อย่าต่อต้าน “อำนาจนิยม” แบบ “ใจอยากปากตอแหล” เพราะอยากฉวยประโยชน์จากการใช้แต้มต่อใน “Power Dynamic”

อย่าต่อต้าน “อำนาจนิยม” แบบ “ใจอยากปากตอแหล” เพราะอยากฉวยประโยชน์จากการใช้แต้มต่อใน “Power Dynamic”


บางคนก็ต่อต้าน “อำนาจนิยม” และเรียกร้อง “ความเท่าเทียม” แค่ในบริบทที่ตนถูกกดขี่และมีอำนาจต่ำกว่า โดยหากอยู่ในบริบทกลับกัน ที่ตนสามารถใช้อำนาจนั้นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ก็ไม่ลังเลที่จะเป็นหนึ่งในมือที่ช่วยหมุนกงล้อแห่ง “อำนาจนิยม” นั้นต่อไปอีกแรง ส่วนหนึ่งอาจเพราะความปากว่าตาขยิบของบางคนเอง หรืออาจเพราะความจริงแล้วหลายๆ คนยังไม่เคยตระหนักว่าในทุกสังคมมีสิ่งที่เป็นอุปสรรคของการสร้างสังคมที่เท่าเทียม คือวงจรอุบาทว์ของ “Power Dynamic” ที่ซ่อนอยู่ในทุกสถานะ…

Power Dynamic คือ พลวัตอำนาจ หรือสถานะทางอำนาจ ที่แตกต่างกันไปในหลายสถานะหลายบริบท โดยที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงกว่า และอีกฝ่ายมีอำนาจต่ำกว่า มีผลในการต่อรอง การปกครอง และผลประโยชน์ โดยมีปัจจัยที่หลากหลายมากำหนด ทั้งบทบาทหน้าที่ ตำแหน่งงาน ภาวะผู้นำ เงิน เพศ หรือแม้กระทั่งทัศนคติและความมั่นใจในตัวเอง

เช่นรัฐบาลเผด็จการในประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยย่อมมีอำนาจมากกว่าประชาชน ทำให้สามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในการสร้างระบบที่กดขี่ประชาชนได้ เพราะรัฐเป็นทั้งผู้คุมอำนาจและเป็นผู้ครอบครองอาวุธสงคราม หรือในสังคมอำนาจนิยมเต็มรูปแบบ ครูมีอำนาจมากกว่านักเรียน สามารถชี้ผิดชี้ถูก หักคะแนนโดยไม่มีการตรวจสอบเพราะครูมีบทบาทในทางอำนาจโดยที่สังคมมักยอมรับ เจ้านายก็สามารถกระทำความไม่เป็นธรรมกับลูกจ้างได้ง่ายขึ้นหากไม่มีสหภาพแรงงานคุ้มครอง เพราะนายจ้างเป็นผู้ถือเงินค่าจ้างฯลฯ

เมื่อ “อำนาจ” มันหอมหวาน… ใครหลายคนก็อาจเผลอปรารถนามัน ด้วยความเคยชินจากการอยู่ในสังคมอุดม “อำนาจนิยม” ที่มีผู้ใหญ่คอยบ่มสอนลูกหลานให้ตั้งใจเรียนเพื่อโตไปเป็น “เจ้าคนนายคน”อีกทั้งด้วยความที่ตระหนักน้อย เพราะคิดว่าอำนาจนิยมที่ควรทำลายนั้นเป็นเพียงในบริบทเรื่อง “การเมือง” และไม่เคยมองเห็นถึงวงจรอุบาทว์ของพลวัตอำนาจ(Power Dynamics) ที่ผลิดอกงอกงามในสังคมไทย
จนทำให้ห่างไกลความเป็น “คนเท่ากัน”ในทุกทิศทาง

ฉะนั้นหากปรารถนา “ความเท่าเทียม” จริง ลองหันกลับมามองตัวเองกันดูให้ละเอียดถี่ถ้วนดีกว่า ว่าในหลืบใจของเรายังมีบางส่วนที่รู้สึกยินดีและเอ็นจอยกับการใช้ “อำนาจ” เพื่อประโยชน์ส่วนตัวอยู่บ้าง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ยังช่วยหมุนวงล้อแห่ง “อำนาจนิยม”ในสังคมนี้ให้เติบโตต่อไปโดยไม่เคยรู้ตัวหรือไม่

บางคนป่าวประกาศเรียกร้อง“สังคมเท่าเทียม”
แต่ก็เป็นหัวหอก “โซตัส”

ในขณะที่บางคนได้เรียนรู้และตระหนักแล้วว่า “มวลชน” นั้นมีพลังขับเคลื่อนสังคมได้แค่ไหน จากการชุมนุมคณะราษฎร 2563ซึ่งเป็นภาพของ “อำนาจของมวลชน” ที่ชัดเจน และตนเองก็เป็นอีกหนึ่งเสียงเล็กๆ ในกลุ่มอำนาจนั้นที่ใช้อำนาจของตนเพื่อเรียกร้องให้สังคมมีความ “เท่าเทียม” ด้วยการที่รัฐต้องเคารพเสียงของประชาชน และทุกคนได้มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมไม่ขึ้นกับเงินในกระเป๋า อายุ เพศ หรือความมีศักดินาใด

แต่พอกลับไปสู่ชีวิตประจำวันในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย ก็ยังคงเอ็นจอยกับการใช้อำนาจในบริบทที่ตัวเองพอคว้าได้ อาจจะในฐานะรุ่นพี่ที่คอยกะเกณฑ์ชีวิตและสิทธิเสรีภาพของรุ่นน้องเพียงเพราะตนเข้าเรียนก่อน แถมยังอดไม่ได้ที่จะใช้ “พลังมวลชน” ของคนในคณะหรือสาขาพากันบอยคอตรุ่นน้องหรือเพื่อนบางคนที่ไม่เข้ารับน้อง ทั้งที่ “โซตัส” ก็ไม่ต่างจาก “เผด็จการ” ย่อมๆ ที่ตัวเองไปตะโกนต่อต้านเสียด้วยซ้ำ และการเอ็นจอยกับอภิสิทธิ์ของความเป็นคนที่ “เข้าเรียนก่อน” ก็ไม่ต่างจากผู้อาวุโสบ้าอำนาจแบบที่ตนเคยรังเกียจ

บางคนป่าวประกาศเรียกร้อง “คนเท่ากัน”
แต่ก็ยืดคอเป็น Senior ในที่ทำงาน

บอกแล้วว่าอำนาจมันหอมหวาน…จนในขณะที่หลายคนมีแรงขับในการออกมาเรียกร้องสังคม “คนเท่ากัน”เป็น “ความโกรธ” ที่ถูกระบบอำนาจนิยมในสังคมของตนกดขี่มาตลอดชีวิต เช่นอาจอยู่กับนายจ้าง หรือหัวหน้างานที่บ้าอำนาจ ทั้งที่ความจริงแล้วทุกคนก็ต่างมีผลประโยชน์แบบ win-win แต่นายจ้างบางคนก็ยังข่มเก่งประหนึ่งไปขอเงินฟรีโดยไม่ทำงานแลก โดยแม้กระทั่งหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานบางคนที่เข้ามาทำงานก่อนก็วางท่าเจ้ายศเจ้าอย่างจนน่ารำคาญ

แต่พอถึงทีตัวเองได้เลื่อนตำแหน่ง หรือทำงานล่วงไปได้สองสามปี จนมีลูกน้องเพิ่ม หรือเพื่อนร่วมงานเข้ามาใหม่ ก็อดไม่ได้ที่จะวางท่าข่ม โมโหเวลาคนอายุน้อยที่เข้ามาทำงานทีหลังเดินผ่านแล้วไม่ยกมือไหว้… ช่างเป็นคนฝักใฝ่ความเท่าเทียมที่ปากว่าตาขยิบเสียเหลือเกิน

บางคนป่าวประกาศเรียกร้อง “ความเท่าเทียมทางเพศ”
แต่โกรธเวลาผู้ชายไม่เลี้ยงข้าว

หลายคนที่ประกาศจุดยืนในโซเชียลว่าเป็น “เฟมินิสต์” และเรียกร้อง “ความเสมอภาคทางเพศ”ออกปาวๆ แต่ก็ไม่เคยเข้าใจว่า “เฟมินิสต์” ที่มุ่งทำลายความไม่เท่าเทียมทางเพศและอำนาจนิยมแบบปิตาธิปไตยนั้น คือการเรียกร้องเพื่อให้ทุกเพศได้เป็น “คนเท่ากัน” ไม่มีเพศใดถูกกดหรือมีเพศใดถูกยกขึ้นให้สบายตัวกว่าคนอื่น ไม่ได้หมายความว่าคือการเรียกร้องให้ผู้หญิงถูกทรีตแบบ Lady First ตลอดเวลา

สาวๆ บางคนก็เลยเอ็นจอยกับความเป็น “เฟมินิสต์อิหยังวะ” ด้วยการอดไม่ได้ที่จะ “โกรธ” เวลาผู้ชายที่ไปเดทด้วยไม่ยอมออกค่าอาหาร 100% หรือแม้กระทั่งหากแฟนไม่ถือกระเป๋าให้ ไม่จ่ายค่าโรงแรม ไม่ทำตัวมีภาวะผู้นำทุกสถานการณ์ ก็อดไม่ได้ที่จะด่าในใจว่า “ไม่สมควรเป็นพ่อของลูก” ทั้งที่เวลาผู้หญิงถูกสังคมยัดมาตรฐานความเป็น “แม่ของลูก” ให้ตัวเองก็ไม่ชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นความสัมพัน์แบบแต่งงานแล้ว ความเหลื่อมล้ำของPower Dynamic ในครอบครัวยิ่งชัดเจนแตกต่างกันไป เช่นบางครอบครัวภรรยาก็ข่มสามีเก่ง หรือใช้วัฒนธรรมยึดเงินสามี กุมกระเป๋าเงินของครอบครัวไปเลยเพื่อยึดอำนาจกลายๆ ฯลฯ

ในขณะเดียวกันผู้ชายหัวซ้ายๆ หลายคนก็เป็นหัวหอกถือโทรโข่งประกาศ “เรียกร้องความเท่าเทียม” และ “ไม่เอาอำนาจนิยม” แต่พอกลับบ้านไปก็ยังใช้ความมีอำนาจในวงจร Power Dynamic ของตัวเองทุบตีผู้หญิงที่บ้านอยู่เหมือนกัน โดยไม่เคยตระหนักว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ก็ไม่ต่างจากการ “กดขี่”หรือสามีบางบ้านก็ปล่อยภรรยาผูกขาดการทำงานบ้าน เลี้ยงลูกโดยจำกัดว่าเป็นหน้าที่ของผู้หญิง ซึ่งนี่ก็คือความไม่เท่าเทียมทางเพศและอำนาจนิยมในครอบครัวด้วยเหมือนกัน

บางคนปากบอก “ต่อต้านอำนาจนิยม”
แต่ก็ใช้ความมี “อภิสิทธิ์” ทุกครั้งที่ทำได้

เพราะมนุษย์แทบทุกคน“มีอำนาจ” ในสถานะใดสถานะหนึ่งอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน อาจเป็นแม่ของลูก เป็นสามี เป็นครู เป็นนายจ้าง เป็นหัวหน้า ฯลฯ การยืมมือ “อำนาจ” ใดๆ ด้วยบทบาทใดบทบาทหนึ่งมาใช้เพื่ออำนวยผลประโยชน์ให้ตัวเอง เพื่อโจมตีคนอื่น หรือเพื่อปกป้องตัวเองจึงเป็นอะไรที่ง่ายกว่าที่คิด

ฉะนั้นจึงอาจมีใครบางคนโกรธที่ประยุทธ์ จันทร์โอชาได้อยู่บ้านพักหลวงพร้อมน้ำไฟฟรีได้เรื่อยๆ โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญโชว์ความสองมาตรฐานด้วยการไม่เอาผิดแม้จะขัดต่อกฎหมายแต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นครูโรงเรียนเอกชน ที่เอ็นดูเด็กนักเรียนที่ผู้ปกครองเปย์ของแบรนด์เนมเป็นของขวัญให้ครูเป็นพิเศษหรือในขณะที่ใครบางคนรังเกียจอำนาจนิยมในระบบราชการไทย ก็อาจอดไม่ได้ที่จะอ้างว่ามีคนรู้จักเป็นคนดัง ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการต่างๆ เมื่อตนต้องการอภิสิทธิ์ที่นำมาซึ่งผลประโยชน์หรือการยอมรับที่มากกว่าคนอื่น

สุดท้ายแล้วคือเราไม่สามารถเรียกร้องหา
“ความเท่าเทียม” และต่อต้าน “อำนาจนิยม”
ไปพร้อมๆ กับการยอมรับว่า
“อำนาจมันหอมหวาน” ได้หรอก

เพราะจะมีประโยชน์อะไรกับการที่เรามุ่งทำลายบางสิ่งบางอย่าง และสร้างมันขึ้นมาเพิ่มไปพร้อมกันด้วย

การถือธงแห่งความเท่าเทียมและมีจุดยืน “คนเท่ากัน” ไม่ได้ทำเพื่อขจัดอำนาจนิยมในบริบทของ “เรา” กับ “รัฐ”
หรือทำเพราะมองเห็นความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับคนชายขอบที่ถูกกดขี่เท่านั้น

แต่ควร “กล้า” ที่จะมองให้เห็นการต่อสู้กันระหว่าง “เรา” กับ “อีโก้” ของเราเองด้วย

เพราะไม่ได้มีเพียงคนชายขอบเท่านั้นที่ต้องการความเป็นธรรมและความเป็นคนเท่ากัน
แต่อาจเป็น “คนใกล้ตัว” เราเองที่ถูกเรา“กดขี่” อยู่เงียบๆ ตลอดเวลาด้วย โดยที่เราไม่เคยกล้าที่จะมองเห็นเลยก็ได้


อ้างอิงข้อมูล

1-https://thepowermoves.com/power-dynamics/

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *