่าตน “มีอำนาจ” และมีพลังเหนือใครสักคน
ก็ทำให้สารแห่งความสุขชนิดนี้หลั่งออกมาได้เหมือนกัน

โดยนักจิตวิทยา “Dacher Keltner” จากมหาวิทยาลัย Berkeley เคยกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า การรู้สึกมีอำนาจ ทำให้มนุษย์มีแนวโน้มทำตัวเหมือนนักสังคมวิทยา และรู้สึกดีมากกว่าการใกล้ชิดกันอีกต่างหาก ซึ่งทำให้ “อำนาจที่ไม่สมดุล” ในความสัมพันธ์มีการสลับสับเปลี่ยนกันอยู่เสมอในระหว่างคู่รัก

“Power Imbalance” หรือ “อำนาจที่ไม่สมดุล”

สามารถมีอยู่ในความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ และที่ใดที่มี “อำนาจนิยม” ในที่นั้นย่อมมีฝ่ายที่ถูก “กดขี่” และถูกลิดรอนอะไรบางอย่างเสมอ

นักจิตวิทยาอธิบายถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิด “อำนาจที่ไม่สมดุล” ในความสัมพันธ์ คือพลวัตแห่ง “พลังลบ” ในความสัมพันธ์ไม่สมดุลกัน 3 รูปแบบ ได้แก่

การเรียกร้อง – การปฏิเสธ

เมื่อมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความสัมพันธ์รับบท “ผู้เรียกร้อง” หรือ “ผู้ปฏิเสธ” ซ้ำๆ จนเกิดเป็นวงจรต่อเนื่อง ทำให้ “อำนาจ”ในความสัมพันธ์ตกมาอยู่ที่ผู้ปฏิเสธ เช่น สามีที่อยากซื้อเกม Play Station มาตั้งแต่รุ่น 3 จนรุ่น 5 ก็ยังไม่ได้ซื้อ เพราะภรรยาไม่ให้ซื้อ ทำให้เกิดพลวัตอำนาจที่ไม่สมดุล เพราะกลายเป็นว่า ภรรยาเท่านั้นที่มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องการใช้เงิน ภรรยาจึงมีอำนาจในการปฏิเสธความต้องการของสามีซ้ำๆ

การถอยห่าง – การไล่ตาม

ความสมดุลในอำนาจของความสัมพันธ์ที่มีตัวแปรแบบนี้ อาจเกิดขึ้นเพราะนิสัยส่วนตัว ปริมาณความรัก หรือระดับการให้ความสำคัญต่อกัน หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เมื่อมีฝ่ายหนึ่งเป็น “ผู้ถอยห่าง” คอยรักษาระยะห่างให้เท่าเดิมตลอดเวลา แม้อีกฝ่ายที่เป็น “ผู้ไล่ตาม” จะพยายามเข้าหาแค่ไหน วงจรแบบนี้ทำให้ผู้ถอยห่างมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายทันที เพราะ “ความต้องการ” ของผู้ไล่ตามถูกปฏิเสธซ้ำๆ และทำให้ผู้ไล่ตามรู้สึกไม่มีอำนาจในการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์เลย

ความกลัว –ความอับอาย

เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในความสัมพันธ์มีความไม่มั่นคงทางใจเป็นพื้นฐาน และเต็มไปด้วยความกลัว เคลือบแคลง ไม่ไว้วางใจ โดยทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอับอาย ละอายใจและต้องทนอยู่กับสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกแบบนี้ซ้ำๆ ทำให้อำนาจตกมาอยู่กับฝ่ายที่ “หวาดกลัว” เพราะมีอิทธิพลกับเสถียรภาพทางใจของอีกฝ่าย

โดยอารมณ์ความรู้สึกเชิงลบเหล่านี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ และเป็นธรรมดาที่คู่รักจะผลัดกันเรียกร้องและปฏิเสธ ผลัดกันถอยผลัดกันตาม ฯลฯ แต่ความสัมพันธ์จะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับ “อำนาจที่ไม่สมดุล” ซึ่งบั่นทอนและนำไปสู่การหย่าร้าง หากระหว่างคู่รักมีการบริหารอำนาจเหล่านี้ด้วยกัน และไม่มีฝ่ายใดได้ใจในการเอาเปรียบ และทำให้อีกฝ่ายเหนื่อยกว่าอยู่เสมอ

ด้วยความที่ “ปิตาธิปไตย” ยังคงฝังรากลึก ซึมซาบอยู่ทั่วทุกอณูในสังคมไทย ทำให้สังคมมีปฏิกิริยา และความเห็นต่อสถานการณ์ “พ่อบ้านใจกล้า” ที่หาวิธีแข็งขืนต่ออำนาจของเมีย เสมือนยังมองไม่เห็นปัญหาเชิงอำนาจในความสัมพันธ์ได้อย่างแท้จริง

เพราะในขณะที่ “พ่อบ้าน” ถูกทักท้วงว่าการโกหกเมีย เป็นเหมือนการดูถูกผู้หญิง และไม่ให้เกียรติภรรยา ความจริงแล้วมุมมองแบบนี้อาจเป็นการ “โทษเหยื่อ” ของค่านิยม “ชายเป็นใหญ่” อยู่ ซึ่งหลายครั้งเหยื่อก็เป็น “ผู้ชาย” เสียเอง

เพราะเมื่อแต่งงานแล้ว สังคมปิตาธิปไตยย่อมคาดหวังให้ผู้ชายกลายเป็น “คนหาเงิน” เพื่อครอบครัวเป็นหลัก ไม่ว่าภรรยาจะยังคงทำงานด้วย หรือลาออกมาเป็นแม่บ้านเต็มเวลา ฉะนั้นผู้ชายในสังคมชายเป็นใหญ่จึงถูกคาดหวังให้โตเป็นผู้ใหญ่ ละทิ้งกิเลศเก่าๆ ทำให้ตัวตนความต้องการใดๆ ที่ไม่เอื้อต่อประโยชน์สุขส่วนรวมในครอบครัวย่อมถูกปัดตกไป ซึ่งเป็นผลพวงจากความเลวร้ายของมายาคติเกี่ยวกับ “อำนาจนิยม” ในสังคมชายเป็นใหญ่ โดยยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอำนาจระหว่างความสัมพันธ์ด้วยซ้ำ

Checklist สัญญาณของ “อำนาจที่ไม่สมดุล” ในความสัมพันธ์

  • คุณไม่รู้สึกสบายใจที่จะพูดถึงความต้องการของตัวเอง
  • ความต้องการของคุณถูกปฏิเสธอยู่เสมอ
  • คุณรู้สึกว่าไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์
  • เขาไม่ให้ความสำคัญต่อความรู้สึกของคุณ ในการตัดสินใจแต่ละครั้ง
  • เขาเอาความต้องการของตัวเองเป็นใหญ่เสมอ
  • เขาเป็นคน “ยื่นคำขาด” ทุกครั้งเวลาทะเลาะกัน และไม่สนใจปัญหาของคุณ
  • คุณต้องเป็นฝ่ายขอโทษตลอด โดยไม่ได้รับความเป็นธรรม
  • คุณรู้สึกเหมือนพยายามอยู่คนเดียวเพื่อให้ความสัมพันธ์นี้ไปรอด

ไม่ว่า “อำนาจนิยม” อยู่ที่ใด ก็สร้างความขมขื่นที่นั่น เพราะเมื่อใดที่มีฝ่ายที่มี “อำนาจ” เหลือล้นในมือ ก็ย่อมมีฝ่ายที่ถูกกดขี่ ถูกลิดรอนอยู่ในที่เดียวกัน แม้ในความสัมพันธ์ที่มีความรัก ความผุกพัน และอารมณ์โรแมนติกประกอบอยู่ด้วยก็ตาม
เพราะตราบใดที่คนไทยยัง Romanticize อำนาจนิยมต่างๆ ในสังคม ยกชูความเหลื่อมล้ำของอำนาจระหว่างรัฐ กับประชาชน และชนชั้นศักดินา กับประชาชน ตราบจนถึงยังไม่ตระหนักว่า “อำนาจนิยม” คืออะไร

แม้แต่ตัวเราเองก็อาจไม่สามารถตระหนักได้เลยว่า…
กำลังใช้แต้มต่อในความ “มีอำนาจ” เหนือกว่าในบริบทใดบริบทหนึ่ง กดขี่
และทำร้ายคนที่เรารักอยู่โดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า…


ที่มาข้อมูล

1-https://www.bustle.com/p/11-signs-theres-unhealthy-power-dynamic-in-your-relationship-according-to-expert-8643093

2-https://bigthink.com/sex-relationships/power-in-relationships?rebelltitem=3#rebelltitem3

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *