6 ตัวอย่าง มุก “Greenwashing” ความเป็นมิตร(ไม่จริง)กับสิ่งแวดล้อมที่หลอกคนซื้อได้แนบเนียน

6 ตัวอย่าง มุก “Greenwashing” ความเป็นมิตร(ไม่จริง)กับสิ่งแวดล้อมที่หลอกคนซื้อได้แนบเนียน


คำว่า “Greenwashing” หมายถึงการโฆษณาชวนเชื่อขององค์กรธุรกิจต่างๆ ที่พยายามทำให้ผลิตภัณฑ์ และองค์กรของตนมีภาพลักษณ์เป็นมิตรต่อธรรมชาติแบบเกินจริง ไปจนถึงบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจและเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆ เป็นมิตรต่อธรรมชาติ ซึ่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีการตื่นตัว จนทั้งองค์กร FDA ของอเมริกาและรัฐบาลสอดส่องเรื่องนี้เป็นพิเศษ พร้อมทั้งออกกฎเพื่อควบคุมการโฆษณาเกินจริงและการหลอกลวงเหล่านี้

ซึ่งแม้ว่าการตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อต่อชีวิตลูกหลานมนุษย์โลกจะมีมานานแล้วในฝั่งประเทศที่พัฒนา แต่ประเทศไทยก็เพิ่งจะมาตื่นตัวในแบบที่เป็นการปรับ “พฤติกรรม” จริงจังในช่วง 2-3 ปีมานี่เอง อาทิ การเปลี่ยนพฤติกรรมในเรื่องของการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งเป็นแรงกระเพื่อมใหญ่ที่ทำให้หลายๆ องค์กรธุรกิจพยายามปรับให้ตัวเองมีภาพลักษณ์ “สีเขียว” มากขึ้นในทางใดทางหนึ่ง

ซึ่งในหลายๆ วิธีการเหล่านั้น ความจริงแล้วแทนที่จะเป็นไปตามเจตนารมณ์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างที่ป่าวประกาศ กลับเป็นแค่ “Greenwashing” ที่แฝงไว้ด้วยการเพิกเฉย กลยุทธ์ในการได้เงินจากลูกค้าเพิ่ม ไปจนถึงเป็นการทำลายธรรมชาติเพิ่มด้วยซ้ำ

วันนี้ WE Think เลยมีมุก Greenwashing มาแชร์ให้ตื่นรู้จากความเป็นเหยื่อ เพราะด้วยความที่เทรนด์สีเขียวอาจจะยังใหม่สำหรับสังคมไทย ทำให้เราคนไทยหลายๆ คนอาจไม่เคยฉุกคิด และตั้งคำถามต่อกลยุทธ์เหล่านี้ทัน จนกลายเป็นว่าแทนที่จะช่วยโลกจริงๆ กลับช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าของเหล่านายทุนไปซะงั้น

1. หุ้มด้วยกระดาษ

แค่เปลี่ยนฉลากหุ้มแก้วจากพลาสติกเป็นกระดาษสีน้ำตาลๆ อาจจะทำให้ผู้บริโภคอย่างเรา “รู้สึก” ดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย อย่างน้อยก็รู้สึกผิดน้อยลง และรู้สึกว่าได้ช่วยโลกมากขึ้น แต่จะบอกว่ากลยุทธ์การตลาดการโฆษณาเกินจริงทั้งหลายประสบความสำเร็จเพราะการที่มันทำให้เรา “รู้สึก” ได้จริงๆ นี่แหละ เพราะถ้าไตร่ตรองดูจริงๆ เราอาจจะเห็นว่าแก้วที่เราถืออยู่ก็ยังคงเป็นพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง แต่แค่เปลี่ยนฉลากด้านนอกเป็นกระดาษแค่นั้นเอง

2. พื้นหลัง “สีเขียว”

มุกนี้เป็นมุกโฆษณาชวนเชื่อที่แสนคลาสสิคชวนเลี่ยนที่แท้ เพราะบางองค์กรธุรกิจนิยมที่จะทำโฆษณาเนียนๆ ด้วยการขายวิวธรรมชาติสีเขียวๆ ดนตรีเบาๆ มีกลิ่นอายธรรมชาติ แค่เพียงให้เรารู้สึกว่าองค์กรและผลิตภัณฑ์ของพวกเขานั้น “โหดร้าย” น้อยลง

มุก “สีเขียว” นี้ยังใช้ได้กับการ Rebrand และเปลี่ยนสีโลโก้ สีฉลาก หรือสีบรรจุภัณฑ์ใหม่ด้วย เพื่อที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ มีคาแรคเตอร์ที่ “Green” มากขึ้น จากนั้นถึงแม้ว่าพวกเขาจะโปรโมทว่าได้ปรับเปลี่ยนแพ็คเกจให้เป็นมิตรต่อธรรมชาติที่เกินจริงไปมากยังไง อย่างน้อยภาพลักษณ์ก็ยังดูเป็นมิตรมากขึ้น

3. ขายความไม่รู้สึกผิดเพิ่ม

มุกนี้แหละที่โกยเงินเข้ากระเป๋านายทุนเพิ่มได้เพียบ อาทิ การลด/งดใช้ถุงพลาสติก ย่อมนำมาซึ่งโอกาสในการขายถุงผ้า หรือถุงกระดาษแบบเพื่อใช้ซ้ำได้เพิ่ม หรือบางกรณีที่บางองค์กรบอกว่าจะแจกถุงกระดาษแบบใช้ซ้ำฟรี แต่ก็ต้องแลกมากับการซื้อสินค้าของพวกเขาให้ถึงเป้าที่กำหนด เพื่อแลกถุงกระดาษ นอกจากจะเพิ่มยอดขายให้กับร้านนั้นๆ แล้ว ยังเป็นการเพิ่มขยะขึ้นอีก เพราะความจริงแต่ละบ้านก็น่าจะมีถุงผ้า กระเป๋าผ้ากันอยู่บ้างแล้ว การช่วยโลกจริงๆ คือเอาของพวกนั้นแหละมาใช้ ไม่ใช่เฮกระแสพากันไปล่าถุงผ้าถุงกระดาษฟรีให้เกิดการผลิตเพิ่ม

4. ใช้ศัพท์เพิ่มความรู้สึกดี แต่ตรวจสอบไม่ได้

คำว่า “Eco Friendly” “รักษ์โลก” “ยั่งยืน” ต้องมาอ่ะ ถ้ามีคำนี้แปะอยู่บนผลิตภัณฑ์ ก่อนที่จะรู้สึกโล่งใจที่ได้ช่วยโลก อยากให้คิดต่อกันนิดนึง ว่าคำที่เค้าบอกมา มันมีความหมายยังไงในนัยยะของสินค้าที่ถืออยู่ ช่วยยังไง? ยั่งยืนยังไง? ลดยังไง? เป็นมิตรยังไง? แต่ทางที่ดีลองเขาเว็บไซต์หรือเพจขององค์กรนั้นๆ ดูก่อน ว่ามีการอธิบาย หรือได้รับการยืนยันจากองค์กรที่เชื่อถือได้ไหม ถ้ามีแต่คำโฆษณาสวยๆ หลายๆ บรรทัด เป็นนามธรรมซะมากกว่าเป็นข้อมูล ก็รู้ไว้เลยว่าอาจโฆษณาเกินจริง

5. ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ แต่…

มุก “รีไซเคิล” นี่แทบจะคลาสสิคสุดในไทย แต่เดี๋ยวนี้ทุกอย่างแทบจะเคลมได้ว่ารีไซเคิล คำว่า “ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ” จึงเป็นความเหนือกว่า ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีการกำหนดไว้เลยว่าผลิตภัณฑ์ใดๆ ก็ตามสามารถเคลมได้ว่าตัวเอง “ย่อยสลายตามธรรมชาติ” ได้ก็ต่อเมื่อต้องย่อยสลายได้ภายใน 1 ปีเท่านั้นนะ

และในบริบทของการ “ย่อยสลาย” จริงๆ ก็มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ย่อยสลายได้เอง ย่อยสลายด้วยการเพิ่มการใช้สารเคมีเข้าไปเพื่อให้ย่อยสลายได้ง่ายขึ้น เช่นพลาสติกบางประเภท ฯลฯ

6. พลาสติกล้วน To กระดาษพลาสติก

บางองค์กรก็เปลี่ยนจากพลาสติกล้วน เป็นกระดาษล้วนไปเลย ทำเอาบางคนอาจจะรู้สึก “ว้าว” ถึงความกล้าลงทุน และเจตนารมณ์รักษ์ธรรมชาติแบบแรงกล้า แต่ความจริงแล้ว มันดีกว่ากันจริงเหรอ?

เช่น การเปลี่ยนจากการใช้ขวดน้ำพลาสติก เป็นบรรจุภัณฑ์กระดาษ(เคลือบพลาสติก)อย่างหนา เพื่อให้บรรจุน้ำได้ และเป็นการใช้แบบครั้งเดียวทิ้ง นอกจากจะต้องทำลายธรรมชาติมากขึ้นเพื่อนำมาผลิตกล่องกระดาษอย่างหนาเพื่อใช้ครั้งเดียว ความจริงแล้วมันอาจจะไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย

เพราะหัวใจของการอนุรักษ์ และหยุดทำลายจริงๆ คือการ “ลด” ให้มากที่สุด ไม่ใช่การผลิตบางอย่างเพิ่มเพื่อลดบางอย่าง แถมยังสามารถใช้เป็นมุกเพิ่มรายได้ให้กับนายทุนที่หลอกลวงเก่งอีกด้วย

หวังว่า WE Think สามารถช่วยให้หลายคนพอเห็นภาพได้ไม่มากก็น้อย เพราะขั้นแรกของการ “เบิกเนตร” เพื่อตื่นรู้จากการต้องมนตร์จาก “โฆษณาชวนเชื่อ” คือการกล้า “ตั้งคำถาม” ไม่ว่าในเรื่องใดก็ตาม


ที่มาข้อมูล

1-greenandthistle.com

2-www.fastcompany.com

3-www.almostzerowaste.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *