ปลอม เปลือก เป็นแค่คนชอบแซะภายใต้แอคหลุม เมื่อลูกหนีพ่อแม่มาใช้ Twitter

ปลอม เปลือก เป็นแค่คนชอบแซะภายใต้แอคหลุม เมื่อลูกหนีพ่อแม่มาใช้ Twitter


ระหว่างข้อมูลน่าเชื่อถือแต่สร้างภาพให้ดูดี กับเปลือกนอกหลอกตาที่บอกความต้องการตรง ๆ อันไหนจริงใจกว่ากัน

ที่เกริ่นมาอย่าเพิ่งงง เราไม่ได้หมายถึงคนจริง ๆ แต่พูดถึงลักษณะบางส่วนของโซเชี่ยลมีเดียสุดฮิตอย่าง เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์

ทุกคนรู้จักเฟซบุ๊กดี เพราะเป็นสื่อโซเชี่ยลอันดับ 1 ของคนไทย จากสถิติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์บอกว่าใช้อยู่ราว 49 ล้านคน แต่สื่อที่โตเร็วที่สุดกลับไม่ใช่ของพี่มาร์ก แต่เป็นนกสีฟ้าทวิตเตอร์ที่มีคนหันมาใช้งานเพิ่มถึง 33% ซึ่งเติบโตเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยเฉพาะวัยรุ่นอายุ 16-24 ปี ที่ใช้ส่งข้อความหากันเพื่อหลบสายตาผู้ใหญ่ และเอาไว้ติดตามศิลปินที่ตัวเองชอบ

จุดเด่นของทวิตเตอร์คือ เอาไว้ติดต่อกันด้วยข้อความสั้น ๆ ไม่เกิน 280 ตัวอักษร เพราะความกระชับฉับไวนี้แหละ จึงถูกใช้แชร์ข่าวรวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเวลามีประเด็นดังในสังคม ใช้แฮชแท็กเพื่อค้นหาหัวข้อที่สนใจร่วมกัน

คนที่ชอบทีมฟุตบอลเดียวกัน อ่านข่าวเรื่องเดียวกัน หรือมาช่วยเชียร์ศิลปินที่ชอบ ก็คุยกันได้ทันทีไม่ต้องแอดเฟรนด์ ไลค์เพจ หรือเข้ากรุ๊ป แบบในเฟซบุ๊ก

เราสังเกตได้ว่าทวิตเตอร์ เป็นพื้นที่เปิดกว้างให้แสดงไอเดียอย่างแท้จริง ทำให้รู้สึกอิสระ อยากแสดงออกเต็มที่ เมื่อส่งข้อความบางอย่างออกไปแล้ว คนที่นำเสนอได้โดนกว่าก็จะได้รับความสนใจ หรือรีทวีตมากกว่า โดยผู้ติดตามไม่มีบทเด่นเท่าสื่ออื่น ๆ อีกสิ่งที่ต่างของทวิตเตอร์อยู่ตรงไม่ต้องยืนยันตัวตน เช่น ชื่อนามสกุลจริง วันเดือนปีเกิด ประวัติการศึกษา หรือแม้แต่ฟังก์ชั่นจดจำหน้าตาก็ไม่มี

ซึ่งบัญชีเงานี่แหละช่วยให้คนกล้าแบบโนสนโนแคร์ เรียกได้ว่า ภายใต้แอคหลุม คนกลับได้พูดสิ่งที่คิดโดยไม่มีสิ่งใดค้ำคอ ใช้ความรู้ ความเข้าใจ สื่ออย่างตรงไปตรงมา เป็นการปกปิดตัวเองเพื่อเปิดเผยสิ่งที่ต้องการ

ลองตอบคำถามนี้เล่น ๆ กี่ครั้งแล้วที่เราห่วงภาพลักษณ์ จนลืมความเป็นจริง ในขณะที่เฟซบุ๊ก พยายามสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ก็สร้างแรงกดดันให้คนไม่กล้าพูดเช่นกัน

แอคหลุมของทวิตเตอร์ จึงเกิดมาเพื่อระบาย ตรงกับทฤษฏี Maslow’s hierarchy of needs ทฤษฎีทางจิตวิทยาขั้นที่ 4 ที่กล่าวว่า มนุษย์ต้องการการยอมรับนับถือทั้งจากตัวเองและผู้อื่น เพื่อให้ตัวเองมีคุณค่าน่าภาคภูมิใจ ข้อมูลยังระบุด้วยว่า การยอมรับแบบแรกอยู่ในขั้นสูงกว่า

แล้วเป็นไปได้ไหมที่คน ๆ หนึ่งจะหนีเสียงสะท้อนจากคนรอบข้าง แล้วหาความเป็นตัวเองในโลกทวิตภพ

ปี 2015 จากการวิจัยของ University of Missouri พบว่าคนที่ใช้เฟซบุ๊กบ่อย ๆ ได้รับผลเสียต่อสุขภาพจิต จากสิ่งที่ทำให้เกิดความอิจฉา เช่น เปรียบเทียบเรื่องรายได้ ความสุข เพื่อน ฯลฯ

นอกจากนั้นงานวิจัยหลายชิ้นยังสื่อไปในทางเดียวกันว่า ในโซเชี่ยลผู้คนมักปรุงแต่งให้ชีวิตดูดีขึ้น อย่างการแต่งรูปสวย ๆ ทำพื้นที่สื่อให้ดีงาม เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาดึงดูดใจได้ จุดนี้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ต่างกันชัดเจน

เมื่อก่อนเราเห็นบ่อยเวลาคนหงุดหงิดแล้วไปโพสต์ออกสื่อ บ่น เกรี้ยวกราด แต่พอเฟซบุ๊กปรับรูปแบบจนกลายเป็น ประวัติบุคคลออนไลน์ เป็นพื้นที่โปร่งใสขาวสะอาด คนก็ไม่กล้าแสดงออก กลัวเพื่อนไม่รัก เดี๋ยวขายของไม่ได้ หากสมัครงานไว้ก็หวั่นว่าบริษัทจะเห็นเป็นคนก้าวร้าว

ในทางกลับกันทวิตเตอร์ ส่งเสริมให้คนพูดได้อย่างเสรี โดยไม่เซนเซอร์เนื้อหาใด ๆ มาตลอด เพิ่งจะตรวจสอบเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมานี้เอง และเนื้อหาที่จะถูกจัดการต้องเกี่ยวกับ การสร้างความเกลียดชัง รวมทั้งความรุนแรงต่าง ๆ แต่ยังนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสื่ออื่น

ดังนั้นการวิจารณ์กับการหาความจริงจึงเดือดเสมอ ไม่ว่าเกิดข่าวร้อนอะไรขึ้น พอคนรู้เขาจะหาข้อมูลมาพูดกันต่อ เมื่ออยู่ในสนามแบบตัวตัวแล้ว เรื่องดราม่าจะถูกเปิดเผยเป็นฉาก ๆ ละเอียดยิบ

อีกอย่างเราอยู่กับความเชื่อบางอย่างมานาน จนเริ่มแยกไม่ออกระหว่างใกล้ชิดกับกดทับ เช่น ระบบอุปถัมภ์ การนับถืออาวุโส ความคิดเรื่องชายเป็นใหญ่ ฯลฯ ความคิดของคน ๆ หนึ่งจะไม่ได้สื่อออกไปในสังคมเลยถ้าเขาไม่ได้แสดงออก แล้วยิ่งถ้าเป็นวัยรุ่นหรือเด็ก ด้วยวัยที่อ่อนกว่า ถ้าถูกปิดกั้นนาน ๆ เขาจะเลิกแสดงความคิดเห็นไปเอง สมมติข่าว ครูตีนักเรียนจนนักเรียนเป็นแผล ในความเป็นจริงเด็กพูดเพื่อปกป้องสิทธิในร่างกายตัวเองแทบไม่ได้ เขาอยู่ในสภาพจำยอมเพราะกลัว ถึงเจ็บก็ต้องให้ผู้ปกครองพูดแทน

แต่ถ้ามาประลองความคิดยังมีทางรอด เด็กคนอื่นสามารถตั้งคำถามกลับผู้ที่เข้าข้างฝ่ายครูได้ว่า ทำไมต้องรุนแรงขนาดนั้น มาถกเถียงกันด้วยข้อเท็จจริง

และด้วยพื้นที่เปิดสาธารณะ ใครคิดไกล ใครคับแคบจะแสดงออกมาทันที ซึ่งการแลกเปลี่ยนนำเราไปสู่การเรียนรู้ ต่อไปหากทวิตเตอร์เริ่มสำคัญ มาตรฐานของข้อความจะดีขึ้นตามไปด้วย ทวีตกรีดร้อง หรือเพ้อไร้เหตุผลคนจะเมิน เพราะเขาไม่ใช่เพื่อนไม่จำเป็นต้องฟัง

ล่าสุดมีเคสของกลุ่มวัยรุ่นที่เข้ามาคุยเรื่องการสอบ TCAS ทางทวิตเตอร์ เด็ก ม.6 ที่กำลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยบอกความรู้สึกที่มีต่อระบบในแฮชแท็ก #Dek61 อย่างตรงประเด็น

ตัวอย่าง

@belldelagua ทปอ. กับมหาลัยไม่คุยกัน ทั้งๆ ที่อธิการบดีของแต่ละมหาลัยเป็นทปอ. นี่ไม่รู้จะเริ่มงงตรงไหนก่อนดีอ่ะ #dek61 @BammBill1a รอบ5นี่ไม่ประกาศหน้าห้องเลยหรอ แบบ รอบนี้เธอติดนะเข้าไปนั่งเรียนกับเพื่อนได้5555 #dek61@WPukongploy รอบ 3/2 ก็กั๊กอยู่ดี แค่เปลี่ยนจากผู้กั๊กรายเก่าเป็นผู้กั๊กรายใหม่ 5555 #dek61@fanpekatui_jk ปีนี้อย่ามาเหยียดเด็กเอกชนว่าโง่นะ มันมีเหตุผลมากกว่านั้น #dek61

@Tonkaow_bbELF มึง คือ ด้วยความไถทวิตอ่านเกือบทุกอันของนังนี่ พบปัญหาเยอะแยะดังนี้ แบบไม่น่าเชื่ออะว่าอนาคตของเราต้องแขวนไว้กับการผิดพลาดแบบนี้1.ทปอ.ลืมส่งคะแนน-เบอร์เด็กให้มหาลัย2.คนไม่ติดบางคนคะแนนสูงกว่าคนติด3.มีคนมีสิทธิ์ยืนยันสัมฯ ทั้งๆที่คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์เหี้ยไรเนี่ยยยยย #Dek61

พิมพ์มาแบบนี้ ถ้าใช้ชื่อกับภาพจริงแล้วคนอื่นแคปหน้าไปได้ พ่อแม่ของพวกเขาคงไม่ปลื้มเท่าไหร่ พูดในทวิตเตอร์ปลอดภัยกว่า ไม่ต้องรู้ชื่อนามสกุลจริงจัง เหมือนตั้งกระทู้ในเว็บบอร์ด ส่วนความสัมพันธ์ของคนรอบตัวก็ยังคงอยู่

อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าในไซเบอร์ข้อมูลมหาศาล อีกหน่อยมันอาจกลายเป็นข้อมูลขยะ ถ้าเลือกได้ทิ้งข้อมูลดีไว้มากกว่าเสียจะน่าจดจำกว่า

หากสังคมในโลกจริงเปิดโอกาสให้เราเป็นตัวของตัวเอง พูดอย่างจริงใจไม่ว่าอยู่ในพื้นไหนก็ตาม โลกเฟซบุ๊ก “พูดไม่ได้ เจ็บคอ” กับ ในทวิตเตอร์ “พูดรัวเป็นปืนกล” อาจกลายเป็นโลกเดียวกันในที่สุด


ที่มา :

https://thestandard.co/thailand-social-media-statistics-2017/?fbclid=IwAR0JIgQrxUAKZXvST98y_ZS7v_RpE-iZdEKwyilQCDrMCB7kc8PlMiKscs4

https://www.simplypsychology.org/maslow.html?fbclid=IwAR1-tKy7gS_0UeQ0zhVhxrZP1Cm5hj2uRBQ73rzfkrb7Qjb24F9AScqQsjE

https://www.businessinsider.com/twitter-ceo-jack-dorsey-commits-to-free-speech-2015-10?fbclid=IwAR31r0_N5e0iSD30HQ9_qafYF1cuIqHoV5bXD6whHaVWwCaBQ5-Oa-xfULg

https://www.youtube.com/watch?v=wK0p27dqZs8&fbclid=IwAR2X7kxqWquB_0YsD-PMLEbYyEkeEmOmeFSfldQPY1KHF4MnG_R5VCe6ip4

https://help.twitter.com/en/rules-and-policies/twitter-rules

https://www.psychologytoday.com/us/blog/nurturing-self-compassion/201703/mental-health-and-the-effects-social-media?fbclid=IwAR1g9IbOiuMku07u-sxXxwXGssKM7_TP5Yb8kIOpyby4rK5fmG-Y9RO8_Ts

https://aisel.aisnet.org/cgi/viewcontent.cgi?article=1000&context=digit2015&fbclid=IwAR2Oq_woNaTvxQFn8HGv2kzus5BswS0lJEv3a9PyIIu3_yn1gXUduXqj03Y

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *