ความรุนแรงในครอบครัว ไม่ใช่ “เรื่องส่วนตัว”

ความรุนแรงในครอบครัว ไม่ใช่ “เรื่องส่วนตัว”


กระแสข่าวเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในวงการสตรีมเมอร์เพิ่งพ้นไปหยกๆ ในแฮชแท็กที่เป็นประเด็นฮอตยาวหลายวัน #ไม่ใช่ปลาแต่คือเหี้ย

แต่ผ่านไปไม่กี่วันก็มีเพื่อนของอดีตแฟนสาวของสตรีมเมอร์ชื่อดังออกมาเล่าแฉว่าสตรีมเมอร์คนนั้นทำร้ายร่างกายอดีตแฟนของตัวเอง เนื่องจากเธอยังตัดใจจากผู้ชายคนนั้นไม่ได้ จึงกลับไปหาที่บ้านแล้วลงสตอรี่ ทำให้ผู้หญิงใหม่มาเห็นเข้าก็เลยเป็นเรื่อง ทำให้สตรีมเมอร์คนนั้นโมโหมากจึงลงมือทำร้ายร่างกายอดีตแฟน ซึ่งเพื่อนของผู้ถูกกระทำก็ออกมาแฉต่ออีกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เพื่อนของเธอถูกผู้ชายคนนั้นทำร้าย ในขณะที่แม้หน้าฉากสตรีมเมอร์คนนั้นจะออกมาขอโทษ แต่ก็โดนแคปแชทออกมาแฉเรื่อยๆ ว่าเขาไม่ได้มีความเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปเลย มิหนำซ้ำยังไม่มีความหวั่นกลัวที่จะทำซ้ำให้รุนแรงกว่าเดิมด้วย

ภาพจาก : https://twitter.com/peurim1126/status/1338387249138782211

ใครหลายคนคงเคยมีเพื่อนทั้งที่แต่งงานแล้ว หรือแค่คบกับแฟนอยู่ และถูกแฟนทำร้ายร่างกาย หรือทำร้ายจิตใจซ้ำๆ แต่ไม่ว่าจะแบกทุกข์มาปรึกษาเรากี่รอบ ก็ไม่วายกลับไปตายรัง กลับไปรองรับอารมณ์ เผชิญกับความสัมพันธ์อันเป็นพิษซ้ำๆ ประหนึ่งขาดไม่ได้

บทความนี้เราจะยังไม่กล่าวถึง“ปม” ในจิตใจส่วนตัวที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน ทั้งปมจากความสัมพันธ์ของพ่อแม่ หรือการรับรู้คุณค่าของตัวเองผิดๆ ตั้งแต่วัยเด็ก ที่มีส่วนสำคัญทำให้ใครหลายคนยอมรับความสัมพันธ์อันเป็นพิษในชีวิต และเสพย์ติดความเจ็บปวดจากการถูกทำร้ายซ้ำๆ ประหนึ่งกำลังโบยตีลงโทษตัวเองในใจลึกๆ ตลอดเวลา

แต่ประเด็นคือ แม้ว่าผู้คนเหล่านั้นที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงอันไม่สมควรได้รับ จะไม่สามารถรู้ตัว หรือตื่นขึ้นมาตระหนักรู้ว่าพวกเขาไม่สมควรได้รับสิ่งเหล่านั้น แต่คนนอกที่มองเข้าไปจากข้างนอก และอาจไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรในความสัมพันธ์นั้นก็ควรยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ แม้ว่าจะไม่ได้มีการร้องขอหรือเปล่า ?

ภาพจาก : https://twitter.com/imphyx/status/1338116614416289794

ประเทศไทยมีสถิติเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวที่เรียกได้ว่าสูงขึ้นทุกปี โดยล่าสุดมูลนิธิชายหญิงก้าวไกล ร่วมกับสสส. ได้สรุปสถิติจากข่าวในหังสือพิมพ์ไทย 10 ฉบับ ในช่วงเวลาครึ่งปีแรกของปีนี้ คือตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 ซึ่งมีข่าวที่เกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวทั้งหมด350 ข่าว

พบว่า 201 คือข่าวการฆ่ากันตายในครอบครัว ข่าวการทำร้ายร่างกาย 51 ข่าว ข่าวการฆ่าตัวตายในครอบครัว 38 ข่าว ข่าวความรุนแรงทางเพศ 31 ข่าว และข่าวการตั้งครรภ์ไม่พร้อมอีก 10 ข่าวซึ่งส่วนมากเป็นการที่ผู้ชายในครอบครัวใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงโดยมีข่าวที่สามีทำร้ายภรรยาถึง 65 ข่าว และภรรยาทำร้ายสามี 9 ข่าว โดยที่กรณีที่ภรรยาเป็นผู้ทำร้าย ก็มีการอ้างว่าเกิดขึ้นเพราะสามีลงมือทำร้ายเธอก่อน

ภาพจาก : https://twitter.com/imphyx/status/1338116614416289794

คนไทย “เสือก” เรื่องที่ไม่ควรเสือก แต่กลับไม่ “เสือก” ในเรื่องที่ควรเสือก…

ในขณะที่ใครหลายคนเอ็นจอยกับเรื่องราวความรักของคู่รักดารา ใครจะคบใคร ทิ้งใคร นอกใจใคร หรือแม้กระทั่งใส่ใจกับเรื่องส่วนตัวเช่น สีผม รูปร่าง การแต่งตัวของชาวบ้าน โดยที่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ส่งผลอะไรให้ใครเสียด้วยซ้ำ แต่ในขณะเดียวกันคนที่ช่างใส่ใจเรื่องชาวบ้านเหล่านั้นกลับทน “ไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน” อยู่ได้เวลาที่ได้ยินคนในละแวกบ้านทุบเมีย ตีลูก ตีผัวทุกวัน ทั้งที่มันคือ “อาชญากรรม” แต่แค่มีผู้ถูกกระทำอยู่ในบ้านเท่านั้นเอง

ไม่ใช่แต่คนในละแวกบ้านที่ปกติก็สะดวกใจที่จะยุ่งเรื่องชาวบ้านพอที่จะถามคนข้างบ้านว่าลูกสาวเรียนอะไร จบมาเงินเดือนเท่าไหร่ แต่ “เอาหูไปนาเอาตาไปไร่” เวลามีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านหลังเดิมนั้น แต่แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง ก็ยังมักจะไล่ผู้ที่ถูกครอบครัวทำร้ายให้กลับไปคุยกันดีๆ ทำใจเย็นๆ แล้วปล่อยให้เป็นเรื่อง “ผัวๆเมียๆ”

หรือหนักเข้าไปอีกในกรณีที่เหยื่อความรุนแรงเป็น “เด็ก” เพราะเหล่าคนนอกพวกนี้จะยิ่งทำใจ “เชื่อ” ในเหตุผลที่ทำให้ตัวเองไม่รู้สึกผิดที่ไม่ช่วย
ด้วยการคิดว่า “ยังไงพ่อแม่ก็รักลูก” จนแม้เด็กจะโดนตีแทบปางตาย หรือถูกกดขี่แค่ไหน
ก็ไม่มีใครได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของพวกเขาเลย จนต้องมีมูลนิธิมากมายที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่ตะโกนแค่ไหนก็ไม่มีใครสนใจทั้งๆที่ความมีมนุษยธรรมเบื้องต้น และหน้าที่การดูแลประชาชนพื้นฐาน เป็นของเหล่าคนรอบตัวและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอยู่แล้วด้วยซ้ำ ?

ที่สหรัฐอเมริกามีงานศึกษาที่ถกเถียงกันระหว่างขอบเขตในการเฝ้าะวัง “ความรุนแรงในครอบครัว” กับ “ความเป็นส่วนตัว” ซึ่งมีกลุ่มเฟมินิสต์คอยเถียงว่ายังไง “อาชญากรรม” ก็คืออาชญากรรม ซึ่งเราทุกคนไม่ควรเพิกเฉย

แต่สำหรับในสังคมไทย ที่เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าเราคนไทยไม่มีปัญหากับ “ขอบเขตความเป็นส่วนตัว” ของผู้อื่นอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

ฉะนั้นปัจจัยที่อาจทำให้ผู้คนพยายาม “เอาหูไปนาเอาตาไปไร่”กับเรื่องความรุนแรงในครอบครัว เป็นเพราะเราไม่ได้ตระหนักเรื่องความเป็นส่วนตัว แต่อาจเป็นเพราะคนไทยเคยชินกับ “อำนาจนิยมในครอบครัว” มากเกินไป จนคิดว่าการที่ผัวตีเมีย พ่อแม่ทุบตีลูก เป็นเรื่องไม่ใหญ่พอให้เกิดการตื่นตัวจนอยากที่จะยื่นมือเข้ามาห้ามปรามหรือโทรแจ้งตำรวจ

เพราะการศิโรราบต่อ “อำนาจนิยม” จนเคยชินนั้น
อาจทำให้แม้กระทั่งเจ้าตัวผู้ที่ถูกกระทำเอง
ก็ไม่คิดว่าสิ่งที่ตนถูกกระทำเป็นสิ่งที่ไม่ควรได้รับ
ไม่ปกติ และไม่ถูกต้อง

ซึ่งมูลนิธิชายหญิงก้าวไกล เคยทำการสำรวจข้อมูลและสรุปเหตุผลที่เหยื่อในครอบครัวซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงยอมอดทนไม่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของตนไว้ คือ

  • หวังว่าผู้ชายจะกลับตัวได้
  • อดทนเพื่อลูก กลัวลูกมีปมด้อยที่มีครอบครัวไม่สมบูรณ์
  • พยายามรักษาความเป็นครอบครัวไว้ เพราะคิดว่าการเป็นผู้หญิงที่หย่าร้างเป็นการลดคุณค่าตัวเอง
  • คิดว่าความรุนแรงเป็นปัญหาส่วนตัว ที่ภายในครอบครัวต้องจัดการเอาเอง
  • ปัญหาเรื่องการเงิน เพราะต้องพึ่งพาเงินจากผู้ชายเป็นหลัก

ซึ่งล้วนเป็นปัญหาของความเหลื่อมล้ำทางอำนาจในครอบครัว และปัญหาจากค่านิยมชายเป็นใหญ่ ที่บ่อนทำลายความเท่าเทียมเป็นธรรมในสังคมทั้งสิ้น เพราะผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ยังยอมให้ตัวเองยึดติดอยู่กับคุณค่าที่ผูกไว้กับบทบาทช้างเท้าหลัง บทบาทภรรยา แม่ และยึดถือหน้าที่แบกรับคุณค่าเหล่านั้นไว้เหนือสิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยในชีวิตด้วยซ้ำ

แต่ไม่ว่าเหล่า “เหยื่อ” ความรุนแรงในครอบครัว จะสามารถตระหนักถึง “อำนาจนิยม” ที่ทำให้พวกเขาติดอยู่ในบ่วงความรุนแรงเหล่านั้นหรือไม่
สังคมควรเข้าใจว่า การไปนั่ง educate สร้างความเข้าใจเรื่องพลวัตอำนาจในความสัมพันธ์(Power Dynamic) การสอนว่าพวกเขาควรรักตัวเองได้แล้ว หรือการด่าเพื่อนให้ได้สติไม่กลับไปหาผู้ชายแย่ๆ ที่ทุบตีเธอบ่อยๆ อาจช่วยพวกเขาได้ไม่ทัน
ฉะนั้นการยอมเป็น “หมา” เพื่อลดความเสี่ยงที่ความรุนแรงจะยิ่งทวีมากขึ้นทุกวัน อาจจะคุ้มกว่าหรือเปล่า ?

ในขณะเดียวกัน เหล่าคนนอกก็สามารถให้เกียรติ “พื้นที่ส่วนตัว” ของครอบครัวและความสัมพันธ์ของคนอื่นได้ ในแบบที่เฝ้ามองอยู่ไกลๆ แต่ก็ไม่ละเลย “สัญญาณ”
ทั้งที่เป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือ หรือเป็นเพียงแค่การมาปรับทุกข์พร้อมรอยบอบช้ำ ไปจนถึงพฤติกรรมที่บ่งบอกได้ว่ามีการทำร้าย กดขี่ กักขังกันในครอบครัว โดยที่เจ้าตัวก็ไม่กล้าปริปากบอกสังคมก็ตาม


อ้างอิงข้อมูล

1- https://news.thaipbs.or.th/

2-https://www.wmp.or.th/

3- https://scholarship.kentlaw.iit.edu

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *