การ Body Shaming ที่ไม่มีคำว่า “อ้วน” อยู่ในประโยค ก็สามารถทำร้ายคนอื่นได้

การ Body Shaming ที่ไม่มีคำว่า “อ้วน” อยู่ในประโยค ก็สามารถทำร้ายคนอื่นได้


ไม่กี่วันมานี้สังคมยังได้เวียนมาถกเถียงเกี่ยวกับการ Body Shaming อีกรอบ จากกรณีของหม่อมลูกปลา ที่ถูกเชิญไปทำคอนเทนท์วิดิโอ ที่มีการเปรียบเทียบฟีดแบ็กจากการให้ผู้หญิงหุ่นดีแต่งตัวสวย กับผู้หญิงรูปร่างท้วมกว่าและไม่แต่งหน้า ไปไล่ขอกอดผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาในเมือง จึงปรากฏภาพผู้หญิงท้วม ไม่แต่งตัวสวย ถูกไล่ตะเพิดพร้อมกับถ้อยคำทำร้ายใจ ในขณะที่ผู้หญิงที่ผอมกว่าแต่งตัวสวยกว่าได้รับปฏิกิริยาตรงกันข้าม แถมยังโดน Sexual Harassment ไปพร้อมกันด้วย

สิ่งที่ “เสื่อม” ไม่ต่างจากปฏิกิริยาของบางคน ที่ยังแสดงให้เห็นถึง “พิษ” จากการตลาดชวนเชื่อที่สังคมผลิตซ้ำออกมาตลอดยุคสมัยให้ผู้คนเชื่อ และมองว่า “คนอ้วน = อัปลักษณ์” และ “ความอ้วน = กาลกิณี” เพราะเป็นลักษณะของคนขี้โรค ขี้เกียจ ขี้แพ้ น่าอดสู ฯลฯ คือความไร้วิจารณญาณปัญญา และขาดจิตสำนึกเคารพสิทธิเสรีภาพส่วนตัวของผู้อื่น ที่ทำให้ผู้คนในสังคมนี้ยังคงกล้าที่จะนำเสนอค่านิยม และความเชื่อผิด ๆ และเป็นโทษต่อผู้อื่นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ผ่านคอนเทนท์บันเทิง

เพราะในขณะที่การ make fun กับรูปร่างของคนอื่นยังคงมีให้เห็นในสื่อไทย ทั้งรายการวาไรตี้ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา จนทำให้สังคมเชื่อว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นเรื่อง “ปกติ” แต่ผู้คนที่มีรูปร่างหลากหลาย ไม่ตรงตาม “มาตรฐานความงาม” ที่นายทุนขายอาหารเสริม ขายยา ขายเสื้อผ้าไม่คละไซส์ ขายคอร์สออกกำลังกาย ฯลฯ เป็นผู้กำหนดเพื่อขายของให้กับผู้เชื่อ

ต้องทนทุกข์กับ “อคติ” ในสังคม และถูกลดทอนคุณค่าผ่านคำพูดวิจารณ์ ที่ส่งผลร้ายแรงถึงขนาดสามารถทำลาย “ความเคารพคุณค่าในตัวเอง” ของพวกเขา และนำไปสู่โรคร้ายอย่าง “ภาวะการกินผิดปกติ”(Eating Disorder) ต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่การ “ฆ่าตัวตาย” ได้ในที่สุด

การ Body Shaming เหยียดรูปลักษณ์เกิดขึ้นได้แม้ไม่มีคำว่า “อ้วน” อยู่ในประโยค

ฉะนั้นจะเรียกได้ว่าการ “Body Shaming” คือ “อาชญากรรม” ก็ไม่น่าจะผิดนัก เพราะมันทำร้ายคนให้ถึงตายได้
ในยุคที่สังคมโลกมีการพัฒนาเรื่องการตระหนักถึงการเคารพความแตกต่าง สิทธิ เสรีภาพของเพื่อนมนุษย์มากขึ้น พฤติกรรม Body Shaming กลายเป็นเรื่อง “น่ารังเกียจ” มากขึ้น จึงอาจทำให้บางคนกล้าที่จะพูดคำว่า “อ้วน” ใส่คนอื่นน้อยลง

แต่ถ้าทัศนคติ ความเชื่อ ความเข้าใจไม่เปลี่ยน การทำร้ายคนอื่นด้วยการ “วิจารณ์รูปร่าง” ก็ยังคงมีอยู่ ด้วย “วิธีพูด” อื่น ๆ เช่น…

การยกชูคุณค่าความเป็นคน “ผอม” เหนือกว่าคนไม่ผอม

เรายังคงเห็นทัศนคติแบบนี้ได้จากคนในสังคมปัจจุบัน ตามคอมเมนต์ใต้โพสต์ดาราเซเลปที่แก้ผ้าอวดหุ่น โชว์เอวบาง ที่แม้จะไม่มีการกล่าวถากถางถึงคนอ้วน แต่การที่แสดงความเคารพ บูชาความผอม พลางสาธยายซูฮกเรื่องวินัยการกินอาหารคลีน ความสามารถในการละทิ้งของอร่อย และวินัยในการเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย ประหนึ่งเป็น “คุณค่า” พิเศษนั้น

ในทางเดียวกันกำลังสร้างมายาคติในสังคม ว่าผู้คนที่ไม่ออกกำลังกาย และยังเอ็นจอยกับหมูกระทะอยู่ กลายเป็นมี “คุณค่า” ในทางไม่ดี ซึ่งความจริงแล้วพฤติกรรมส่วนตัวเหล่านี้ไม่ควร “กำหนดมาตรฐาน” ใด ๆ ได้ด้วยซ้ำ

วิจารณ์การกล้าที่จะ “แต่งตัว”

เด็กที่โตมาด้วยรูปร่างท้วมกว่าคนอื่น และมีพ่อแม่ที่ยังเป็นทาสการตลาดเรื่องอ้วน-ผอม มักถูกปลูกฝังให้สวมเสื้อผ้าหลวม ๆ ปกปิดรูปร่าง สวมแต่เสื้อผ้าสีเข้ม ไม่เผยเนื้อหนัง ฯลฯ จึงต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากในการเริ่มที่จะ “เคารพตัวเอง” และเลือกสวมสิ่งที่ตัวเองพอใจจริง ๆ ฉะนั้นการเอ่ยปากพูดถึง “การแต่งตัว” ของคนอื่นที่ไม่ใช่ในเชิงบวก100% สามารถทำลายกำลังใจของพวกเขาได้จนสิ้น เช่นการชมเหมือนไม่ชมว่า “เก่งนะ ที่รูปร่างแบบนี้ยังกล้าสวมชุดว่ายน้ำ” หรือ “ใส่สีดำจะดูผอมกว่านี้” ฯลฯ

ตำหนิ หรือวิจารณ์เรื่อง “การกิน” ของคนอื่น

แม้ไม่มีคำว่า “อ้วน” อยู่ในประโยคสักคำเดียว แต่คำพูดจำพวก “เธอกินทั้งหมดนั่นคนเดียวเหรอ?” หรือ “ทำไมไม่สั่งสลัดแทนสเต็กล่ะ” คือการทำร้ายคนอื่น โดยเฉพาะคนที่มีรูปร่างไม่ตรงตาม Beauty Standard และประสบกับความเลวร้ายจากอคติและความกดดันนานาอยู่ เพราะคำพูดติติง “การกิน” เหล่านี้ สัมพันธ์กับภาวะ Eating Disorder โดยสามารถไปกระตุ้นให้อาการที่พวกเขามีอยู่ยิ่งเลวร้ายขึ้น พวกเขาอาจกลับไปสวาปามเค้กทั้งก้อนแล้วล้วงคอออกมาซ้ำ ๆ เป็นการทำโทษตัวเอง หรือคำพูดเหล่านี้อาจสะกิดให้พวกเขาเริ่มอดอาหารจนตายด้วย Anorexia โดยที่คุณไม่มีวันรู้ เพราะส่วนมากผู้ป่วยที่มีภาวะเหล่านี้มักเก็บเรื่องโรคนี้เป็น “ความลับ”

เอา “รูปร่าง” ไปเชื่อมโยงกับ “ภาวะสุขภาพ”

เชื่อว่าคนที่มีรูปร่างไม่เพรียวบาง หุ่นฟิตตาม Beauty Standard หลายคนคงอยากบอกผู้หุ่นดีและหวังดีเหล่านี้ให้ “เอาเวลาห่วงกลับไปดูแลตัวเองเถอะ” หากคนเตือนยังต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยกว่าเสียอีก เพราะความจริงคือปัจจุบันมีงานวิจัยออกมายืนยันแล้วหลายครั้งว่า “ความอ้วน” ไม่ได้สัมพันธ์กับ “ปัญหาสุขภาพ” เป็นหลัก และผู้คนสามารถมีสุขภาพดีได้ไม่ว่าจะรูปร่างแบบไหน หรือความจริงคือแม้ว่าใครบางคนกำลังพอใจที่จะทำลายสุขภาพของเขาอยู่ หากพวกเขาไม่ได้ถามหาใครมาช่วยทำลายมันเพิ่ม ก็ไม่มีใครมีสิทธิ์ยื่นมือเข้าไปช่วยทำร้ายจิตใจพวกเขาเพิ่มในทางใดทั้งสิ้น

แนะนำการ “ไดเอท” และวิธี “ออกกำลังกาย” ให้

ต่อให้เป็นความ “ปรารถนาดี” บริสุทธิ์ 100% ไม่ได้มีความอยากรู้สึกดีด้วยการได้ทำลายความมั่นใจของคนอื่นเคลือบแฝงเลยก็ตาม แต่ความปรารถนาดีใด ๆ ที่ไม่ได้มีการร้องขอ จะกลายเป็นการ “ยัดเยียด” ที่สร้างโทษมากกว่าประโยชน์

ฉะนั้นการพยายามแนะนำให้คนที่ขาใหญ่กว่าตัวเองไปลองกระโดดเชือกดู หรือแนะนำให้ใครสักคนกินอาหารคลีนแทนในมื้อเย็น ล้วนเป็น “ความปรารถนาดีที่เป็นพิษ”ที่ผู้ปรารถนาดีไม่มีทางรู้ว่าความปรารถนาดีนั้นทำร้ายผู้รับได้อย่างไรบ้าง

หากใครรู้สึกว่าการระมัดระวัง และรับผิดชอบ “คำพูด” ของตัวเองเพื่อไม่ให้ไปเป็นการทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว ไม่ต่างจากคนไม่ป่วยที่ต้องระมัดระวัง “คำพูดต้องห้าม” สำหรับคนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งช่าง “ยุ่งยาก” และ “เยอะ”

ก็ควรตระหนักว่าความจริงแล้วมีวิธีที่ง่ายกว่าในการจัดการกับ “ปัญหายุ่งยากใจ” ของคุณเอง และ “รับผิดชอบ” ต่อผู้อื่นไปด้วยพร้อม ๆ กันนั่นคือการอดใจ “ไม่พูด” และเคารพขอบเขตชีวิตส่วนตัวของคนอื่น ซึ่งง่ายมาก ๆ

เพราะคุณไม่จำเป็นต้องทำร้ายคนอื่น เพื่อพาพวกเขาเข้าไปในวงจรการตกเป็น “ทาสการตลาด” ของนายทุนผลิตอาหารเสริม ผลิตยา กิจการฟิตเนส และเทรนเนอร์ ที่สูบผลประโยชน์จากการ “รู้สึกป่วย” ทั้งที่ไม่ป่วยของคนที่มีรูปร่างหลากหลาย หากพวกเขาไม่ยินยอมและสมัครใจรักที่จะก้าวเข้าไปในวงจรนั้นด้วยตัวเอง เพราะทุกคนมีสิทธิ์ “พึงพอใจ” ในรูปร่างของเขา หรือ “ไม่พึงพอใจ” ในรูปร่างของเขาก็ได้ โดยที่ไม่ต้องมีใครก้าวเข้าไปบอกว่าใครควรทำอะไรถึงจะดีกับตัวเอง


อ้างอิงข้อมูล

1-www.healthline.com

2-www.insider.com/

3-everydayfeminism.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *