มองชะตากรรมที่แตกต่างของสองครอบครัว “ผู้ป่วยอัลไซเมอร์” ผ่านภาพยนตร์ “Still Alice” และ “พรจากฟ้า”

มองชะตากรรมที่แตกต่างของสองครอบครัว “ผู้ป่วยอัลไซเมอร์” ผ่านภาพยนตร์ “Still Alice” และ “พรจากฟ้า”


“โรคอัลไซเมอร์” ไม่ใช่แค่โรคคนแก่หลงๆ ลืมๆ แต่ชีวิต ความทรงจำ และประสิทธิภาพของสมองของผู้ป่วยเปรียบได้ดั่งนาฬิกาทราย ที่จะต้องนับถอยหลังลงเรื่อยๆ แต่ในระหว่างที่กำลังนับถอยหลังนั้น จำเป็นจะต้องมีคนคอยประคองดูอยู่ด้วยนาทีต่อนาที ต้องมีคนคอยดู 24 ชั่วโมง เพราะผู้ป่วยโรคนี้เผชิญความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา

หากใครเคยได้ดูภาพยนตร์เรื่อง “พรจากฟ้า” ที่มิว-นิษฐาแสดงเป็นลูกสาวที่มีพ่อป่วยเป็นอัลไซเมอร์ คงเคยสะเทือนใจกับทุกฉากทุกตอนที่ลูกสาวต้องคอยดูแลพ่อที่เหมือนไม่มีชีวิตอยู่ในความเป็นจริง เดี๋ยวจำเดี๋ยวลืม หลงทาง วางของไม่เป็นที่ ทั้งยังต้องคอยประคองความทรงจำของพ่อไว้เหมือนประคองน้ำในมือ

แต่แท้จริงแล้วเรื่อง “เศร้า” ที่สุดในหนัง อาจเป็นชีวิตของลูกสาวผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในสังคมไทย ที่ต้องพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ยอมเสียสละทุกสิ่งในชีวิตเพื่อมาอุทิศให้กับการดูแลพ่อตามลำพัง

ตัดภาพมาที่มุมมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์และครอบครัวในภาพยนตร์ “Still Alice” ที่เข้าฉายในปีเดียวกัน “Alice” ซึ่งเป็นผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในเรื่องนี้เป็นหญิงวัย 50 ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน มีครอบครัวอบอุ่น และมีลูกสามคนเหมือนกันแต่ครอบครัวของ Alice ไม่ต้องผจญกับความรู้สึกผิด หรือดราม่าในการเกี่ยงกันเป็นผู้ดูแลเธอมากมายนัก เพราะแต่ละคนก็มีหนทางชีวิต มีงาน มีครอบครัวต้องดูแล และมีโอกาสที่ต้องไขว่คว้าเป็นของตัวเอง ฉะนั้นการจ้างผู้ดูแลมาคอยดูแล Alice ตลอดเวลาจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือเป็นเรื่องผิดปกติที่ทำให้ถูกครหาว่าเป็นลูก “อกตัญญู” ส่วนลูกสาวคนเล็กที่สนิทกับแม่ที่สุด และตัดสินใจที่จะมาอยู่ “เป็นเพื่อน” แม่ ก็ไม่ได้เป็นไปเพราะความรู้สึกว่าเป็น “ภาระที่ต้องแบก” หรือเป็นหน้าที่อันเคร่งครัด และไม่ใช่เรื่องลำบากมากเพราะมีผู้ดูแลเฉพาะอยู่แล้ว

โดยในขณะเดียวกันหาก Alice ไม่ตัดสินใจจะอยู่ที่บ้าน หนังก็ยังพาเราไปดูว่ายังมีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่มาจากภาษีประชาชน ซึ่งมีทั้งแพทย์ พยาบาล บุคลากรดูแลตลอด 24 ชั่วโมง และมีระบบต่างๆ เอื้อแก่การดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เพื่อแบ่งเบาภาระให้ประชาชน

ในขณะที่บทบาทลูกสาวของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ อย่าง “ฟา” ในภาพยนตร์เรื่อง “พรจากฟ้า” กลับมีชะตาชีวิตที่ต่างออกไป หลังจากที่แม่ซึ่งเป็นผู้ดูแลพ่อที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์มาตลอดเสียชีวิตไป ภาระอันหนักอึ้งก็ตกมาอยู่ที่ลูกทั้งสาม

ฉากพี่น้องสามคนยืนเกี่ยงกันเป็นผู้ดูแลพ่อเป็นอีกหนึ่งฉากที่ทำเราเศร้า …พี่ชายติดมีครอบครัว น้องชายติดงาน สุดท้ายลูกสาวคนกลางก็ยอมสละตัวเองเพื่อเป็นผู้ดูแลพ่อตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่ก่อนหน้านั้นน้องชายก็เสนอแล้วว่าให้หาผู้ดูแลจากศูนย์  แต่ลูกสาวก็คัดค้าน ด้วยความคิดว่าลูกควรจะได้เป็นผู้ดูแล

ส่วนตัวเราเรียกฉากนี้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมเลยทีเดียว เพราะแม้ลูกชายอีกสองคนจะรับปากว่าจะช่วยสนับสนุนเรื่องเงินเต็มที่ แต่ลูกสาวก็ต้องยอมสละซึ่งชีวิตส่วนตัวและความฝันของตัวเองไปแล้ว

ซึ่งไม่ใช่แค่นั้น เพราะผู้ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่เป็นคนในครอบครัว มีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับผู้ป่วย ทำให้การดูแลผู้ป่วยที่เสียความทรงจำไปเรื่อยๆ แบบนับถอยหลัง รวมทั้งต้องผจญกับภาวะอารมณ์รุนแรง และอาการจิตเภทร่วมของผู้ป่วย ย่อมสามารถทำลายสุขภาพจิตของผู้ดูแลได้ง่ายๆ โดยที่การจ้างพยาบาลหรือผู้ดูแลที่เป็นมืออาชีพอาจไม่มีปัญหาตรงนี้

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือสิ่งที่หนัง “ไทยๆ” เรื่องนี้ใช้ความโรแมนติกเกี่ยวกับความรักหนุ่มสาว ความรักในครอบครัว และความหลังอันแสนหวานในภาพซีเปียมากลบไว้จนเกลี้ยง จนหลายคนที่เคยได้ดู อาจจะเคยอินน้ำหูน้ำตาไหล จนไม่เคยได้ตระหนักเห็นถึงใจและสิ่งที่ผู้ป่วยและครอบครัวต้องเจออยู่จริงๆ

เพราะหลังจากที่ฉากจบฟินๆ ในหนังจบ งานเลี้ยงจบ ทุกคนแยกย้าย แต่ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ยังคงต้องนับถอยหลังชีวิต พร้อมกับครอบครัวที่ยังต้องสู้ต่ออย่างล้มลุกคลุกคลาน และเดียวดายเหลือเกิน

เพราะไม่ใช่เพียงแค่คตินิยมเรื่อง “ความกตัญญู” บวกกับทัศนคติผิดๆ เรื่องการดูแลพ่อแม่เท่านั้นที่กำลังกดดันครอบครัวและลูกๆ ของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ แต่ “รัฐ” ก็กำลังบีบคั้นพวกเขาอยู่แทนที่จะโอบอุ้ม ด้วยการเอาเรื่องความ “กตัญญู” นี่แหละมาทำให้การที่รัฐ “เพิกเฉย” และยินดีที่จะผลัก “ภาระ” นานาไปยังครอบครัวกลายเป็นความชอบธรรม

ราคาที่ครอบครัวและลูกๆ ของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ต้องจ่ายเพื่อ “ความกตัญญู” แลกกับความช่วยเหลือที่ควรจะได้จากรัฐ และเป็นความช่วยเหลือที่ครอบครัวเหล่านี้ควรจะอ้าแขนรับ คือ แผนชีวิตส่วนตัวที่พังครืนลง

สำหรับสมาชิกครอบครัวที่อุทิศตนดูแลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้เป็นลูก ที่เฉลี่ยแล้วผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีเวลาชีวิตได้อีกประมาณ 8-15 ปี ลูกๆ ของผู้ป่วยอายุ 60 ปีขึ้นไป คงมีอายุราวๆ 30 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังสร้างชีวิต การงานกำลังลงตัว การสละชีวิตช่วงนี้ไป เท่ากับสูญเสียชีวิตในวัยที่กำลังแข็งแรงที่สุด และกว่าหน้าที่ของความกตัญญูจะสิ้นสุดลง เวลาที่สามารถคว้าโอกาสส่วนมากในชีวิตก็ได้หมดไปแล้ว โดยที่ไม่มีใครที่สามารถรับผิดชอบความส่วนนี้ได้ แม้กระทั่งสังคมไทยๆ ที่อาจเคยตราหน้าครอบครัวที่จ้างพยาบาลหรือผู้ดูแลมาดูแลพ่อแม่ที่ป่วยแทนที่จะออกจากงานมาดูเองว่า “อกตัญญู” ก็ตาม

“อัลไซเมอร์” (1)เป็นโรคที่เกิดจากโปรตีนที่เรียกว่าเบต้า-อะไมลอยด์(beta-amyloid)ไปเกาะเซลล์สมองจนทำให้เสื่อมสภาพลง และทำให้การสื่อสารระหว่างเซลล์สมองเสียหายจากการลดลงของสารอะซีติลโคลีน(acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ส่งผลโดยตรงกับความทรงจำ ทำให้ประสิทธิภาพความจำระยะสั้นเริ่มลดลง และความสามารถในการเรียนรู้ ความรู้สึก ความคิด พฤติกรรม อารมณ์ ก็จะเริ่มถดถอย ทำให้ผู้ป่วยในระยะหลังสามารถมีอาการก้าวร้าว และอาจมีอาการจิตเภทร่วมด้วย โดยปัจจุบันยังคงไม่สามารถรักษาหายขาด แต่ทำได้เพียงการบำบัดช่วย และใช้ยาเพื่อผดุงอาการเท่านั้น ซึ่งเป็นโรคที่ทั้งผู้ป่วยและครอบครัวต้องใช้พลังอย่างมหาศาล ต้องพร้อมทั้งเม็ดเงินที่สามารถรองรับค่าใช้จ่ายสูงทุกเดือน และผู้ดูแลที่ต้องอุทิศเวลาตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นภาระมหาศาลที่ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะสามารถตั้งรับได้

แต่ในขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีสวัสดิการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์เป็นกิจจะลักษณะ นอกจากบ้านพักคนชราของรัฐที่รับผู้สูงอายุวัย 60 ปีขึ้นไป (2,3)และมีการแบ่งเบาค่ายารักษาราคาประมาณ 4-5 พันบาทต่อเดือนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพ ซึ่งภาครัฐเพิ่งมีการอัพเดตนโยบายนี้ให้ในปีพ.ศ.2563 นี้

ในขณะที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่เป็นผู้สูงอายุวัย 65 ปีขึ้นไป มีสวัสดิการรัฐครอบคลุมทั้งสำหรับบุคคลทั่วไปที่รัฐช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการพบแพทย์ ค่ายารักษา และค่าพักฟื้นในโรงพยาบาล ไปจนถึงช่วยค่าใช้จ่ายในกรณีที่จำเป็นต้องพักอยู่ที่ศูนย์พักฟื้นหรือต้องการผู้ดูแลจากศูนย์เป็นเวลาไม่เกิน 100 วัน อีกทั้งยังอำนวยสวัสดิการครบให้สำหรับผู้ที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติตามจริง จึงได้รับการช่วยเหลือให้สามารถพักฟื้นในศูนย์ดูแลได้แบบระยะยาว ซึ่งมีทั้งแพทย์ พยาบาลมืออาชีพดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยเงินภาษีของประชาชนเองที่ถูกจัดสรรให้ได้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมมาถึงคนเหล่านี้ ประหนึ่งได้ให้ประชาชนในประเทศออกเงินคนละเล็กละน้อย มาช่วยเหลือแบ่งเบาให้ครอบครัวของผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ได้มีพื้นที่หายใจ มีเวลาใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง

แล้วเราเองล่ะ… หากวันหนึ่งเราได้เป็นส่วนหนึ่งของโรคนี้ ไม่ว่าจะในฐานะผู้ป่วย หรือในฐานะลูก หลาน ครอบครัวของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เราอยากอยู่ในสังคมแบบในภาพยนตร์เรื่อง “พรจากฟ้า” ที่ทำได้แค่มีความสุขจากการได้ทุ่มเทชีวิตให้กับความ “กตัญญู” อย่างโดดเดี่ยว และตื่นมาพบความจริงอันเหนื่อยล้าทุกวัน

หรือได้เป็นส่วนหนึ่งในสังคมที่มองผู้ป่วยอัลไซเมอร์และครอบครัวอย่างเป็นจริง โดยที่รัฐบาลมีการจัดสรรรัฐสวัสดิการดูแล ช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระให้ มีทางเลือกให้กับครอบครัวผู้ป่วยทั้งที่อยากจะดูแลผู้ป่วยใกล้ชิดด้วยตัวเอง หรือเลือกยอมรับความช่วยเหลือจากรัฐที่มีศูนย์ดูแลผู้ป่วยไว้บริการโดยไม่ต้องรู้สึกผิด ด้วยความเข้าใจว่าความมี “มนุษยธรรม” ก็งดงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการยึดติดกับทัศนคติเรื่องความ “กตัญญู” ที่อาจไม่แฟร์สำหรับทุกคน

แล้วเราเองล่ะ… หากวันหนึ่งเราได้เป็นส่วนหนึ่งของโรคนี้ ไม่ว่าจะในฐานะผู้ป่วย หรือในฐานะลูก หลาน ครอบครัวของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เราอยากอยู่ในสังคมแบบในภาพยนตร์เรื่อง “พรจากฟ้า” ที่ทำได้แค่มีความสุขจากการได้ทุ่มเทชีวิตให้กับความ “กตัญญู” อย่างโดดเดี่ยว และตื่นมาพบความจริงอันเหนื่อยล้าทุกวัน

หรือได้เป็นส่วนหนึ่งในสังคมที่มองผู้ป่วยอัลไซเมอร์และครอบครัวอย่างเป็นจริง โดยที่รัฐบาลมีการจัดสรรรัฐสวัสดิการดูแล ช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระให้ มีทางเลือกให้กับครอบครัวผู้ป่วยทั้งที่อยากจะดูแลผู้ป่วยใกล้ชิดด้วยตัวเอง หรือเลือกยอมรับความช่วยเหลือจากรัฐที่มีศูนย์ดูแลผู้ป่วยไว้บริการโดยไม่ต้องรู้สึกผิด ด้วยความเข้าใจว่าความมี “มนุษยธรรม” ก็งดงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการยึดติดกับทัศนคติเรื่องความ “กตัญญู” ที่อาจไม่แฟร์สำหรับทุกคน


ที่มาของข้อมูล

https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/september-2018/alzheimer-disease

http://www.hitap.net/wp-content/uploads/2014/09/completed_volume_6.pdf

https://www.thairath.co.th/news/business/1494995

https://www.brightfocus.org/alzheimers/financial-aid

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *