Top 10 ประเทศที่เก็บภาษีเงินได้แพงที่สุดในโลก

Top 10 ประเทศที่เก็บภาษีเงินได้แพงที่สุดในโลก


ในประเทศไทยอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า …สิ่งที่เที่ยงแท้แน่นอนที่สุดยิ่งกว่า “กรรม” คือ “ภาษี” ซึ่งฟังดูราวกับผู้คนมอง “ภาษี” เป็นการเช็คบิลอะไรสักอย่างที่อยากหลีกแต่หลีกไม่ได้ สะท้อนให้เห็นทัศนคติเกี่ยวกับการจ่ายภาษีที่ไม่ได้เป็นไปในด้านบวกเท่าไหร่ ในขณะที่ประเทศไทยปัจจุบันมีการเก็บภาษีเงินได้สูงที่สุดอยู่ที่ประมาณ 35% ของรายได้บุคคลนั้นๆ เท่านั้น

ทั้งที่การเก็บภาษีนั้น ตามหลักความจริงแล้วมันคือผลประโยชน์ สวัสดิการ คือผลที่กลับมาเป็นคุณภาพชีวิตของประชากรในประเทศ และเป็นหนึ่งในเครื่องมือในการเกลี่ยให้เกิดความเท่าเทียมในประเทศ ที่ไม่ว่าผู้คนจะมีเงินในบัญชีไม่เท่ากัน มีฐานะทางการเงินไม่เท่ากัน แต่ก็สามารถมีคุณภาพชีวิตโดยรวมที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสวัสดิการของรัฐที่เท่าเทียม แต่สำหรับประเทศไทย คงเป็นเพราะโดยลึกๆ แล้วคนจ่ายภาษีต่างรู้แก่ใจว่าเม็ดเงินเหล่านั้นไม่ได้สะท้อนผลกลับมาเป็นคุณภาพชีวิตอย่างเที่ยงธรรมเลยตลอดมา ทำให้การจ่ายภาษีนั้นเป็นอะไรที่ “ไร้ค่า” ในความรู้สึก

ซึ่งสิ่งที่จะทำให้การจ่ายภาษีของเราคนไทยสะท้อนผลกลับมาอย่างมีคุณค่าที่สุด ก็คงไม่พ้นวลีนี้ ที่ว่า

“ถ้าการเมืองดี…” เพราะคงต้องด้วยการเมืองดี มีระบบที่ดี และปราศจากรากของอำนาจนิยมที่รอฮุบภาษีเราไปกินส่วนตัวเท่านั้น ที่ทำให้ภาษีแม้จะแค่ 35% ก็สามารถทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ และมีสิทธิ์จินตนาการต่อได้ว่าถ้าประเทศไทยเก็บภาษีแพงกว่านี้ คุณภาพชีวิตเราจะดีขึ้นได้อีกแค่ไหน เหมือนกับ 10 ประเทศเหล่านี้ ที่เป็นประเทศที่เก็บภาษีเงินได้ของประชากรแพงที่สุดในโลก

1. สวีเดน

ตามการบันทึกในปี 2019 ประชากรรายได้สูงที่สุดของประเทศสวีเดน ได้จ่ายภาษีเงินได้ให้ประเทศ 57.19% โดยประเทศสวีเดนมีระบบเก็บภาษีที่ลดหลั่นกันตามจำนวนเงินรายได้ที่มากขึ้น ทำให้ชนชั้นกลางในประเทศก็ได้จ่ายภาษีไม่ได้น้อยไปกว่าคนรวยกว่า แต่ชาวสวีเดนก็ยังมีทัศนคติที่ดีต่อการจ่ายภาษี เพราะสิ่งที่กลับมาคือมาตรฐานสวัสดิการสังคมที่ดี ทั้งสวัสดิการเกี่ยวกับสุขภาพ ศูนย์ดูแลคนชรา เรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัย และยังเป็นดั่งเบาะนุ่มๆ รองรับชีวิตที่ไม่แน่นอนได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลคนว่างงานด้วยเงินสำรอง 70-80% ของเงินเดือน ให้ประชากรสวีเดนบรรเทาความเครียดในเรื่องการงานได้จนเป็นโอกาสให้ผู้คนได้มีพื้นที่ใช้ศักยภาพของตัวเองผลิตงานดีๆ ออกมา ประเทศนี้จึงเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องการส่งเสริม Start up ภายในประเทศอย่างมาก

2. ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น ที่เรียกได้ว่าเป็นประเทศในฝันแม้กระทั่งสำหรับชาวเอเชียเอง รวมทั้งคนไทย ที่ญี่ปุ่นมีการเก็บภาษีสูงสุดอยู่ที่ 55.95% ปัจจุบันอย่างที่เห็นว่านอกจากภาษีของพวกเขาจะอำนวยความสะดวกและคุณภาพชีวิตที่ดีในหลายๆ ด้าน สามารถซัพพอร์ตผู้คนทุกวัย ซึ่งแม้คนญี่ปุ่นจะขึ้นชื่อในเรื่องความบ้างาน ทำงานได้จนแก่ แต่แน่นอนว่าอย่างน้อยพวกเขาไม่เคยต้องประสบอุปสรรคมากมายกว่าจะถึงที่ทำงานอย่างคนไทยเรา เพราะการคมนาคมของญี่ปุ่นนั้นเชื่อใจได้ในเรื่องเวลา และการให้เกียรติผู้ใช้บริการ อีกทั้งสวัสดิการรัฐยังมีการดัดแปลง ออกแบบให้เข้ากับสังคม เช่นในยุคที่คนญี่ปุ่นมีลูกกันน้อย รัฐยังดูแลไปถึงช่วยเงินในการสร้างครอบครัวสำหรับคู่รักที่รายได้น้อย แถมยังดูแลไปยันขั้นเลี้ยงลูกเลยทีเดียว

3. ออสเตรีย

ประเทศออสเตรียมีการเก็บภาษีเงินได้ของประชากรที่ 55% นอกจากแลกมาซึ่งระบบการจัดการดูแลที่ทำให้ประเทศนี้เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีอัตราการเกิดอาชญากรรมรุนแรงต่ำ

4. เนเธอร์แลนด์

ประเทศเนเธอร์แลนด์เรียกเก็บภาษีเงินได้จากประชากรอยู่ที่ 51.75% นอกจากเป็นประเทศที่ถูกจัดให้เป็นอันดับ 1 เรื่องระบบบำนาญดีที่สุดในโลกโดย Melbourne Mercer Global Pensions Index 2019 ยังเป็นประเทศที่เป็นมิตรต่อความเป็น “ผู้หญิง” ซึ่งมีความเหลื่อมล้ำน้อยในเรื่องโอกาสการทำงาน มีสวัสดิการสำหรับค่ารักษาพยาบาลของผู้หญิงที่มีลูก สูงสุดคือครอบคลุมทั้งหมด 100% ทั้งยังลาคลอดได้ถึง 12 สัปดาห์อีกด้วย

5. เบลเยียม

ประเทศเบลเยียมเรียกเก็บภาษีเงินได้จากประชากรเป็นจำนวน 50% แลกมากับสวัสดิการ และนโยบายต่างๆ จากรัฐที่ทำให้ประชากรได้มีสิทธิ์มีคุณภาพชีวิตดีๆ เช่น ที่นี่ไม่ว่าคุณจะเลือกเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐ คลินิกเอกชน หรือโรงพยาบาลเอกชน คุณภาพก็จะไม่ต่างกันมาก เพราะรัฐบาลเขามีมาตรการที่ทำให้โรงพยาบาลเอกชนในประเทศให้บริการประชาชนโดยไม่มีจุดมุ่งหมายเป็นการแสวงหากำไร ฉะนั้นชาวเบลเยียมจะไม่ต้องประสบกับการต้องจ่ายเงินแพงๆ เพื่อให้ได้รับการบริการที่ดีทางการแพทย์ ส่วนด้านการศึกษานั้น ที่ประเทศเบลเยียมไม่มีการสอบเข้า และไม่เก็บค่าเล่าเรียนในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานอีกด้วย

6. ไอร์แลนด์

ประเทศไอร์แลนด์ เรียกเก็บภาษีเงินได้จากประชาชนอยู่ที่ 48% ก็ยังเรียกได้ว่าคุ้มค่ากับการเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศที่ประชากรมีความสุขมากที่สุดในโลก ซึ่งจัดอันดับโดย World Happiness Index 2018 อีกทั้งที่นี่ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่การศึกษาดีที่สุดในโลก โดยโรงเรียนมัธยมที่ไอร์แลนด์นั้นส่วนมากก่อตั้งและบริหารโดยเอกชน แต่รัฐบาลเป็นผู้ออกเงินให้

7. ออสเตรเลีย

ประเทศออสเตรเลียมีการเก็บภาษีเงินได้ของประชากรอยู่ที่ 45% แลกมาซึ่งการดูแลให้ประชากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติ ตั้งแต่เรื่องการรักษาพยาบาล ค่าหยูกยา ไปจนถึงชีวิตวัยเกษียณที่มีความมั่นคง บรรเทาความกังวลให้ประชากรได้ ด้วยเงินบำนาญที่จ่ายเดือนละ 2 งวด รวมๆ กันก็ตกเดือนละประมาณ 30,000 บาท ซึ่งแม้ค่าครองชีพที่ออสเตรเลียจะไม่ได้ต่ำ แต่ก็สบายกว่า 600 บาทไทยต่อเดือนที่ไทยแน่ๆ

8. จีน

ประเทศจีนเก็บภาษีเงินได้จากประชากรอยู่ที่ 45% ซึ่งแพงที่สุดในเอเชีย แต่แม้ว่าจีนจะไม่ใช่ประเทศที่มีอาชญากรรมต่ำ มาตรฐานเรื่องสิทธิมนุษยชนก็ยังอยู่ในขั้นต่ำ ทำให้รัฐสวัสดิการที่รัฐบาลจีนมีให้ประชากรไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าไทย แม้แต่โครงการประกันสุขภาพให้กับประชาชน จีนก็มีงบประกันสุขภาพให้กับชาวจีนในวงเงินไม่เกิน 2 หมื่นหยวน ทั้งยังมีโครงการจัดการที่ดินทำกินให้กับชาวชนบทที่มีรายได้น้อย และศูนย์ดูแลคนชราที่ไม่มีลูกหลานดูแล ฯลฯ

9. ฝรั่งเศส

ประเทศฝรั่งเศสเรียกเก็บภาษีเงินได้จากประชากร 45% และด้วยความที่ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีรัฐสวัสดิการแบบเต็มตัว นอกจากจะเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี ที่นี่เค้ายังดูแลให้ประชาชนมีความสุขและรู้สึกมั่นคงในคุณภาพชีวิตทุกมิติ ไม่ว่าจะในวัยทำงาน ชาวฝรั่งเศสทำงานกันแค่สัปดาห์ละ 35 ชั่วโมง แถมที่นี่มี Congés payés คือวันหยุดพิเศษที่หยุดได้ปีละ 5 สัปดาห์ หรือ 35 วัน โดยในขณะที่หยุดพักก็ยังได้เงินค่าจ้างตามปกติอีกด้วย เป็นคำตอบของภาพไลฟ์สไตล์ชิลๆ ของคนฝรั่งเศสแบบในซีรีส์เรื่อง Emily in Paris เพราะคนที่นี่ไม่นิยมบ้างาน แต่ยังมีทัศนคติเกี่ยว Work & Life Balance ที่ดี และแม้แต่จะอยู่ในช่วงที่มีครอบครัวแล้ว รัฐบาลฝรั่งเศสก็ยังช่วยจุนเจือค่าใช้จ่ายในแต่ละครอบครัวที่มีลูกเกิน 2 คนอีกด้วย

10. เยอรมนี

ประเทศเยอรมนีเรียกเก็บภาษีเงินได้จากประชากรอยู่ที่ 45% เช่นกัน นอกจากวิวสวย บ้านเมืองน่าอยู่ เพราะมีกฎระเบียบที่ทำให้ผู้คนมีวินัยและคิดถึงส่วนรวม ที่นี่ยังเป็นประเทศที่มีสวัสดิการวัยเกษียณที่ขึ้นชื่อไม่แพ้ออสเตรเลีย ซึ่งทำให้หลายๆ คนอิจฉาประชากรประเทศนี้ เพราะในวัยทำงานประชากรจะต้องเจียดเงินเพื่อจ่ายเป็นกองทุนเงินบำนาญที่นายจ้างช่วยจ่ายถึง 20% แต่พอถึงวัยที่ต้องเกษียณก็เรียกได้ว่าสบายจริงๆ เพราะชาวเยอรมันเลือกได้ว่าจะกินเงินเกษียณพักผ่อนชิลๆ หรือหาอะไรทำสนุกๆ เค้าก็มีกิจกรรมที่ส่งเสริมเป็นอาชีพได้


ที่มาข้อมูล

1-www.weforum.org

2-www.tsunagujapan.com

3-kinyupen.co

4-thaipublica.org

5-www.scholarship.in.th

6-www.learningcurve-th.com

7-www.csdi.or.th

8-www.xn--72c9amlife5bfo8eib0b5lma8k.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *