คุยเรื่องสังคมอุดมการเหยียดรูปลักษณ์ และ Beauty Privilege กับคุณอัญชลี อิสมันยี(ตอนที่ 1)

คุยเรื่องสังคมอุดมการเหยียดรูปลักษณ์ และ Beauty Privilege กับคุณอัญชลี อิสมันยี(ตอนที่ 1)


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหนึ่งในความเจ็บปวดยอดนิยมของผู้หญิงไทย คือการต้องอยู่กับ “Body Shaming” มาทั้งชีวิต

ซึ่งตั้งแต่จำความได้ ก็มีใครต่อใครมากมายคอยมาชี้นิ้วเจ้ากี้เจ้าการ วิจารณ์สีผิว รูปร่าง หน้าตา ขนาดแขน ขนาดขา
จนโตมาก็เกิดการเก็บสะสมข้อมูลเหล่านั้นมา “แปล” ได้ว่าเรา “ไม่ดีพอ” เพราะแม้กระทั่งบนร่างกายยังมีข้อให้ชาวบ้านติติงดูแคลนอยู่ตลอดเวลา

ไม่ใช่แค่ไม่สามารถ “สวย” อย่างที่พ่อแม่ ครู ญาติ เพื่อนบ้าน รวมถึงเพื่อนเราเองบางคนตั้งมาตรฐานไว้ได้สักที จนเหนื่อยที่จะวิ่งไล่ตามความสวยแบบ “พิมพ์นิยม” ที่เปลี่ยนตามยุคสมัยและกระแสของสื่อที่ทำการตลาดให้นายทุนต่างๆ
แต่ความสวยเหล่านี้ ต้องพ่วงกับคุณสมบัติความเป็น “กุลสตรีไทยๆ” ด้วย

…ทั้งต้องสวยแต่ห้ามโชว์ สวยมากก็ห้ามมั่น
…หุ่นดีได้แต่ห้ามเปิดโชว์ให้โลกเห็นมาก
…สวยแต่ต้องเรียนเก่งด้วย
…สวยแล้วต้องมารยาทดีไหว้สวย
…สวยแล้วต้องมีหน้าที่การงานดีแบบที่ผู้หญิงไทยเขาทำกัน
…สวยแล้วต้องรู้จักมัดใจชาย
…สวยแล้วทำกับข้าวต้องอร่อย งานบ้านต้องเป๊ะ
…สวยแล้วเรื่องบนเตียงก็ต้องมัดใจสามีได้นะผัวจะได้ไม่ต้องมีเมียน้อย
…สวยแล้วพอคลอดลูกแล้วก็ยังต้องสวยอยู่นะ

ผู้หญิงหลายคนโตมาอย่างเหนื่อยล้า กับการที่ต้องวิ่งไล่ตามความเป็น “ผู้หญิงในอุดมคติแบบไทยๆ” ที่ต้องถูกโปรแกรมมาให้เป็น “ผู้หญิงที่ผู้ชายต้องการ” แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าผู้หญิงเหล่านี้ต้องการอะไรในชีวิต หรืออาจเอ็นจอยกับรายละเอียดอื่นๆ ในชีวิตมากกว่าการได้ผู้ชายที่ต้องการก็ได้

แต่แม้ผู้หญิงหลายคนจะพิสูจน์ตัวเอง ด้วยความสามารถอันเป็นที่การันตี ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษาฝึกฝน จนไม่เหลือใจจะแคร์ว่ายังจำเป็นต้องดัดตัวเองให้สวยตามพิมพ์นิยมอีกเหรอ
ในเมื่อเธอเลือกที่จะเปล่งประกายงดงามในเส้นทางอาชีพที่เธอเลือก
แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในสังคมชายเป็นใหญ่ อันเต็มไปด้วยอำนาจนิยมผลิบานในทุกวงการ ยังมีใครหลายคนคอยดักขา ฉีกทึ้งความฝัน ความมั่นใจ และทำลายความเคารพคุณค่าในตัวเองของผู้หญิงเหล่านั้นอยู่เสมอ

หนึ่งในผู้หญิงที่เคย “เจ็บ” กับชะตากรรมเหล่านั้น
คือ “คุณอัญชลี อิสมันยี” หรือ คุณน้ำ
สาวนักดนตรีมีอุดมการณ์ แห่งวง “คีตาญชลี”
ซึ่งวันนี้ WE Think ได้มีโอกาสนั่งคุยกับเธอในเรื่องเหล่านี้กัน

Q : เล่าประสบการณ์ Body Shaming ในชีวิต

A : “ด้วยความที่เราไม่ได้เป็นเด็กผู้หญิงที่โตมาแบบผอม ขาว สวย ตามพิมพ์นิยม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นลูกสาวของนักดนตรีวง “คีตาญชลี” ที่ต้องขึ้นเวที อยู่ใต้สปอตไลท์มาตลอด ทำให้ขนาดแม่เราก็ยังแซวว่าเราไม่เหมือนคนอื่น หาแฟนยากแน่ๆ
ยายเองเวลาเมาก็เคยร้องไห้ กลัวเราจะหาผัวไม่ได้ คือเราโดนอะไรแบบนี้มาตลอด

พอได้เข้ามหาลัย มาเรียนที่ดุริยางคศาสตร์ ศิลปากร ด้วยความที่ค่าเทอมค่อนข้างสูง และมีผู้หญิงเรียนน้อย สาวๆ ที่นี่ส่วนมากจึงเป็นชนชั้นกลางขึ้นไป แต่ละคนสวย มีคลาส เราเลยเป็นผู้หญิงที่ดู ‘กรังๆ’ ที่สุดในรุ่น

เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันก็มีแต่ผู้ชายมาจีบ แต่เรานี่ไม่มีเลย แถมมีแต่เพื่อนผู้ชาย
แล้วไอ้พวกเพื่อนผู้ชายก็มา Body Shaming เราอีกเป็นประจำจนถึงขนาดแต่งเพลงล้อกัน คอยตอกย้ำ ดูแคลน เวลาเห็นเราแต่งตัวก็ล้อให้เสียเซลฟ์
เราเลยเริ่มเกรี้ยวกราดใส่ แต่พอเราทักท้วงอะไร ทุกครั้งจะกลายเป็นว่า

“เราเป็นคนคิดมากเกินไปเอง คนอื่นแค่ล้อเล่น”

ส่วนเพื่อนผู้หญิงก็จะแอบดูถูกดูแคลนเรา เวลาเราชอบผู้ชายคนไหน ก็จะคอยแซวว่า

“มึงคิดว่าเค้าจะเอามึงเหรอ?”

การถูก Body Shaming มาตลอด นานวันเข้ามันทำให้เรายอมรับไปเลยเหมือนกัน ว่าเราคงขี้เหร่มากจริงๆ นั่นแหละ คนเขาถึงมองเราและพูดกับเราแบบนั้น”

Q : แต่การได้มองเห็นอีกมุมของ Beauty Bias ก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้มั่นใจใน “คุณค่าของตัวเอง” ?

A : “เราได้รู้จักกับ “พลอย” เพื่อนผู้หญิงที่เป็นดาวเด่นในคณะ ทั้งร้องเพลงแจ๊ส ได้ทำงานกับอาจารย์ตั้งแต่ปี 1 และด้วยความที่พลอยเป็นคนสวย ทำให้มีข่าวลือว่าใช้ sex แลกกับงาน หรือผู้ชายที่รุมจีบบางคนก็มาปล่อยข่าวว่าได้นอนกับพลอยมาแล้วทั้งที่ไม่ใช่เรื่องจริง ทำให้เราเห็นอีกมุมว่า
…ต่อให้คนเราจะสวยแค่ไหน ในความมีอภิสิทธิ์นั้น มันก็มีความเป็นพิษของมันเหมือนกันนะ

พลอยบอกว่า ตอนที่ทุกคนซุบซิบนินทากันว่าพลอยไปนอนกับผู้ชาย เวลานั้นคือเวลาที่พลอยซ้อมดนตรี
มันเป็นการผลักดันเรา ให้เราเห็นว่า ความจริงแล้วสังคมไม่ได้ต้องการคนสวยอะไรมากหรอก แต่สิ่งที่มีพาวเวอร์ที่สุด คือ “ความมั่นใจ” เราต้องรู้ว่า “คุณค่า” เราคืออะไร จากนั้นเราก็เลยเริ่มดูแลตัวเอง แต่งตัว ยอมรับตัวเองแบบที่เป็น แต่ก็ทำให้เป็นไปในแบบฉบับที่ดีขึ้น”

Q :  พอพ้นจุดเปลี่ยนที่ฟื้นความมั่นใจในตนเองขึ้นมาได้ ทำให้รู้สึกเจ็บปวดกับ Body Shaming น้อยลงมั้ย ?

A : “เรียกได้ว่าชินชา จนไม่สนใจดีกว่า เพราะต่อให้เราพ้นจากเพื่อนมหาลัย ที่เราทำใจรับพฤติกรรมพวกนั้นได้แล้ว ในสังคมทำงาน ณ โลกภายนอก มันยังมีให้เราเจ็บอีกเยอะ

…เพราะสำหรับบางคน ต่อให้เราเก่ง ทำงานดี มีความสามารถ มีคุณค่าแค่ไหน…
ถ้าเราไม่สวยแบบที่เขาต้องการ เราแพ้ตลอด

ด้วยความที่เราได้ทำงานกับคนญี่ปุ่นมาตั้งแต่เล็ก เราได้รับการปลูกฝังให้ทุ่มเทกับงาน ใส่ใจรายละเอียดของงาน เราไม่เคยบกพร่องในงานของเรา แต่ปัญหาที่เราเจอก็คือ …

“พี่ขอคนสวยกว่านี้ได้มั้ย”

ตอนนั้นเรามีวงดนตรีที่ทำร่วมกับเพื่อนสมัยมหาลัย ชื่อวง “ไทย คอนเทมโพรารี่” ซึ่งเรามีหน้าที่ร้องนำ ช่วงที่เราได้รับงานใหญ่งานแรก เป็นงานทำเพลงประกอบภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่ง พี่มารุตที่เป็นหัวหน้าวงก็ตั้งใจให้เราร้องนำ เพราะเรามี คุณสมบัติตรงกับเพลงที่จะต้องมีการผสมผสานเทคนิคการร้องหลายๆ แนวเข้าด้วยกันซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้

แต่หลังจากอัดเพลงไปแล้ว ผู้กำกับเขาก็มาขอให้หัวหน้าวงเปลี่ยนตัวเรา ด้วยเหตุผลที่ว่า “ขอคนสวยกว่านี้ได้มั้ย” ?

วันที่เราได้ไปเจอผู้กำกับคนนั้นเอง ผู้กำกับเดินมาหาเราด้วยท่าทีหงุดหงิดแล้วบอกเราต่อหน้าว่า “ไม่สวย”
และยังบ่นว่าทำไมไม่เอามือฆ้อง ซึ่งเป็นสาวหมวย ขาว ตัวเล็ก มาร้องนำ แล้วเอาเราที่ตัวใหญ่กว่าไปตีฆ้อง ????

ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดจริงๆ เพราะรู้สึกเหมือน “ถูกสังคมปฏิเสธ”
ทั้งๆ ที่เราก็ทำงานดีไม่บกพร่อง แต่ด้วยความที่เราไม่ได้สวยในแบบที่บางคนต้องการ
เราเลยต้องได้รับการปฏิบัติแบบนี้เหรอ ???

มันทำให้เกิดคำถามมากมายว่า เพียงเพราะว่าเรารูปร่างแบบนี้ ทำให้ “คุณค่าของงาน”
และคุณค่าต่างๆ ที่เราสร้างไว้ให้สังคมและโลกใบนี้มันสูญค่าไปเลยเหรอ ???

“ความโกรธ” ทุบ “กรอบ” ให้แตก

“ต่อจากเรื่องนั้น ภาพยนตร์เรื่องต่อมาวงเราก็ถูกจ้างให้ไปทำเพลงให้อีก แต่คราวนี้เป็นเพลงแบบ R&B ซึ่งเราก็ร้องและอัดเสียงเสร็จไปแล้ว แต่ต่อมาทั้งวงก็เงียบหายไปเลย เรามารู้อีกทีคือนายทุนสั่งให้เปลี่ยน เพราะเพลง R&B ต้องการภาพคนร้องสวยเซ็กซี่

ต่อมาหลังเหตุการณ์ม็อบกปปส. หัวหน้าวงอีกคนที่เป็นมือแซ็กฯ ก็ชวนเราไปร้องเพลงที่โรงแรม ผลตอบรับคือแขกโรงแรมโดยเฉพาะต่างชาติก็แฮปปี้ดี เขาชอบเรา ชอบเสียงร้องของเรา แต่ก็ไม่วายยังมีทีมงานคนไทยไปกระซิบกับหัวหน้าวงว่า

“ขอคนที่ผอม และสวยกว่านี้ได้มั้ย”

แต่หัวหน้าวงเขาก็พยายามพูดว่าคนที่สามารถร้องได้แบบนี้ สื่ออารมณ์ได้ และเล่นกีตาร์ได้ด้วยมันไม่ได้หาได้ง่ายๆ สุดท้ายวงสู้ไม่ไหว เพราะทีมงานโรงแรมเขาถอดวงเราออก แต่พอเขาหาวงอื่นมาเล่นใหม่ ก็พยายามมาตามให้วงเรากลับไปเล่นให้อีก เพราะมุมมองของคนที่โฟกัสคุณภาพ กับมองแค่การตลาดมันต่างกัน”

Q : ก็เลยมีจุดยืนที่ชัดเจนว่า “ฉันจะไม่ลดความอ้วน” ?

A : “ชีวิตเราเจอกับมายาคติแบบนั้นมาตลอด ฉะนั้นการที่เราไม่ลดความอ้วน ไม่ทำสีผม ไม่ทำให้ผิวขาว มันคือการ “ต่อสู้” ของเรา ทั้งต่อสู้กับมายาคติ ต่อสู้กับสังคมที่บ้าพิมพ์นิยม และเป็นการพิสูจน์ว่าคุณค่าของเราไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดพวกนั้น พร้อมทั้งคัดกรองไปในตัว เวลามีใครจ้างเราไปเล่นดนตรี ก็แสดงว่าเราจะได้ไปเล่นดนตรีในจุดที่มีคนชื่นชมใน “ผลงาน” ของเราจริงๆ ไม่ใช่อยากดู “อย่างอื่น” มากกว่า

คือเราไม่สามารถที่จะลดความอ้วนได้ เราเคยกินยา เคยพยายาม แต่มันไม่โอเค เพราะเราไม่แฮปปี้เลย
แต่เราตระหนักว่าสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขแล้ว คือสิ่งที่เราเป็น และคุณค่าที่เราสร้าง
เราเรียนมานุษยวิทยาดนตรี เราเอ็นจอยที่จะเล่นดนตรี ใช้ดนตรีสื่อสารกับผู้คน
เราทำตรงนี้ได้ดี แล้วทำไมเราถึงต้องไปเจ็บปวดกับการให้ใครมานั่งลดคุณค่าเราด้วยอะไรก็ไม่รู้

เราเลยหันกลับมาถามตัวเองว่า…
เป็นเราเองหรือเปล่า ที่เอาคุณค่าของเราไปแขวนไว้กับคนแค่จำนวนหนึ่ง
ซึ่งไม่เคยเข้าใจสิ่งที่เรากำลังทำเลยด้วยซ้ำ

จากนั้นเราเลยตั้งใจว่าจะโฟกัสไปที่คุณค่า เนื้องาน ความสามารถของเรา ด้วยการขัดเกลาความสามารถ เพิ่มแก่นของเราเองให้แข็งแรงดีกว่า เราก็เลยไม่สนใจว่าใครจะพูดอะไรอีกต่อไป บวกกับความที่เราเริ่มโตขึ้น เริ่มมองอะไรกว้างขึ้น และเห็นว่าความจริงแล้วอาจเป็นเรื่องของ “รสนิยม” ด้วยก็ได้

ดนตรีก็เป็นเรื่องของรสนิยม การดูดนตรีและดูคนที่เล่นดนตรี แต่ละคนก็คงมีรสนิยมทางสายตาที่ต่างกันไป เราเองยังอยากดูนักดนตรีที่หน้าตาดี ชอบนางเอกสวย พระเอกหล่อ
อาจไม่ใช่ความผิดที่ใครบางคนก็ต้องการคนที่สวยหล่อในพื้นที่ของเขา แต่ในขณะเดียวกันตัวเราเองต้องเข้มแข็งพอที่จะมั่นใจว่าคุณค่าเราคืออะไร และไม่ต้องคอยดิ้นตามเขา


เราเองก็อยากเป็นกำลังใจให้ผู้หญิงคนอื่นได้ ว่าผู้หญิงไม่จำเป็นจะต้องบีบตัวเองให้สวยเซ็กซี่แบบที่สังคม หรือนายทุนต้องการเสมอไปนะ หรือถ้าคุณอยากจะเซ็กซี่ คุณแต่งตัวยังไงก็ได้ อย่าให้ใครกดคุณให้จำเป็นจะต้องแต่งตัวเรียบร้อย”

…ติดตามบทสัมภาษณ์การพูดคุยกับคุณอัญชลี ในเรื่อง
“สังคมดัดจริต ทำให้มาตรฐานของ “ผู้หญิงไทย” บิดเบี้ยว (ตอนที่ 2)”
ได้ในบทความหน้า


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *