เป็นคนดีได้ไหม ถ้าไม่มีศาสนา เมื่อฉันคุยเรื่องการใช้ชีวิต กับคนไม่นับถือศาสนา

เป็นคนดีได้ไหม ถ้าไม่มีศาสนา เมื่อฉันคุยเรื่องการใช้ชีวิต กับคนไม่นับถือศาสนา


“ถ้าเราไม่มีศาสนา นรกก็เป็นแค่ชื่อน้ำพริก”

ขอบคุณ @skipmetofriday จาก Twitter ด้วยที่ทำให้เราอารมณ์ดีทันทีที่อ่าน

เราอยู่ในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ คุ้นชินกับวัด พิธีกรรม รวมทั้งวันหยุดทางศาสนา แต่การไม่นับถือศาสนาก็ไม่ใช่ประเด็นใหม่ หลายคนยกขึ้นมาพูดคุยกันบ่อย ๆ อย่างไรก็ตามถ้าดูจากผลสำรวจของ The Pew Research Center หน่วยงานวิจัยของสหรัฐอเมริกาเรื่อง “The Changing Global Religious Landscape” ปี 2017 อาจทำให้ประหลาดใจ

เพราะมีผู้ไม่เข้าร่วมกับศาสนาใดเลยจำนวนมากถึง 1.2 พันล้านคนทั่วโลก นับเป็นอันดับ 3 รองจากผู้นับถือศาสนาคริสต์ และอิสลาม ซึ่งสถิติกำลังสะท้อนให้เห็นว่า คนยุคปัจจุบันเริ่มออกห่างจากความยึดมั่นศรัทธาที่มีมาช้านาน

เราเองมีเพื่อนไม่นับถือศาสนาอยู่บ้าง หลังจากคุยที่มาที่ไปเรื่องความเชื่อกันแล้ว เราว่าความเห็นของพวกเขาน่าสนใจดี

คนแรกเป็นสาวเกาหลี เธอมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาในโซลที่คนจะไม่นับถือศาสนา คนรุ่นใหม่ดูมีให้เรื่องให้ทำตลอดเวลา

ในสายตาเธอคนที่ไปวัดและเข้าร่วมพิธีกรรมมักอายุรุ่นเดียวกับพ่อแม่ ถึงอย่างนั้นเพื่อนเราก็ยังคิดว่าตัวเองมีความเชื่ออยู่บ้าง อย่างตอนไปงานไหว้บรรพบุรุษกับครอบครัว เธอเตรียมอาหารและผลไม้ที่ดีที่สุดเพื่อไปไหว้หลุมศพ แต่ไปเพราะต้องการแสดงความเคารพปู่ย่าตายายของตัวเอง มากกว่าเชื่อเรื่องจิตวิญญาณเป็นหลัก

คนในตระกูลของเธอแทบทั้งหมดเป็นชาวพุทธ ตอนเด็กเธอก็ยังเชื่อแบบนั้น แต่พอโตขึ้นมาขอใช้คำพูดว่า “ไม่อิน” กับเรื่องบุญบาป ไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด และตั้งข้อสงสัยทำไมกุศลที่ทำไว้ต้องต้องติดตัวไปภายหน้า หลักศาสนาอย่างเดียวที่ยอมรับคือ ความทุกข์ แต่เธอให้ความสำคัญกับความสุขมากกว่า เข้าใจว่ามีการแก่งแย่งแข่งขันบนโลกใบนี้ แต่นั่นเป็นแค่เรื่องหนึ่งที่ต้องผ่านไป ใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้เต็มที่ก็พอ

คนต่อมาเป็นเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเราเอง เขาออกตัวมาตั้งแต่เข้าเรียนปี 1 ว่าไม่มีศาสนาและเชื่อในตัวเองเท่านั้น ในขณะที่หลายคนเข้าวัดเพื่อบนบาน บูชาและขอพร เขาไม่เคยขอหรืออธิษฐาน โดยให้เหตุผลว่าไม่อยากฝากชีวิตไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ ส่วนตัวไม่ได้ต่อต้านศาสนา แต่มองเป็นแหล่งเรียนรู้ เช่น ประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ฯลฯ

สำหรับเป้าหมายที่ตั้งไว้ เมื่ออยากได้สิ่งใดก็ใช้ความสามารถบวกกับพยายามทำให้สำเร็จ พอเราถามว่าถ้าวันหนึ่งหมดพลังใจหรือทำบางอย่างผิดพลาดความศรัทธาจะลดลงไหม เขาบอกพักสักหน่อย ไปคุยกับเพื่อนหรือแฟนน่าจะรู้สึกดีขึ้น แล้วไม่ต้องห่วงว่าจะแยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ออก เพราะวิธีคิดถูกปลูกฝังอยู่ในตัวเขา และพร้อมเรียนรู้ใหม่เรื่อย ๆ อยู่แล้ว

คนสุดท้ายเป็นผู้ชายตัวสูงชาวดัตช์ พอเราเริ่มประเด็นถาม เขาก็สวนกลับแทบทันทีว่า ไม่เห็นการเข้าโบสถ์และฟังเทศน์วันอาทิตย์เป็นเรื่องน่าทำ ถ้าระบบในสังคมดี เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี ครอบครัวดี เพื่อนบ้านดี ทำไมต้องไปหาที่พึ่งทางใจอื่นด้วย

พอซักไปเรื่อย ๆ ว่าเชื่ออะไรเป็นพิเศษบ้างไหม เขาตอบเชื่อในความรู้ ประเทศเนเธอร์แลนด์ลงทุนมหาศาลเพื่อสาธารณูปโภค สาธารณสุข การศึกษา และสิ่งแวดล้อม ซึ่งกว่าจะไปถึงโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องมีความรู้ก่อน พอเราถาม หากวันหนึ่งเครียดกับปัญหาสังคมจะจัดการอย่างไร เขาหัวเราะแล้วพูดว่า ไปพบที่ปรึกษาทางสุขภาพจิตที่บ้านเขาหาได้สบายมาก

Alain de Botton at TEDGlobal 2009, Session 1: “What we know,” July 21, 2009, in Oxford, UK. ภาพจาก https://www.ted.com/

Alain de Botton นักเขียนชาวสวิสพูดเรื่อง “การไม่นับถือศาสนา” หรือ Atheism 2.0 ไว้ใน TED Talk ปี 2011ว่า ผู้คนยุคใหม่เชื่อในการศึกษา พวกเขาชอบข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งคิดว่าการศึกษาจะทำให้ตนเองและโลกดีขึ้น ส่วนศีลธรรมหาได้จากวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างวรรณกรรมต่าง ๆ ที่แทรกหลักการใช้ชีวิต

เขาอธิบายถึงข้อดีของศาสนาหลายข้อ เช่น ศาสนาพร้อมเป็นที่พึ่งทางใจ สื่อสารกับผู้ฟังอย่างมีชั้นเชิง มีการจัดการอย่างเป็นระบบในคนหมู่มาก ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมาเพื่อให้คนที่ไม่ยึดมั่นในพระเจ้านำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน จากนั้น de Botton ยังให้ความเห็นว่า มารยาทจะเป็นตัวเชื่อมให้คนคิดต่างอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข

คำถามที่อาจตามมาคือ ควรมีมารยาทในระดับไหน เราขอแนะนำให้เริ่มจากความเห็นอกเห็นใจ เพราะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางทั่วโลก อย่างเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนเจอในชีวิตประจำวัน เช่น ฟังอย่างตั้งใจ ไม่ขัดในขณะที่อีกฝ่ายกำลังอธิบาย แล้วค่อยแสดงความคิดเห็นของตัวเองทีหลัง ส่วนการเอาชนะ พูดข่ม หรือโชว์ภูมิไม่จำเป็นเลย หากเรื่องที่กำลังถกกันคือความเชื่อ

อีกอย่างที่อยากฝากไว้เป็นเรื่องพื้นฐานในการแสดงออก คือ การมีจิตสาธารณะ วางตัวถูกกาลเทศะ ตัวอย่าง เมื่อเข้าไปในศาสนสถานก็เคารพสถานที่ ไม่ก่อความวุ่นวาย รวมทั้งขอเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมอย่างสุภาพ

แม้ตัวเลขสถิติจะออกมาอย่างไร ศาสนาหลักที่นับถือกันอยู่ในปัจจุบันจะยังคงมีต่อไป ควบคู่กับความเชื่อและไม่เชื่อใหม่ ๆ เกิดขึ้นในอนาคต ระหว่างนี้เพียงเราเปิดใจรับฟังความเห็นต่าง โดยไม่ตัดสินไปก่อนว่าใครดีใครเลว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจที่ดีขึ้นในสังคม


ที่มาของข้อมูล

https://www.ted.com/talks/alain_de_botton_atheism_2_0?language=th&fbclid=IwAR00eFz7TjOzpbVdO3I6TvDzjQprlBLtdpL2LfAjn1tGsyC-pbbETWA9jns

https://www.pewresearch.org/fact-tank/2017/04/05/christians-remain-worlds-largest-religious-group-but-they-are-declining-in-europe/?fbclid=IwAR0PcUzH0FltdSmq9UKCo_3MiNHW-4nz_TVQdyyB4pkf8a_B76Zyk6ucOKc

https://www.japantimes.co.jp/community/2011/12/24/our-lives/politeness-beyond-words/?fbclid=IwAR0ezyJOoj2Mm46MwWKYd1QRiBtoR7ISk-qmCGN4u2x9XnFdKYmdhNMPEns#.Ww7r4EiFPIV

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *