มาให้อภัยตัวเองกัน ถ้าปีนี้เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ยังมาไม่ถึง… นักวิจัยเผย ผู้คนบนโลกกว่า80% ทำเป้าหมายปีใหม่ล่มกันทั้งนั้น

มาให้อภัยตัวเองกัน ถ้าปีนี้เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ยังมาไม่ถึง… นักวิจัยเผย ผู้คนบนโลกกว่า80% ทำเป้าหมายปีใหม่ล่มกันทั้งนั้น


หลายคนมีลิสต์เป้าหมาย “สิ่งที่ฉันต้องทำให้ได้ในปีนี้” ที่ตั้งปณิธานไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการตั้งใจลดน้ำหนักให้ได้ ออกกำลังกายให้มากขึ้น เลิกนอนดึก เลิกสูบบุหรี่ เก็บเงินให้ได้มากขึ้น หาแฟนใหม่ให้ได้ ฯลฯ

แต่สุดท้ายแล้วสิ้นปีนี้ก็ดำเนินมาถึง และหลายคนก็แทบไม่อยากนึกถึงว่าตัวเองเคยตั้งเป้าหมายตอนปีใหม่ที่แล้วไว้ว่าอย่างไรบ้าง เพราะเป้าหมายเกินครึ่งในลิสต์ที่ตั้งใจนั้นถูกพับเก็บไปตั้งแต่กลางปีแล้ว และมันไม่เพียงแต่ทำให้รู้สึก “เฟล” อยู่ลึกๆ ยามที่อยู่กับตัวเองเพียงลำพัง แต่ยังบั่นทอนการเคารพ “คุณค่า” ในตัวเอง ด้วยความรู้สึกว่าตน “ล้มเหลว”

สัญญานะว่าจะให้อภัยตัวเอง ถ้าสุดท้ายแล้วในปีนี้ เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ก็ยังมาไม่ถึง เพราะหากคุณยังมีวันขึ้นปีใหม่ให้ได้ฉลอง หลายความว่ายังมีวันใหม่ให้เริ่มต้นเสมอและจงรู้ไว้ว่า ไม่ใช่คุณคนเดียวที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจตอนปีใหม่ที่แล้ว… อย่ากดดันตัวเองขนาดนั้นเลย เพราะในโลกนี้ สังคมนี้ มีหลายสิ่ง หลายคนที่พร้อมเอาอะไรต่อมิอะไรมาให้เราแบก และทำให้เราเหนื่อยมามากพอแล้ว อย่างน้อยเราควรเหลือ “ตัวเอง” ที่สามารถเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดให้ตัวเองได้นะ

มีหลายงานวิจัย บอกว่าคนเรากว่า 80% ที่ตั้งเป้าหมายชีวิตต่างๆ ไว้ตอนเริ่มปีใหม่ มักทำไม่ได้อย่างที่หวัง ในรายงานของ US News & World Report บอกว่า 80% ของปณิธานที่ผู้คนตั้งไว้ตั้งแต่ปีใหม่มักล้มเหลวตั้งแต่เดือนที่สองของปี และ Richard Wiseman นักวิจัยจาก University of Bristol ได้เคยทำการศึกษาผู้คนจำนวน 3,000 คนที่ตั้งปณิธานไว้ในช่วงปีใหม่ และพบว่าผู้คน 88% นั้นไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจได้ในตอนสิ้นปี

ความจริงคือ “ความล้มเหลว” เป็นธรรมชาติของมนุษยที่ยัง “มีชีวิต” เพราะมันคือสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของ “ความพยายาม” แม้จะเป็นความพยายามที่ไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม

แม้ว่าบนโลกนี้จะเต็มไปด้วยการยกย่อง “คนสำเร็จ” จนเป็นการกดดันกลายๆ ให้ใครหลายคนรู้สึกว่าตนจำเป็นต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในเป้าหมายต่างๆ ในชีวิต โดยเฉพาะเมื่อมีการประกาศผ่านหน้าโซเชียลมีเดียให้โลกรู้ไปแล้วเมื่อตอนต้นปี
และยิ่งสำหรับในสังคมที่อุดมไปด้วย “ไลฟ์โค้ช” ที่มอมเมาผู้คนด้วยการใฝ่ฝันหาความสำเร็จ และเป็นคน 1% บนโลกให้ได้ เพราะการเป็นคน 99% ที่เหลือในประเทศนี้ แปลว่า “ชักหน้าไม่ถึงหลังทุกเดือน” เท่านั้น ไม่มีตรงกลางสำหรับคนที่อยากใช้ชีวิตง่ายๆ ไม่ต้องรวย ไม่ต้องประสบความสำเร็จ เพราะประเทศนี้ไม่มีเบาะอ่อนนุ่มที่เรียกว่า “รัฐสวัสดิการ” คอยรองรับเวลาคุณอยากจะใช้ชีวิตไม่หวือหวาแต่เวลาล้มป่วยแล้วยังไม่ลำบาก

แต่ความจริงแล้วผู้คนไม่ได้สนใจ “คนอื่น” ขนาดนั้น เพราะทุกคนล้วนต้องวิ่งในลู่ของตัวเอง ฉะนั้นไม่ต้องกดดันเพราะความล้มเหลวของตัวเองขนาดนั้น ถึงแม้คุณจะมี “ไลฟ์โค้ช” ประจำตัวที่คอยกดดัน ไล่บี้ให้คุณกลายเป็นคนที่สมบูรณ์แบบที่สุดให้ได้ทุกวัน แต่ความจริงที่ต้องตระหนักไว้คือ ไม่มีใครรับผิดชอบหัวใจที่ถูกบีบคั้นจนเจ็บปวดเกินไปได้นอกจากตัวคุณเอง

บทความนี้ไม่ได้ต้องการบอกว่า “ความฝัน” หรือ “เป้าหมาย” ในชีวิตของคุณนั้นไม่มีความหมายควรค่าให้ต้องต่อสู้ และผลักดันตัวเองเพื่อให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจ แต่การกดดันและ “โบยตี” ตัวเองในใจโดยไม่รู้ตัว ซึ่งไม่ได้ทำให้คุณรักตัวเองได้มากขึ้นนั้น ไม่ได้ช่วยให้คุณเข้าใกล้ความสำเร็จได้เลย

Roy Baumeister ศาสตราจารย์นักจิตวิทยาสังคมจาก Florida State University กล่าวว่า “ความมุ่งมั่นตั้งใจ”(Willpower) ของมนุษย์นั้นคือการใช้ “พลังงาน”(Power) และพลังงานมีวันหมด แต่ก็สามารถเติมได้ ซึ่งการที่จะรู้ตัวว่าพลังงานเหล่านี้ถูกรีดจนหมด และรู้ตัวว่าตนควรเติมพลังนั้นให้ตัวเองจะเกิดจึ้นไม่ได้เลย ถ้าคุณไม่รัก และเมตตาต่อตัวเอง

และขั้นตอนแรกของการชาร์จพลังนั้นให้ตัวเอง คือการรักตัวเองให้มากพอ เริ่มต้นได้ก่อนที่จะตั้งปณิธานในปีใหม่นี้เลยด้วยการ

“ให้อภัยตัวเอง”

1. หยุดรู้สึกผิดและตำหนิตัวเอง

คิดดูว่าถ้าคุณตั้งปณิธานเอาไว้หลายสิบข้อทุกปี และทำมันล้มเหลว หรือทำสำเร็จได้ไม่ครบทุกปี ทำให้คุณสะสมความรู้สึกแย่กับตัวเองลึกๆ ในใจทุกปี แปลว่าคุณกำลังวางยาพิษตัวเองเรื่อยๆ ทุกปีเลยนะ

แต่วิธีที่จะล้างพิษมันได้ คือการ “ให้อภัยตัวเอง” เท่านั้น เริ่มต้นด้วยการเข้าใจว่าความล้มเหลวเกิดขึ้นได้ และ“หยุดตำหนิตัวเอง” ไม่ว่าจะด้วยการพูดตำหนิตัวเองหน้ากระจก บ่นกับเพื่อนว่าฉันลดน้ำหนักไม่สำเร็จอีกแล้ว หรือแม้กระทั่งหยุดโพสต์ในโซเชียลฯ ว่า“สิ้นปีแล้วฉันอ้วนกว่าเดิมอีก” เพราะคำที่คุณพูดหรือพิมพ์ออกไปเป็นสิ่งที่คุณเห็นและได้ยินมันชัดเจนกว่าใคร หยุดสาปตัวเองสักที!

2. หยุดเสียดาย/เสียใจกับอะไรที่กลับไปแก้ไขไม่ได้แล้ว

ปล่อยคำว่า “รู้งี้” ไปซะ เพราะมันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลยนอกจากสร้างความรู้สึกผิด และบ่อนทำลายความเคารพคุณค่าในตัวเองของคุณ ความจริงคือไม่ว่าจะเป็นโอกาสที่ทำหลุดมือ เงินที่ตั้งใจว่าจะเก็บออมให้มากแต่ก็เอาไปเที่ยวซะแล้ว หรือเวลาที่ตั้งใจว่าจะออกกำลังกายให้มากขึ้น ที่คุณผ่านมันมาแล้วในปีนี้ เป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไข และการเสียดายไม่ได้ช่วยอะไร แต่การชาร์จพลังให้ตัวเองเพื่อเดินต่อไปเจอสิ่งเหล่านั้นใหม่ในปีใหม่ต่างหากที่เกิดขึ้นได้จริง

3. โฟกัสสิ่งดีๆ และคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในช่วงเวลา

ความจริงคือเราทุกคนไม่มีทางรู้ว่า “ปีใหม่” หรือชาติหน้า อะไรจะมาก่อนกันด้วยซ้ำ สมมติว่าถ้าเราทุกคนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจ และประสบความสำเร็จกันได้ทุกคนในชีวิตนี้ แปลว่าทั้งชีวิตที่เรามี ไม่มีคุณค่าอะไรเลยเหรอ?

ในขณะที่คุณรู้สึกเฟลกับการที่ใช้เงินที่ตั้งใจจะออมให้มากขึ้นไปเที่ยวในที่ๆ อยากไปกับแก๊งเพื่อนรัก แน่นอนว่าคุณไม่สามารถย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนใจและเลือกเก็บเงินก้อนนั้นไว้แทน แต่สิ่งที่คุณสามารถ “ชื่นชม” มันได้เลย คือช่วงเวลาพิเศษกับคนพิเศษ ในสถานที่สวยงาม ที่หากไตร่ตรองให้ดีแล้วคุณอาจรู้สึกได้ว่าคิดถูกแล้วด้วยซ้ำที่ตัดสินใจแบบนั้น
การมองให้เห็น “สิ่งดี” ในสถานการณ์ที่เรานิยามว่าไม่ดีนั้นไม่ใช่การหนีปัญหาหรือหนีความจริง แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากการมองเห็น “อีกด้าน” ของทุกสิ่งที่ล้วนมีสองด้าน เพื่อใช้เป็นพลังขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้าต่อได้ต่างหาก

4. It’s Ok To Not Be Ok

คนเราไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่า “รัก” ใครบางคนได้อย่างแท้จริง เพียงเพราะได้เห็นแค่ “ด้านดี” ของเขา แต่คนเราสามารถรักใครสักคนได้อย่างหมดใจเมื่อเราโอบกอดตัวตนทั้งหมดของเขาไว้ได้
…การ “รักตัวเอง” ก็เช่นกัน

การยอมรับ “ความล้มเหลว” บกพร่อง และอ่อนแอของตัวเองได้ นั้นงดงามไม่แพ้การชื่นชม “ความสำเร็จ” ของตัวเอง ทั้งยังต้องใช้ความกล้าหาญมากกว่า

คงไม่มีใครพาตัวเองไปสู่เป้าหมายที่ปรารถนาโดยมีแรงผลักดันเป็นการอยากทรมานตัวเองหรอก แต่ความรักตัวเองเท่านั้นที่ทำให้คนเรารู้ว่าตนคู่ควรกับสิ่งดีๆ ตนปรารถนา ฉะนั้นก่อนจะคิดวางเป้าหมายใดๆ ในชีวิตด้วยความ “กดดัน” พลางโบยตีตัวเองในใจตลอดเวลาเพื่อหวังให้สามารถคลานไปถึงเป้าหมายได้

เรามาเริ่ม “ชาร์จพลัง” ให้ตัวเองก่อนจะวางเป้าหมายให้ตัวเองในปีใหม่นี้ ด้วยการโอบกอดตัวเอง บอกรักตัวเอง เช็ดน้ำตาจากความเจ็บปวด กดดัน เหนื่อยล้า ในปีที่ผ่านมากันดีกว่า

…และอย่าลืมบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร” ถ้าวันนี้อะไรหลายอย่างจะยังไม่ได้ดั่งใจ แม้แต่ตัวเราเอง

เพราะเราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

ถึงยังไงการที่ดำเนินชีวิตแต่ละวัน หรือแต่ละปี ไปอย่างมีเป้าหมายก็เป็นสิ่งดี เพราะสิ่งที่มาพร้อมกับการตั้ง “เป้าหมาย” นั้นคือ “ความหวัง” ที่เป็นดั่งน้ำหล่อเลี้ยงใจ และน้ำมันขับเคลื่อนกำลังใจในการก้าวไปข้างหน้า

บทความหน้า WE Think จึงเตรียมคำแนะนำที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายในปีใหม่นี้ได้จริงได้มากขึ้น โดยที่ในความคาดหวังและการพุ่งเป้านั้น ต้องไม่ทำร้ายใจและเซลฟ์ตัวเองไปด้วยโดยไม่รู้ตัว… แล้วพบกันปีหน้า


อ้างอิงข้อมูล

1-https://raywilliams.ca/why-we-dont-keep-our-new-years-resolutions-and-what-to-do-about-it/

2-https://medium.com/mind-cafe/how-to-forgive-yourself-and-mean-it-afaa0a5f9e8c

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *