“กะเหรี่ยงคอยาว” อีกหนึ่งชนเผ่าผู้ลี้ภัยที่ถูกไทยกักไว้เพื่อจัดแสดง “สวนสัตว์มนุษย์”

“กะเหรี่ยงคอยาว” อีกหนึ่งชนเผ่าผู้ลี้ภัยที่ถูกไทยกักไว้เพื่อจัดแสดง “สวนสัตว์มนุษย์”


คนชายขอบ ชนเผ่า คนชนบท ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงในกรงไว้ให้ใครดูเล่น และพวกเขาก็มีสิทธิ์มีคุณภาพชีวิตที่ดี… ?

เชื่อว่าคนไทยหลายคน ครั้งหนึ่งในชีวิตคงเคยได้ไปเยี่ยมชม “หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว” ที่อยู่แถบภาคเหนือตอนบนกันมาแล้ว โดยเฉพาะที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งมีชุมชนชาวกะยันที่ใหญ่ที่สุดอยู่ และผู้เขียนเองก็คือหนึ่งในเด็กที่ครอบครัวเคยพาไป

ซึ่งหลังจากที่ใครต่อใครได้ไปเยี่ยมชม ซื้อของที่ระลึก หรือชาวต่างชาติที่ต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าไปดู แต่พอได้ดู ได้รู้ ได้เห็นห่วงทองเหลืองที่ทำให้คอของชาวกะยันยาวจนผิดรูป เสร็จแล้วก็กลับบ้านไป

หลายคนอาจไม่เคยรู้ถึงเบื้องหลังเลยว่า “พวกเขา” เป็นใคร ผ่านอะไรมาบ้าง และภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มนั้น อันเป็นที่มาของเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวที่สะพัดในจังหวัด ชาวกะยันคือผู้ลี้ภัยที่ควรมีโอกาสเลือกไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ประเทศอื่นได้ โดยไม่ต้องติดอยู่ในหมู่บ้านที่เปรียบดั่ง “ตู้กระจก” ที่ขังพวกเขาไว้โชว์ให้คนดูทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือก และไม่มีแม้สิทธิ์ในการเป็นคนสัญชาติไทย

“กะเหรี่ยงคอยาว” คือชนเผ่าชาว “กะยัน” เป็นชนเผ่าย่อยของชาวกะเหรี่ยงแดง เรียกตนเองว่า “แลเคอ” อาศัยอยู่ในรัฐกะยา ประเทศพม่าอพยพหนีสงครามมาอยู่ที่บ้านห้วยปูแกง บ้านห้วยเสือเฒ่า บ้านในสอย อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และยังกระจัดกระจายตัวอยู่ตามหลายจังหวัดในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย

เอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาวกะยัน คือผู้หญิงจะสวมห่วงทองเลืองไว้ที่คอตั้งแต่อายุ 5-9 ปี แล้วจะเพิ่มจำนวนห่วงขึ้นตามอายุจนถึงกว่า 20 ห่วงในวัยกลางคน มีการถอดห่วงแค่เพียงตอนคลอดลูก และถอดเพื่อเปลี่ยนห่วงที่มีจำนวนห่วงมากขึ้นประมาณ 9 ครั้งในชีวิตจนถึงวัย 45 และจะสวมห่วงนั้นไปจนตลอดชีวิต ด้วยอุดมคติที่ว่า“ผู้หญิงที่ยิ่งมีห่วงมาก ยิ่งสวย” ประหนึ่งห่วงทองเหลืองนั้นคือศักดิ์ศรีและเกียรติของความเป็นผู้หญิง เพราะผู้หญิงชาวกะยันจะถูกถอดห่วงก็ต่อเมื่อโดนคาดโทษ โดยเฉพาะโทษมีชู้

ชาว “กะเหรี่ยงคอยาว” เป็นไฮไลท์ของการท่องเที่ยวในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ทั้งคนไทย จีน ยุโรป ต่างสนใจพากันมาเยี่ยมชมชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเขา โดยเฉพาะการมี “ห่วงทองเหลืองค้ำคอ” อันเป็นวัฒนธรรมเฉพาะของชาวกะยัน
แน่นอนว่าชาวกะยัน ไม่ใช่ชาวไทยแต่เดิม และพวกเขาคือชนเผ่าชาวพม่า ที่หนีสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกของพม่ามา ซึ่งในทางหลักการแล้วพวกเขาคือ “ผู้ลี้ภัย” ที่เข้ามายังประเทศไทยซึ่งมีบางส่วนได้ไปอยู่ที่ศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยเพื่อเตรียมไปประเทศที่สาม แต่ชาวกะยันหลายครอบครัว ยังต้องติดอยู่ที่หมู่บ้าน เพื่อการ “ขายวัฒนธรรมแปลก”

โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นแม่ฮ่องสอนร่วมกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ในแถบชายแดนเป็นผู้ริเริ่มพาชาวกะยันหลายครอบครัวมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่จัดไว้ให้ เพื่อให้กลุ่มทัวร์และนักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชมวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของกะเหรี่ยงคอยาว แลกกับเงินค่าจ้างเป็นรายเดือนให้แต่ละครอบครัวประมาณ 200 เหรียญ หรือประมาณ 7,000 กว่าบาทไทย ซึ่งชาวกะเหรี่ยงคอยาวก็เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดี เพราะเดิมทีตอนอยู่ในประเทศพม่า การมาหางานรับจ้างในเมืองโดยที่มีห่วงทองเหลืองที่คอนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าพวกเขาสามารถหาเงินได้ด้วยการ “ใช้ชีวิตให้ดู” เฉยๆ ย่อมเป็นโอกาสอันดี

คนไทย และนักท่องเที่ยวหลายชาติ จึงได้เห็นภาพของหญิงชาวกะยันทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และคนชราที่สวมห่วงทองเหลืองในความสูงที่แตกต่าง นั่งอยู่บนแคร่หน้าบ้านที่ทำจากไม้ บนถนนดินแดง ในละแวกก็มีของที่ระลึกขาย ทั้งพวงกุญแจ ตุ๊กตาแกะสลักเป็นรูปชาวกะเหรี่ยงคอยาว ส่วนชาวกะยันผู้หญิงก็คอยนั่งยิ้มแย้มต้อนรับสายตาทุกคนที่ต่างคอยพิจารณาห่วงที่คอของพวกเธอ

“Critics have called the villages “ethnic theme parks,” with the Kayan on display as human tourist attractions.”

“เหล่านักวิจารณ์เรียกหมู่บ้านเหล่านี้ว่า “สวนสนุกของชาติพันธุ์”ด้วยการจัดแสดงชาวกะยันให้นักท่องเที่ยวดู”

ในขณะที่เงินที่สะพัดอยู่ในบ้านห้วยปูเก็ง และชุมชนต่างๆ ที่มีชาวกะเหรี่ยงคอยาว รวมทั้งเงินที่จ้างเจ้าหน้าที่ในชุมชน และชีวิตของบริษัททัวร์ ขึ้นอยู่กับ “ห่วงที่คอ” ของหญิงชาวกะยัน ความจริงแล้วพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหน ไม่ว่าจะเลือกขายการ “ใช้ชีวิตให้ดู” แบบนี้ต่อไป หรือเลือกมีอนาคตในแนวทางอื่น

แต่ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงคอยาวหลายคนก็ยังไม่ได้สัญชาติไทย หลายคนไม่มีเอกสารยืนยันจากทางการ นอกจากไม่สามารถออกจากหมู่บ้านได้ ก็ยังไม่สามารถลี้ภัยไปไหนได้ เพราะพวกเขาไม่ได้อยู่ในสถานะผู้ลี้ภัย ในค่ายลี้ภัย ที่ทำให้สามารถเลือกไปที่อื่นได้

เมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้วเริ่มอนุญาตให้ชาวกะยันในหมู่บ้านเหล่านี้ย้ายไปยังศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัย เพื่อจะได้ทำเรื่องย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม ซึ่งมีส่วนหนึ่งก็ได้ย้ายไปที่ประเทศฟินแลนด์ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ส่วนคนที่ยังอยู่ในหมู่บ้าน ก็จะได้รับสัญชาติไทย มีบัตรประชาชนไทย เพื่อให้สามารถเดินทางไปในประเทศได้อย่างเสรี แต่พอหลายปีผ่านไปจวบจนปัจจุบัน ก็ยังมีชาวกะยันจำนวนมากที่ไม่มีสิทธิ์แม้จะเป็นคนไทย

ยิ่งพอยุคสมัยเปลี่ยนไป เด็กสาวชาวกะยันหลายคนก็เลือกที่จะไม่ใส่ห่วงตามแบบวัฒนธรรมเก่าๆ แล้วเช่นในบ้านห้วยปูเก็งปัจจุบัน ผู้หญิงชาวกะยัน 105 คน เหลือคนที่ยังคงสวมห่วงทองเหลืองที่คออยู่เพียง 12 คนและยิ่งพอเจอกับวิกฤติการท่องเที่ยวช่วงโรคระบาดโควิด-19 ในปีนี้ การท่องเที่ยวซบเซารุนแรง นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศหายไป ทำให้ชาวกะยันเหล่านี้ไม่ได้รับเงินอย่างที่เคยแล้ว

ชาวกะเหรี่ยงคอยาวชื่อ “Mu Tae” ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The New York Timesไว้ว่า “รัฐบาลบอกให้เรารักษาวัฒนธรรมของเรา และเราก็ทำ แต่ตอนนี้ไม่มีใครมาดูแล้ว”

ถ้าจะถามถึงความถูกต้อง ก็น่าจะเห็นได้ชัดว่ามันเป็น “ดีล”ที่ไม่มีมนุษยธรรมสักเท่าไหร่ตั้งแต่แรก แม้ว่า ณ ตอนนั้นสำหรับชาวกะยันแล้ว การได้ใช้ชีวิตอยู่เฉยๆ ใส่ห่วงได้ตามปกติ แล้วยังได้เงิน ย่อมดีกว่าการตรากตรำหนีสงครามกลางเมือง หางานทำก็ไม่ได้ แต่ในบริบทของ “มนุษยธรรม” การนำคนที่มีความเชื่อ วัฒนธรรม อารยธรรมที่แตกต่าง “มาหากิน” มันย่อมไม่ใช่เรื่องถูกต้อง หรือเป็นเรื่องปกติของโลกแน่ๆ เพราะไม่มีใครทั้งนั้นสมควรถูกปฏิบัติราวกับพวกเขาเป็นสัตว์เลี้ยงในตู้กระจก ให้ใครต่อใครเข้ามาเยี่ยมชมแล้วจ่ายเงิน โดยที่ไม่มีสิทธิ์เลือกคุณภาพชีวิตที่ดีและมีเสรีภาพกว่านี้

แต่สิ่งที่บรรดาชาวต่างชาติ นักวิจารณ์ หรือ The New York Times ยังไม่รู้
คือประเทศไทยมี “สวนสนุกมนุษย์” ที่ใหญ่กว่าหมู่บ้านชาวกะยันหลายร้อยเท่านัก
เพราะความจริงแล้วไม่ใช่แค่ “ชาวกะเหรี่ยงคอยาว”
ผู้ลี้ภัยชาวพม่า ที่ยังมีชีวิตเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงไว้ดูเล่นของคนไทย
แต่ทุกวันนี้คนไทยเอง ที่อาศัยอยู่นอกเมือง ในชนบท ใกล้ป่าใกล้เขา
ก็ถูกคนในเมืองหลวงคาดหวังให้ “จำกัด” ความเจริญเอาไว้

เพื่อให้คนเมืองที่โหยหาการได้เยี่ยมชมชุมชนที่มีคุณภาพชีวิตต่ำกว่า ได้กลับมาพักผ่อนสูดอากาศบริสุทธิ์ไร้ฝุ่น PM 2.5 จนไม่เคยนึกสนใจเลยว่า “ทุกคน” ล้วนมีสิทธิ์ที่จะต้องการคุณภาพชีวิตที่ดี สะดวกสบาย ในชุมชนที่ถูกพัฒนาอย่างเท่าเทียม และไม่สมควรมีใครต้องยอมอยู่ในชุมชนที่ยังมีถนนลูกรัง ไฟฟ้าเข้าถึงบ้างไม่ถึงบ้าง ไม่รู้จักอินเทอร์เน็ต ไม่มีรถไฟฟ้า ไม่มีโรงพยาบาลที่ดี เพื่อให้กลายเป็นที่ท่องเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศ ให้ใครหนีความศิวิไลซ์มาปลงชีวิต

ในขณะที่ความเจริญต่างๆ ล้วนไปกระจุกตัวอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่ง จนแออัดหนาแน่นจนเป็นพิษ ให้คนในเมืองต้องหนีออกมาสูดอากาศตามบ้านทุ่ง หรือชุมชนบนเขาที่ไม่เจริญ แล้วก็กลับไปเสพย์ความสะดวกสบายใหม่ได้ไม่จบไม่สิ้น ซึ่งปัญหาคือ “คนในเมือง” เลือกได้ แต่คนนอกเมืองกลับเลือกไม่ได้เลย เพราะแม้จะยังไม่ต้องพูดถึงถึงเรื่องวิสัยทัศน์ต่างๆ  แต่รัฐฯ ที่ไม่มี “มนุษยธรรม” เป็นฐาน ย่อมบริหารมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนในประเทศอย่างไม่เป็นธรรมแน่นอนอยู่แล้ว


อ้างอิงข้อมูล

1- https://www.nytimes.com/2020/12/05/world/asia/thailand-kayan-long-neck-refugee.html?smtyp=cur&smid=fb-nytimes&fbclid=IwAR300PZaLa2sS0lOkWcXSCCxtcjog_3cXCVNQIf5RxFDIS4ntMcR7Ows-lk

2- http://lib.payap.ac.th/webin/ntic/Ka%20yan.htm

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *