“Run” (2020) หนังที่แสดงให้เห็นภาพของการกดขี่และความรุนแรงในครอบครัวด้วยการ “ผูกมัดความพึ่งพา”

“Run” (2020) หนังที่แสดงให้เห็นภาพของการกดขี่และความรุนแรงในครอบครัวด้วยการ “ผูกมัดความพึ่งพา”


คนไทยหลายคนไม่เพียงยอมรับได้กับ “อำนาจนิยมในความสัมพันธ์”
แต่ยัง Romanticize มันให้เป็นเรื่องโรแมนติกซึ้งๆ ได้อีกด้วย เช่นการมีแฟนที่คอยโทรตามโทรจิกตลอดวัน ขอพาสเวิร์ดโซเชียลมีเดีย ห้ามแต่งตัวโป๊ ห้ามกดไลค์ผู้หญิง/ผู้ชายคนอื่น หรือความโรแมนซ์แบบไทยเดิมเช่นการที่แต่งงานไปแล้วผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้านพึ่งเงินสามี 100% ไปจนถึงครอบครัวที่พ่อแม่ทำตัวเป็นเจ้าชีวิตบางการชีวิตลูก

ทั้งที่การ “ผูกขาดการพึ่งพา” ไม่ว่าจะพึ่งพาเงิน หรือพึ่งพาทางอารมณ์ จนทำให้ใครประหนึ่งเป็น “เจ้าชีวิต” ของอีกฝ่ายได้ เป็นการเอื้อให้เกิดพลวัตอำนาจ(Power Dynamic) ในทุกสถานะความสัมพันธ์ ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะในสังคมที่ผู้คนตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพของตนน้อยเหลือเกิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เสี่ยงให้เกิดการใช้ “ความรุนแรงในครอบครัว” ตามมา

ภาพจาก : https://img.cinemablend.com/filter:scale/quill/1/6/4/f/a/8/164fa8e9a6ed8aaa1014e55f7a6351ec56671221.jpg?mw=600

“Run” (2020) เป็นหนังระทึกขวัญที่แสดงให้เห็นผลของการกดขี่ด้วยการเลี้ยงไข้ให้เหยื่อต้อง “ผูกขาดการพึ่งพา” จาก Abuser ได้เป็นอย่างดี

หนังเรื่องนี้เพิ่งเข้าฉายในไทยไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นเรื่องราวของ “Diane” นำแสดงโดย Sarah Paulson เจ้าแม่หนังสยองขวัญที่แสดงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องดูแลลูกสาว “Chloe” ที่ป่วยเป็นอัมพาตครึ่งล่าง

โดย Diane นั้นรับบทเป็นทั้งแม่ เพื่อน และครู เพราะต้องสอนหนังสือลูกที่บ้านตั้งแต่เด็กเพื่อความสะดวกของลูกที่ต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลา จนเรียกได้ว่าเธอคือ “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ของลูก จนกระทั่งถึงวัยที่ Chloe มีสิทธิ์ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งข่าวดีคือเธอเป็นเด็กสาวที่ฉลาดระดับหัวกะทิ และมีความสนใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ จนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยดังได้ แต่ในขณะที่โอกาสนี้คือความฝันอันส่องประกายของ Chloe แต่กลับเป็นความเปลี่ยนแปลงที่แสนเลวร้ายสำหรับผู้เป็นแม่

(Spoil Warning!)

การต่อสู้ของ Chloe เพื่อที่เธอจะได้ออกไปจากบ้าน ไปเผชิญโลกภายนอก และคว้าโอกาสทองในชีวิต ทำให้เธอได้ตระหนักรู้ว่า “ความรักของแม่” ที่ผ่านมาล้วนคือ “การกดขี่และลิดรอนเสรีภาพ” ของเธออย่างร้ายแรงจนถึงขั้นเข้าข่ายเป็นความรุนแรงในครอบครัว(Domestic Abuse) เพราะแม่ของเธอไม่ได้เพียงพยายามกักขังเธอไว้จากโลกภายนอก พยายามควบคุมเธอทุกฝีก้าว และกักขังเธอไว้ในเงื่อนไขที่ว่าเธอ “จำเป็นต้องพึ่งพา” แม่ตลอด ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้แม่สามารถทำตัวเป็นเจ้าชีวิตเธอได้อย่างเบ็ดเสร็จจนน่ากลัวจนถึงกับสามารถจัดยาพิษที่หล่อเลี้ยงความพิการของลูกมาตลอดชีวิตเพื่อให้ลูกต้องพึ่งพาตนไปตลอด เพราะแม่เองก็ต้องพึ่งพาลูกทางใจด้วยเหมือนกัน

ภาพจาก : https://variety.com/wp-content/uploads/2020/10/run-sarah-paulson-kiera-allen.jpg

ในขณะที่ความรักที่เหมือนกรงกักขังชีวิตอื่นในครอบครัวไว้ด้วยความ “จำเป็นต้องพึ่งพา” ของคู่แม่ลูกในหนัง เป็นอาชญากรรมร้ายแรงจนคนนอกแม้แต่บุรุษไปรษณีย์ยังตระหนักถึงความรุนแรงและยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่ “ความรุนแรงในครอบครัว” ลักษณะแบบนี้กลับเป็นเรื่อง “ปกติ” สำหรับครอบครัวไทย ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระดับคู่รักเลยทีเดียว

ความจริงแล้ว “ความรุนแรงในครอบครัว” ไม่ได้เริ่มต้นจากการทุบตี
แต่การลงมือทำร้ายร่างกายคือประกายไฟแห่งอาชญากรรมร้ายแรง เพราะเมื่อใดที่ความรุนแรงในครอบครัวเลยเถิดไปจนถึงการ “ลงมือทำร้ายร่างกาย” ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือพลังมือก็ตาม เมื่อครั้งแรกเกิดขึ้น ครั้งต่อไปย่อมเกิดขึ้นตามมาจนขอบเขตจิตสำนึกสามารถเลยเถิดกลายไปเป็นนิสัย
ฉะนั้นการหวังลมๆ แล้งๆ ให้คนในครอบครัว หรือคู่รักที่ชอบลงมือลงไม้นั้นกลับใจและเปลี่ยนนิสัย ดูแทบจะเป็นไปไม่ได้ยกเว้นแต่มีการบำบัดอย่างจริงจัง

ภาพจาก : https://www.hitc.com/static/uploads/2020/11/Run-header-med-1024×682.jpg

แต่จุดเริ่มต้นของวงจรความรุนแรงในครอบครัวนั้นเริ่มมาจากการ “ผูกมัดการพึ่งพา”
ที่ทำให้วงจรแห่งพลวัตอำนาจ(Power Dynamic) ก่อตัวขึ้นในครอบครัวและในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นการพึ่งพากันทางอารมณ์ ความรู้สึก หรือทรัพยากร

โดยวงจรแห่งอำนาจนิยมในความสัมพันธ์แบบนี้อาจก่อตัวขึ้นโดยที่ไม่ทันรู้ตัวเลย
เช่น คู่รักที่ฝ่ายหญิงมีการพึ่งพาฝ่ายชายในทางอารมณ์มากกว่า ด้วยการรักมากกว่า แคร์มากกว่า และเอาความรู้สึก ความสบายใจของตนไปผูกไว้กับการกระทำของฝ่ายชาย ทำให้ฝ่ายชาย “มีอำนาจ” มากกว่าโดยปริยาย เพราะเขาถือสวัสดิภาพทางอารมณ์ของฝ่ายหญิงอยู่ในมือ จนทำให้แม้ฝ่ายชายจะกระทำไม่ดี ไปจนถึงทุบตีฝ่ายหญิง แต่ฝ่ายหญิงก็มีแนวโน้มที่จะยอมรับและอดทน เพราะตนยังต้องพึ่งพาเขาทางใจ

หรือภรรยาที่ต้องออกจากงานไปเป็นแม่บ้านเต็มตัวหลังแต่งงาน ซึ่งต้องพึ่งเงินค่าใช้จ่ายจากสามีเป็นหลัก ในสังคมไทยเดิมๆ อาจมองว่าเป็นชีวิตศรีภรรยาที่แสนโชคดีที่มีสามีเลี้ยง แต่นี่คือการ “พึ่งพา” ที่ทำให้เกิดพลวัตอำนาจขึ้นในครอบครัว และทำให้ฝ่ายที่ถูกพึ่งพิงรู้สึกมีอำนาจโดยปริยาย ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นำไปสู่ความรุนแรงในครอบครัว เริ่มต้นจากการควบคุมชีวิตผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ เช่น ภรรยา ลูก หรือสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ ที่ต้องพึ่งพิงเขาอยู่ด้วย

ความเลวร้ายคือนอกจากสังคมไทยจะไม่ค่อยตระหนักถึง “ความรุนแรงในครอบครัว” ตั้งแต่สัญญาณเริ่มต้น เช่นการควบคุมทรัพยากรในบ้าน การแสดงท่าทีเกรี้ยวกราดรุนแรงที่สร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยทั้งกายใจในครอบครัว การบงการชีวิตคนในครอบครัว ไปจนถึงการลงมือทำร้ายร่างกาย แต่กลับยอมรับ และใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้ประหนึ่งเป็นมาตรฐานปกติของครอบครัวไทย

เด็กไทยจำนวนมากโตมาอย่างมีแผลใจ มีปัญหาทางจิต มีปมทางใจที่ส่งผลให้มีบุคลิกภาพ ความเชื่อมั่น และการเคารพตัวเองที่ผิดปกติ โดยมีต้นเหตุมาจาก “ความรุนแรงในครอบครัว” ที่สังคมมองว่าเป็นเรื่องปกติ

ตั้งแต่การควบคุมชีวิตลูกอย่างเข้มงวด ตั้งแต่การแต่งตัว การกิน ความคิด ทั้งยังบงการแนวทางชีวิตลูก ว่าควรเรียนอะไร สนใจอะไร มีเพื่อนยังไง หรือมีแฟนเมื่อไหร่…
โดยที่หลายบ้านก็ทำโทษลูกด้วยการลงมือตี เตะ ต่อย ฟาดด้วยสิ่งนั้นสิ่งนี้
แถมยังให้สิทธิ์ครูที่โรงเรียนสามารถตีลูกตัวเองได้อีก อย่างไม่ตระหนักเลยว่ามันคือ “อาชญากรรม” แท้ๆ แค่เปลี่ยนคนลงมือเป็น “คนในครอบครัว” เท่านั้น แถมค่านิยมเหล่านี้เป็นสิ่งที่สังคมไทยยังรับได้อย่างแพร่หลาย

ในขณะที่ “เหยื่อ” เหล่านี้หลายคนก็ไม่เคยตระหนักเช่นกัน
ว่าการที่มีใครอ้างตัว “เป็นเจ้าชีวิต” ของตน
คือ “อาชญากรรม”

ไม่ใช่เรื่องปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องทน
และมีสิทธิ์ทักท้วงความเป็นธรรมด้วยการดำเนินคดี และขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ในสังคม

Checklist สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณอาจกำลังอยู่กับ “Abuser”

  • พูดให้คุณรู้สึกแย่กับตัวเองบ่อยๆ
  • เขามักทำให้คุณอับอายต่อหน้าคนอื่น
  • ข่มขู่เพื่อให้ปฏิบัติตามคำพูดเขา
  • ทำให้คุณรู้สึกว่าไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ
  • โทรจิก โทรตามตลอดวัน
  • ไปปรากฏตัวตามที่ๆ คุณบอกว่าจะไป เพื่อเช็คว่าคุณอยู่ที่นั่นจริงมั้ย
  • ไม่ให้มีกิจกรรมส่วนตัวเช่น ห้ามออกไปข้างนอกกับเพื่อน หรือคนอื่นๆ
  • ลงมือทำร้ายร่างกายคุณ หรือทำลายข้าวของ
  • มีการกักบริเวณเพื่อทำโทษ หลังจากทะเลาะกัน หรือทำร้ายร่างกาย
  • จำกัดการเงินเพื่อทำโทษ เช่น งดค่าขนม
  • บอกย้ำว่าคุณไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีเขา
  • บอกย้ำว่าเขามีสิทธิ์จะทำอะไรกับคุณก็ได้ และเขาเป็น “เจ้าชีวิต” คุณ
  • ไม่ให้ความสำคัญกับความฝัน ความต้องการ การงาน และโอกาสในชีวิตของคุณ
  • ครอบงำความคิดคุณ
  • ยืนยันจะมีกิจกรรมทางเพศทั้งที่คุณไม่ต้องการ
ภาพจาก : https://theplaylist.net/wp-content/uploads/2020/10/run-sarah-paulson-hulu-750×400.jpg

งานวิจัยบอกว่าคนเรามีแนวโน้มจะทำสิ่งเลวร้ายได้ก็ต่อเมื่อคนๆ นั้นมี “อำนาจ” ในมือ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดกล้าทำเลยในตอนที่เขาไม่มีอำนาจ ดังนั้น การที่เราให้สิทธิ์ใคร ในสถานะไหนก็ตามมีอำนาจเหนือชีวิต สิทธิและเสรีภาพของเรามากเกินไปล้วนอันตรายทั้งสิ้น แม้กระทั่งพ่อแม่

ฉะนั้นการตระหนักว่า “อำนาจนิยม” ในครอบครัวนั้นมีอยู่จริงและเป็นความเลวร้าย รวมไปถึงการตระหนักว่าตนกำลังเป็น “เหยื่อ” ของความรุนแรงในครอบครัวไม่ว่าจะระดับไหน
แล้วกล้าที่จะร้องขอความช่วยเหลือ อาจช่วยให้อาชญากรรมในครอบครัวลดลงได้ไม่มากก็น้อย

และจงจำไว้ว่า อย่าตกหลุมพรางของ “Abuser” ด้วยการ romanticize การ “พึ่งพา” ที่ทำให้ใครสักคนกล้าคิดว่าเขาเป็น
“เจ้าชีวิต” คุณ ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ครอบครัว หรือรัฐบาล


อ้างอิงข้อมูล

1-https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/27487692/

2-https://www.un.org/en/coronavirus/what-is-domestic-abuse

3-“Sex, Power, and the Systems That Enable Men Like Harvey Weinstein” by DacherKeltner, Harvard

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *