“ความมักมาก” ไม่ใช่นิสัยพื้นฐานของ “ผู้ชาย” และความ “งี่เง่า เอาแต่ใจ” ก็ไม่ใช่นิสัยของ “ผู้หญิง”

“ความมักมาก” ไม่ใช่นิสัยพื้นฐานของ “ผู้ชาย” และความ “งี่เง่า เอาแต่ใจ” ก็ไม่ใช่นิสัยของ “ผู้หญิง”


เชื่อว่าใครหลายคนคงคุ้นเคยดีกับมายาคติ เกี่ยวกับ “อคติ” ทางเพศ ที่นอกจากจะไม่สมเหตุสมผล 100% แต่กลับมีอิทธิพลถึงกับทำให้เกิดการจำกัด “โอกาส” ต่าง ๆ ในสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันในแต่ละเพศ อาทิ มายาคติที่ว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนไหวกว่าใคร เจ้าอารมณ์ งี่เง่า เอาแต่ใจ และเหมารวมว่า คุณสมบัติการมีอารมณ์ไม่เสถียร ย่อมส่งผลให้ประสิทธิภาพการตัดสินใจไม่มั่นคง ทำให้ผู้หญิงถูกตัดโอกาสในหน้าที่การงานหลายแบบ โดยเฉพาะงานเกี่ยวกับตัวเลข การเงิน หรือตำแหน่งที่ได้ถืออำนาจและมีความเป็นผู้นำสูง

ในขณะที่มีมายาคติเกี่ยวกับเพศชายเช่นกันว่าผู้ชายมักมีธรรมชาติอารมณ์พลุ่งพล่าน หุนหันพลันแล่น มุทะลุ ชอบใช้กำลัง ชอบเอาชนะเจ้าชู้ และมักมากในกาม แต่คุณสมบัติที่มาจากสถานะ “ฮอร์โมน” เหล่านี้กลับไม่ส่งผลกระทบต่อโอกาส และสถานะ “คุณค่า” ในสังคมเท่าเอฟเฟกต์จากฮอร์โมนในผู้หญิง

บนสังเวียนการตัดสินข้อพิพาทต่าง ๆ ที่ประกอบไปด้วยคนหลายเพศ แม้แต่เรื่องส่วนตัวอย่างปัญหา “ชีวิตคู่” ผู้หญิงมักจะถูกคาดโทษตำแหน่ง “จำเลย” ไว้ก่อนเสมอ ด้วยมายาคติที่เชื่อว่า “ความไม่มีเหตุผล” และการ “ใช้อารมณ์” ของผู้หญิงเป็นสาเหตุแห่งโลกาวินาศเสมอ แม้ว่าจะเป็นกรณีที่ผู้ชายมักมาก ผิดข้อตกลงในความสัมพันธ์ จนนำมาซึ่งชีวิตคู่ที่ล้มเหลวก็ตาม แต่ผู้คนในสังคมชายเป็นใหญ่ก็มักจะคาดโทษไปที่ความ “งี่เง่า” ของผู้หญิงก่อน โดยในขณะเดียวกันก็มีเหตุผลรับรองให้กับ “การผิดข้อตกลง” ของฝ่ายชายว่า “ผู้ชายเจ้าชู้ มักมากเป็นเรื่องปกติ”

ซึ่งเป็นการโยนความผิดไปที่ “ฮอร์โมน” โดยไม่กระทบกับ “คุณค่า” และ “อัตลักษณ์” ของความเป็นชาย ในขณะที่ความ “งี่เง่า” ถูกตราเป็นเครื่องหมายของความเป็นผู้หญิง ซึ่งอ่อนแอ และสร้างปัญหาเสมอ แม้ในความเป็นจริง “ฮอร์โมนสวิง” ของผู้หญิงไม่ได้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แบ่งเป็นเวลา และ “คาดเดาได้” อีกต่างหาก

“ฮอร์โมน” เป็น “โทษ” สำหรับผู้หญิง

และเป็น “ข้ออ้าง” สำหรับผู้ชาย

“ฮอร์โมน” ที่ลดลงชั่วคราวในช่วงก่อนมีประจำเดือน หรือที่เรียกว่า PMS และสภาวะอารมณ์ที่ไม่เสถียรอันเป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์นั้นของผู้หญิง ถูกตัดสินให้เป็น “อัตลักษณ์” อันเป็น “จุดด้อย” ของความเป็นหญิง

ทั้งที่ปรากฏการณ์ที่เกิดจากฮอร์โมนเพศหญิง 2 ตัว ได้แก่ Progesterone และ Estrogen ที่ลดลงหลังจากช่วงตกไข่ อันทำให้ผู้หญิงสามารถมีอารมณ์แปรปรวน มีความวิตกกังวลมากขึ้น และอาจมีภาวะซึมเศร้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ “ไม่เสถียร” เพราะฮอร์โมนเพียงไม่กี่วันเท่านั้นเพราะอาการเหล่านี้จะเริ่มดีขึ้นจนทำให้ผู้หญิงมีภาวะอารมณ์เชิงบวกมากขึ้นในช่วงที่ประจำเดือนกำลังจะมา เป็นสิ่งที่สามารถ “คาดคะเนได้” ด้วยซ้ำ เพราะผู้หญิงส่วนมากรู้กำหนดวันรอบเดือนของตัวเองและสามารถคำนวณวันเวลาเพื่อรับมือกับอาการเหล่านี้ได้

แต่ผู้หญิงหลายคนก็มักจะถูกโยนคำตัดสินว่า “งี่เง่า” และ “ใช้อารมณ์” ใส่หน้าทุกครั้งที่ข้อพิพาทกำลังคุกรุ่น เพื่อเป็นการตัดสิทธิ์ในการอธิบายความเป็นเหตุเป็นผลอื่น ๆ

อีกทั้งการเอา “อาการ” ซึ่งเป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์ของฮอร์โมนเพียงไม่กี่วันต่อรอบเดือนเหล่านี้มาตราเป็น “ลักษณะเฉพาะ” ของผู้หญิง ยังเป็นการลดคุณค่า และกีดกันไม่ให้ผู้หญิงทำ และ “เป็น” อะไรในสังคมได้เท่ากับเพศอื่นอีกด้วย

แต่ในขณะเดียวกันสภาวะ “ฮอร์โมน” ที่ขึ้นลงในเพศชาย ซึ่งเป็นที่มาของอารมณ์ก้าวร้าว พฤติกรรมรุนแรง ถูกบอกเล่าให้กลายเป็น “เสน่ห์” และ “ความแข็งแกร่งประสาชาย” ทั้งที่ผู้ชายก็สามารถประสบกับภาวะขึ้น ๆ ลง ๆ ของฮอร์โมนเพศได้เหมือนกัน

โดยหาก Testosterone ในผู้ชายลดลง ซึ่งอาจเกิดจากผลกระทบจากการใช่ยาบางชนิด ความเครียด นอนหลับไม่ปกติ หรืออายุมากขึ้น ก็สามารถทำให้ผู้ชายอยู่ในภาวะซึมเศร้า วิตกกังวลได้เช่นกัน ทั้งยังนำไปสู่ความเสื่อมถอยของสมรรถทางเพศอีกด้วย

และหาก Testosterone เพิ่มขึ้น ก็สามารถทำให้ผู้ชายมีอารมณ์ก้าวร้าวรุนแรง รู้สึกอยากปะทะ กระหายการเอาชนะ มั่นใจในตัวเองสูงชอบบงการ ซึ่งสามารถนำไปสู่ “ความเสี่ยง” ต่าง ๆ ได้เหมือนกัน

แต่ลักษณะเหล่านี้กลับถูกมองว่าเป็น “ความแข็งแกร่งสมชาย” และเป็นจุดแข็งที่โลกยกให้เป็น “ผู้นำ” ในทุกสังเวียนแม้แต่ในบ้าน อีกทั้งไม่เคยมีองค์กรใดอ้างถึงลักษณะที่เป็น “ผลกระทบจากฮอร์โมน” เหล่านี้มากีดกันโอกาสทางการงาน หรือสถานะคามเป็นผู้นำใด ๆ และแม้แต่ในสื่อบันเทิง ภาพยนตร์ วรรณกรรมต่าง ๆ ยังทำการ Romanticize อาการจากสภาวะฮอร์โมนเหล่านี้ของผู้ชายในเชิงเป็น “เสน่ห์กร้าวใจ” อีกต่างหาก

ซึ่งมายาคติเหล่านี้ความจริงแล้วก็ทำร้ายผู้ชายได้เหมือนกัน หากผู้ชายบางคนไม่เอ็นจอยที่จะกดฟังก์ชั่น “การแสดงอารมณ์” ซึ่งถูกตีเป็นลักษณะของเพศหญิงเอาไว้ และกล้าที่จะแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ออกมาตามธรรมชาติ อีกทั้งไม่ชอบใช้กำลัง ไม่ชอบกีฬาที่เป็นการระบายความรุนแรงพลุ่งพล่าน การเอาชนะ อันเป็นเอฟเฟกต์จากฮอร์โมนออกมา ก็อาจทำให้ถูกตีตราว่าเป็นผู้ชายที่ “ไม่สมชาย” ฯลฯ

แต่สำหรับมายาคติที่ว่า “ผู้ชายมักมากเป็นเรื่องปกติของฮอร์โมนเพศชาย” ที่สังคมและแม้แต่ผู้หญิงหลายคนก็ยังยอมรับมายาคตินี้เพื่ออธิบายพฤติกรรมเอาเปรียบคนรัก และผิดข้อตกลงในชีวิตคู่ของผู้ชาย กลับเป็นการยินดี “โทษฮอร์โมน” ทั้งที่ความจริงแล้ว Testosterone ทำได้เพียงทำให้ผู้ชายมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มีสมรรถทางเพศสูง และสัมพันธ์กันโดยอาจทำให้ผู้ชายอยาก “เผด็จศึก” เพศที่พวกเขาปรารถนามากขึ้น

แต่งานศึกษาวิจัยบอกว่าผู้ชายที่มีความ “จริงจังในความสัมพันธ์” จะมีระดับฮอร์โมน Testosterone ต่ำลง ในขณะที่ผู้ชายที่ยอมรับว่าตนเคยนอกใจคู่รัก มีระดับฮอร์โมนเพศชายเท่า ๆ กับผู้ชายที่ยัง “โสด”

โดยงานวิจัยที่ชื่อว่า “Higher testosterone levels are associated with unfaithful behavior in men“ที่ทำการศึกษาโดย C. Klimas, U. Ehlert, T.J. Lacker, P. Waldvogel, และ A. Walther.จากสถาบัน Technichse Universität Dresdenได้ทำการศึกษาจากผู้ชายวัยกลางคน 224 คนเพื่อทำแบบทดสอบเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศชาย และพฤติกรรมการนอกใจ ปรากฏว่าผู้ชายเพียง 37% เท่านั้นที่เคยนอกใจคู่ชีวิตอย่างน้อย 1 ครั้ง และระดับของฮอร์โมนเพศชายก็สัมพันธ์กับพฤติกรรมมักมากในผู้ชาย

อีกทั้งยังมีงานวิจัยชื่อ “Oxytocin Modulates Social Distance between Males and Females” ที่ตีพิมพ์ในJournal of Neuroscience ที่พบว่าฮอร์โมน Oxytocin ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง “ฮอร์โมนแห่งความรัก” สัมพันธ์กับพฤติกรรมนอกใจด้วย โดยมีการทดลองให้ผู้ชายที่ได้รับฮอร์โมน Oxytocin และผู้ชายที่ได้รับยาหลอก มาอยู่ใกล้กับผู้หญิงที่มีแรงดึงดูดทางเพศสูง ปรากฏว่าผู้ชายที่มีปริมาณ Oxytocin สูงและมีคู่สมรสแค่คนเดียวรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะอยู่ใกล้กับผู้หญิงอื่นนอกจากคู่ตัวเองมากเกินไป

สรุปว่าความจริงแล้ว “ความมักมาก” ก็ไม่ใช่ “โทษจากฮอร์โมน” และเป็นความปกติของผู้ชาย แต่ขึ้นอยู่กับ “นิสัย” และความจริงใจต่อความสัมพันธ์ต่างหาก

“มายาคติ” สองมาตรฐานต่อ “ปรากฏการณ์ทางฮอร์โมน” ล้วนสะท้อนความเป็นพิษจากสังคม “ชายเป็นใหญ่” ได้อย่างชัดเจน เพราะในขณะที่ฮอร์โมนถูกทำให้เป็น “ข้ออ้าง” เพื่อการสงวนโอกาสใน “อำนาจ” ในการขับเคลื่อนความเจริญโดยตรงไว้สำหรับเพศชาย และหาข้ออ้างให้กับความ “เห็นแก่ตัว” ในความสัมพันธ์ ทำให้การทรยศคู่ครอง หรือแม้แต่ทำให้พฤติกรรมทำลายล้างของผู้ชายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

แต่ “ฮอร์โมน” เช่นกันที่ถูกทำให้เป็นข้ออ้างเพื่อยัดเยียด “ลักษณะอ่อนแอ” และข้อหาให้ผู้หญิง ว่าเป็นต้นเหตุแม้ในความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่น และเป็นจุดอ่อนของการขับเคลื่อนการงานต่าง ๆ ในสังคม

ทั้งที่ความจริงแล้วการยุติสงครามระหว่างเพศไม่เคยเป็นเรื่องยาก มากไปกว่าเพียงแค่การโอบรับ “ความเป็นมนุษย์” ที่มีทั้งส่วนแข็งแกร่ง และอ่อนแอ ที่แตกต่างกันไปในทุกเพศ


อ้างอิงข้อมูล

1- www.yourhormones.info

2- www.theatlantic.com

3- www.psypost.org

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *