ความเชื่อเรื่อง “บาป” จากการ “ทำแท้ง” …เปรียบได้กับการฆ่าคน การขัดประสงค์พระเป็นเจ้า หรือสิทธิการเลือกของ “มนุษย์”

ความเชื่อเรื่อง “บาป” จากการ “ทำแท้ง” …เปรียบได้กับการฆ่าคน การขัดประสงค์พระเป็นเจ้า หรือสิทธิการเลือกของ “มนุษย์”


บทความนี้จะว่ากันด้วย “ความเชื่อ” เกี่ยวกับการ “ทำแท้ง” ล้วนๆ ท่ามกลางข้อถกเถียงกันในสังคมแห่งการเคร่งครัดศาสนาและซีเรียสเรื่อง “ศีลธรรม” มากกว่า “สิทธิมนุษยชน”
ที่เมื่อใดที่มีการพูดถึงการทำแท้งขึ้น การแย้งเรื่อง “บาป” มักจะเป็นความกังวลใจแรกๆ ของเหล่าคนนอกที่มักไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง มากกว่าการพูดถึงเหตุผล และชีวิตของคนอุ้มท้อง

ทั้งที่ความจริงแล้วความเชื่อเรื่อง “บาป” ของแต่ละคนก็แตกต่างกันด้วยซ้ำ และการเอาเกณฑ์ศีลธรรมส่วนตัวของตนมาเป็นไม้บรรทัดวัดชีวิตคนอื่นก็คงเป็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลนัก เพราะในบางมิติของความเชื่อ การ “ทำแท้ง” ก็อาจไม่ใช่บาป ไม่สมควรถูกตีเป็นตราบาป และไม่ใช่เรื่องที่ทำให้มนุษย์ผู้ตัดสินใจทำบาปตัดขาดจากความมี “มนุษยธรรม” แต่อย่างใด

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 ก็มีการแถลงจากคณะรัฐมนตรีว่ามีนโยบายแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 301 และ 305 ซึ่งเกี่ยวกับการทำแท้ง ซึ่งแม้จะเป็นไวรัลให้คนไทยดีใจกันถึงบาร์แห่งเสรีภาพที่ยกระดับขึ้น แต่ความจริงแล้วเนื้อกฎหมายเป็นเพียงการลดโทษสำหรับการทำแท้งให้เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกำหนดว่าผู้หญิงจะทำแท้งได้ก็ต่อเมื่ออายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์เท่านั้น พร้อมให้เหตุผลว่าเป็นการรักษาสิทธิทั้งของแม่และเด็ก ซึ่งเป็นการอนุมัติผ่านความเห็นของแพทยสภา ว่าเป็นช่วงเวลาที่ปลอดภัยสำหรับแม่และเด็กที่สุด

ซึ่งแม้จะเป็นการดันบาร์เสรีภาพของผู้หญิงในประเทศนี้ให้สูงขึ้น แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นมากมายจนทำให้มนุษย์ผู้หญิงที่สามารถ “อุ้มท้อง” ได้ในประเทศนี้สามารถกำหนดชีวิต แก้ไขปัญหาของตัวเองได้อย่างที่พึงทำได้ โดยมีสิทธิที่จะได้รับการบริการทางการแพทย์อย่างเต็มที่ทุกกรณี และไม่ต้องมีการคาดโทษทั้งทางกฎหมายและสังคม เพราะประเทศนี้ยังคงเป็นสังคมที่เอา “ความเชื่อ” มาปะปนกับ “กฎหมาย” มนุษย์จนเป็นเนื้อเดียวกันอยู่มาก

ทั้งที่เรื่อง “ความเชื่อ” ก็คือ “สิทธิ”ซึ่งคนเรามีสิทธิ์จะเลือกใช้ชีวิตบนการตัดสินใจของตัวเอง หรือประสงค์จากคนนอก

อีกทั้งยังมีสิทธิ์ตัดสินใจได้เองว่าอะไร “บาป” หรือไม่ และพวกเขายินยอมที่จะยึดถือเกณฑ์บาปบุญพวกนั้นไว้แค่ไหน

เพราะลำพังเกณฑ์ “ความบาป” ของแต่ละความเชื่อก็มีความหลากหลายมากอยู่แล้ว

ในทางศาสนาพุทธ เชื่อว่า “การทำแท้ง” ก็คือการฆ่ามนุษย์ ขัดแย้งกับศีลข้อ 1 ที่ว่าด้วยการห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเป็นการฆ่าซึ่งมีการไตร่ตรองมาก่อน นับเป็น “อกุศลกรรม” และการฆ่ามนุษย์นับเป็นบาปมหันต์

นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าเคยพูดถึงการทำแท้ง ว่าทารกไม่ใช่แค่ก้อนเนื้อ แต่ “จิตที่เป็นปฐม คือวิญญาณแรกที่ปรากฏในครรภ์มารดา จนกระทั่งถึงมรณะหรือตาย (วินย.1/181/137) ดังนั้น ชีวิตมนุษย์เริ่มตั้งแต่เป็นจิตแรกในท้องมารดาจนถึงตาย”

ก็คือในทางศาสนาพุทธถือว่า เมื่อชายหญิงมีเพศสัมพันธ์กัน ในช่วงเวลาเจริญพันธุ์ มีไข่ตก และได้รับการปฏิสนธิในครรภ์ ก็ถือว่ามี “ชีวิต” เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นการทำแท้งจึงเป็นการฆ่ามนุษย์

ส่วนในศาสนาอิสลาม และศาสนาคริสต์ เชื่อว่า “การทำแท้ง” คือการขัดประสงค์ของพระเจ้าคล้ายๆ กัน แต่ในทางอิสลามนอกจากจะเชื่อว่าการมีบุตรคือความประสงค์ของพระเจ้า นักปราชญ์อิสลามยังถือว่า “บุตร” คือ1 ในสิ่งที่มนุษย์ต้องรักษา ได้แก่ ชีวิต ศาสนา สติปัญญา เชื้อสาย(ลูกหลาน) และทรัพย์สิน และการฆ่าลูกหลานที่พระเจ้าประทานให้ไม่ว่าด้วยเหตุผลจำเป็นใดนับเป็นความผิดบาป

” …และอย่าได้ฆ่าลูกของพวกเจ้า เนื่องจากความจน เราเป็นผู้ให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า และแก่พวกเขา “

– คัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะฮ อัลอันอาม อายะฮที่ 151

ส่วนศาสนาคริสต์-คาทอลิก “การทำแท้ง” ถือเป็นบาปหนัก ที่ทำให้ผู้ทำถูกตัดขาดจากพระศาสนจักร ทั้งด้วยเหตุผลเรื่องการฆ่ามนุษย์ ที่ย่อมเป็นบาปอยู่แล้ว และอีกหนึ่งเหตุผลคือศาสนาคริสต์ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการสร้างครอบครัว เมื่อหญิงชายแต่งงานกันแล้วก็ควรมีลูก และการขัดขวางการกำเนิดทุกวิธีล้วนเป็นบาป ไม่เฉพาะการทำแท้ง แต่ยังรวมไปถึงการ “คุมกำเนิด” ด้วย แต่ก็มีข้อยกเว้นในกรณีที่จำเป็นต้องทำแท้งในกระบวนการทางการแพทย์เพื่อรักษาชีวิตของแม่ เช่น ครรภ์เป็นพิษ ฯลฯ

เรียกได้ว่าตามความเชื่อและการให้คุณค่าเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมตามแนวทางของ “ศาสนา” ที่เป็นดั่ง Influencer ทางศีลธรรมของโลก
มุ่งไปที่การสงวนชีวิตใหม่ที่จะเกิดขึ้นบนโลก มากกว่า “ชีวิต” ที่เกิดขึ้นแล้วของผู้อุ้มท้อง
ที่กำลังผจญกับทางเลือก ปัญหา โจทย์ยากในชีวิตแบบที่ผู้ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่มีวันเข้าถึง

ต่อให้เป็นการท้องโดยถูกข่มขืน ท้องโดยไม่ตั้งใจ หรือต่อให้การทำแท้งนั้นเกิดจากความเมตตาที่ผู้เป็นแม่ไม่ต้องการให้เด็กเกิดมาบนความไม่พร้อม ที่ไม่สามารถอำนวยชีวิตที่ดีพอให้เด็กได้ก็ตาม แต่ดูเหมือนกฎเกณฑ์คุณธรรมของคนบางส่วนในสังคมก็บีบให้ “ผู้อุ้มท้อง” เหล่านี้ต้องเลือกระหว่างการมีชีวิตที่จัดการได้เองโดยยอมเป็นปีศาจในสังคม หรือมีชีวิตทรมานเฉกเช่นนักบุญ ที่ยอมรับทุก “ประสงค์” ของพระผู้เป็นเจ้า โดยที่ยอมไม่มีสิทธิ์เลือกอะไร

นอกจากในแง่มุมศาสนา สังคมไทยยังอุดมไปด้วยความเชื่อเกี่ยวกับ “จิตวิญญาณ” เป็นที่มาของความเชื่อว่าหากใครเคยทำแท้ง จะถูกวิญญาณเด็กตามหลอนไปตลอดชีวิต เป็นตราบาปใหญ่ที่ขัดไม่ออก

ฉะนั้นมาดูความเชื่อเรื่องการทำแท้งในแง่มุมเรื่อง “จิตวิญญาณ” ของอีกฝั่งโลกกันบ้าง
ที่สหรัฐอเมริกามีจิตแพทย์นามว่า “Dr.Brian Weiss” ที่บำบัดรักษาคนไข้ทางจิตด้วยวิธีสะกดจิตและค้นพบว่ามนุษย์สามารถถูกสะกดจิตให้ย้อนไปในอดีตชาติได้ และมีภาวะ “ระหว่างภพ” ที่ทำให้ได้สารเกี่ยวกับจิตวิญญาณจากวิญญาณดวงอื่นๆ ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับ “การทำแท้ง” ว่า

…ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจทำเองหรือแท้งเอง ล้วนเป็นการตกลงกันระหว่างผู้อุ้มท้องกับวิญญาณที่จะมาจุติ ไม่ว่าเพราะร่างกายทารกไม่แข็งแรงพอ หรือเป็นการผิดแผนในช่วงเวลาที่ไม่พร้อม เพราะวิญญาณไม่ได้เข้ามาในร่างกายทันที แต่จะเป็นการจับจองไว้ก่อน และจะค่อยๆ แนบสนิทกับร่างจนกว่าจะคลอด ฉะนั้นวิญญาณสามารถเลือกอยู่หรือไปได้ตลอดเวลาทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับการ “เลือก” ของผู้อุ้มท้องเพราะหากทารกไม่ได้เกิด วิญญาณก็ไม่ได้ตาย เพราะวิญญาณตายไม่ได้…

สุดท้ายแล้วความขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับ “การทำแท้ง” อาจไม่ใช่การต่อสู้กันด้วยการวิเคราะห์ว่ามนุษย์เริ่มมี “ชีวิต” จริงๆ เมื่ออายุครรภ์เท่าไหร่ หรือชีวิตของผู้อุ้มท้องกับทารกใครมีความสำคัญให้ใส่ใจเห็นใจมากกว่ากัน

แต่อาจเป็นเพียงคำว่า “มนุษยธรรม” ที่มี “ความเชื่อ” และ “สิทธิเสรีภาพ” ต่อสู้กันเพื่อที่จะเคลมคำๆ นี้ และความจริงแล้ว “กฎหมาย” เกี่ยวกับการทำแท้งคงไม่เป็นปัญหามาก หากสังคมนั้นไม่เอา “ความเชื่อ” ที่เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล เป็นดั่งรสนิยม ทัศนคติส่วนตัว มาอ้างอิงเป็นกฎหมายบ้านเมืองบังคับใช้กับมนุษย์ทุกคนในสังคมแบบ “เผด็จการ”


อ้างอิงข้อมูล

1-https://www.khaosod.co.th/politics/news_5344079

2-http://philos-reli.human.ku.ac.th/research/praves/buddhism_and_abortion.doc

3-https://www.islammore.com/view/1448

4-หนังสือ Only love is real, Dr.Brian Weiss

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *