คนเรามักโอ้อวดเกินจริง เพราะรู้สึกเปราะบาง ยิ่งความเคารพตัวเองต่ำแค่ไหน ยิ่งมีแนวโน้มเป็น “โรคหลงตัวเอง”(Narcissistic) มากขึ้นเท่านั้น

การมั่นใจในตัวเอง ภาคภูมิใจในตัวเอง และให้คุณค่าตัวเอง “สูงไป” จนบางครั้งลืมคำนึงถึง “ความเห็นอกเห็นใจ”(Empathy) ไปจนถึงการไม่ตระหนักว่าตนสามารถทำร้ายคนอื่นได้ ด้วยการกระทำที่ตนไม่รู้ตัว เพราะไม่เคยยอมรับความผิดของตน
ล้วนเป็นอาการของ “โรคหลงตัวเอง” หรือ Narcisistic Personality Disorder ซึ่งเป็นอาการป่วยที่เกิดจากทัศนคติหลงผิด

คนขี้ขลาดเท่านั้นที่ “make fun” กับ “ความยากจน” …แน่จริงก็เสียดสีผู้มีอำนาจที่ยืนค้ำหัวคุณอยู่สิ

ความจริงแล้วรายการวาไรตี้ไทยหลายสำนักก็นิยมตบมุก “หัวเราะร่วน” บนความน่าอดสูในสังคมแบบนี้มานานแล้วไม่ว่ายุคสมัยจะผ่านไปไหน… เพราะการ “หัวเราะใส่” คนที่จนกว่า ลำบากกว่า สิ้นหวังกว่า สร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยให้กับ“คนขี้ขลาด” ได้ แม้ว่าจะเป็นวิธีที่มักง่าย หยาบคาย และไร้ความรับผิดชอบมาก ๆ ก็ตาม

Toxic Relationship คืออะไร? ความสัมพันธ์ที่มีเป็น “พิษ” กับชีวิตจิตใจอยู่หรือเปล่า?

Toxic Relationship สัมพันธ์กับการ “ไม่เคารพคุณค่าในตัวเอง” และผู้คนที่รู้สึกว่าตัวเองด้อยคุณค่า จนเชื่อมั่นว่าตนไม่มีสิทธิ์ “เลือก” สิ่งที่ดีกว่าให้ชีวิต จึงต้องยอมติดอยู่ในความสัมพันธ์อันเป็นพิษเหล่านั้น ซึ่งหนึ่งในรูปแบบความสัมพันธ์นั้น อาจรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ประชาชนใจทาส” กับ “รัฐบาลเผด็จการแย่ ๆ” ด้วยก็ได้

ทำไมคนรวยทำอะไรก็ไม่ผิด? ติดโควิด-19 ก็มีแต่คนให้กำลังใจ แต่ชนชั้นกลางลงไปทำอะไรก็ไม่เป็นที่ถูกใจ ติดเชื้อมาโดยไม่ได้ตั้งใจก็โดนประณาม

โควิด-19 ติดคนรวย คือ “เคราะห์ร้าย” แต่โควิด-19 ติดคนจน คือ “ตัวเชื้อโรค”?…

ปรากฎการณ์นี้ อธิบายโดยหลักการทางวิทยาศาตร์ได้ว่า
เป็นเพราะบางคนมองไม่เห็นความเป็น “มนุษย์” ใน “คนที่จนกว่า”…

“พ่อบ้านใจกล้า” ไม่โรแมนติก … หยุด Romanticize “อำนาจที่ไม่สมดุล”(Power Imbalance) ในความสัมพันธ์ เพราะอำนาจนิยมอยู่ที่ใด ที่นั่นย่อมมีผู้ถูกกดขี่

ปรากฏการณ์ “พ่อบ้านใจกล้า”
ทำให้มีคำถามมากมายผุดตามขึ้นมา เกี่ยวกับการ romanticize ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ(Toxic Relationship) ของคนไทย
ยังทำให้เห็นว่าคนไทยอยู่กับ “อำนาจนิยม” อย่างชาชินเกินไป จนไม่เคยตระหนักถึง “อำนาจที่ไม่สมดุล” ในความสัมพันธ์

เด็กชายวัย 11 รอดจากการทารุณกรรมโดยครอบครัว เพราะพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารกล้าหาญพอที่จะยุ่งเรื่องชาวบ้าน

สามีภรรยาคู่หนึ่งถูกจับกุมในร้านอาหาร ด้วยข้อหาทารุณกรรมลูกชายวัย 11 ปี หลังจากที่หนักงานเสิร์ฟในร้านสังเกตเห็นความผิดปกติ และร่องรอยการถูกทำร้ายของเด็กชาย และแอบเขียนโน้ตใส่กระดาษเพื่อถามเด็กว่า “ต้องการความช่วยเหลือมั้ย?”

ความรุนแรงในครอบครัว ไม่ใช่ “เรื่องส่วนตัว”

ไม่ว่าเหล่า “เหยื่อ” ความรุนแรงในครอบครัว จะสามารถตระหนักถึง “อำนาจนิยม” ที่ทำให้พวกเขาติดอยู่ในบ่วงความรุนแรงเหล่านั้นหรือไม่
สังคมควรเข้าใจว่า การไปนั่ง educate สร้างความเข้าใจเรื่องพลวัตอำนาจในความสัมพันธ์(Power Dynamic) การสอนว่าพวกเขาควรรักตัวเองได้แล้ว หรือการด่าเพื่อนให้ได้สติไม่กลับไปหาผู้ชายแย่ๆ ที่ทุบตีเธอบ่อยๆ อาจช่วยพวกเขาได้ไม่ทัน
ฉะนั้นการยอมเป็น “หมา” เพื่อลดความเสี่ยงที่ความรุนแรงจะยิ่งทวีมากขึ้นทุกวัน อาจจะคุ้มกว่าหรือเปล่า ?

อย่าต่อต้าน “อำนาจนิยม” แบบ “ใจอยากปากตอแหล” เพราะอยากฉวยประโยชน์จากการใช้แต้มต่อใน “Power Dynamic”

บางคนก็ต่อต้าน “อำนาจนิยม” และเรียกร้อง “ความเท่าเทียม” แค่ในบริบทที่ตนถูกกดขี่และมีอำนาจต่ำกว่า โดยหากอยู่ในบริบทกลับกัน ที่ตนสามารถใช้อำนาจนั้นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ก็ไม่ลังเลที่จะเป็นหนึ่งในมือที่ช่วยหมุนกงล้อแห่ง “อำนาจนิยม” นั้นต่อไปอีกแรง
เพราะความจริงแล้วหลายๆ คนยังไม่เคยตระหนักว่าในทุกสังคมมีสิ่งที่เป็นอุปสรรคของการสร้างสังคมที่เท่าเทียม คือวงจรอุบาทว์ของ “Power Dynamic” ที่ซ่อนอยู่ในทุกสถานะ…

“Tone Policing” การบอกให้ผู้ที่ถูกกดขี่มีมารยาทและความสุภาพในการเรียกร้องความเป็นธรรมก็คือ“การกดขี่” อีกรูปแบบหนึ่ง

…การบอกให้ประชาชาชนที่โดนปิดปากด้วยกระบอกปืน และถูกอุ้มฆ่าเพราะการพูดเรียกร้องความเป็นธรรม หยุดตะโกนคำด่าหยาบคายและให้คุยกันอย่างสุภาพชนดีกว่า

ควรเป็นแค่การ “รักษามารยาท” สงวนท่าทีให้มีความเป็น “สุภาพชน” หรือความจริงแล้วมันคือการช่วยกัน “กด” ผู้ถูกกระทำอีกแรง และฟาดซ้ำด้วยจารีตผู้ดี

“พ่อ-แม่คือพระอรหันต์” ความเชื่อที่ส่งเสริมอำนาจนิยมในครอบครัว

การนำพ่อแม่ ไปเทียบกับ “พระอรหันต์” อันแตะต้องไม่ได้ ย่อมทำให้พวกเขามี “อำนาจ” เด็ดขาดในตัวซึ่งมีผลกับลูกโดยตรง
พ่อแม่ที่เอ็นจอยกับการรับบทเป็นอรหันต์โดยไม่มีความถ่อมตัวหรือสำนึกว่าลูกเองก็เป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันกับตน ก็อาจแสดงพฤติกรรมออกมาเป็นการใช้อำนาจเผด็จการกับลูก และเห็นลูกเป็นผู้ที่อยู่ใต้อาณัติ ต่ำกว่า และต้องบูชาตนเสมอ