“คนรวยเพราะขยัน คนจนเพราะขี้แพ้” มายาคตินี้เป็นธรรมดีแล้วหรือ ? ในเมื่อแม้แต่การมี “ความฝัน” ก็ต้องมีต้นทุน

“คนรวยเพราะขยัน คนจนเพราะขี้แพ้” มายาคตินี้เป็นธรรมดีแล้วหรือ ? ในเมื่อแม้แต่การมี “ความฝัน” ก็ต้องมีต้นทุน


ปรากฏการณ์ “พิมรี่พายขึ้นดอย” เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจจะขึ้นไปช่วยเหลือเด็กๆ บนดอยสูง ณ บ้านแม่เกิบ อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยการนำอาหารแห้ง และสิ่งของต่างๆ ไปให้ เนื่องในโอกาสวันเด็ก ทำให้ได้ไปเห็น และสัมผัสความเป็นจริงของผู้คนในอีกหลายชุมชนที่อยู่นอกสายตารัฐบาลไทย ว่าไม่เพียงแต่จะด้อยโอกาส และไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาพื้นฐาน แต่คนในชุมชนเหล่านี้ไม่แม้แต่ได้รับสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย กินวนๆไป แค่ข้าว พริก เกลือ ผัก ทั้งยังไม่มีแม้แต่ไฟฟ้าใช้ อันเป็นอีกปัจจัยพื้นฐานของการดำรงชีพในโลกยุคศิวิไลซ์นี้ด้วยซ้ำ

ซึ่งในคลิปของคุณพิมรี่พาย มีคำพูดจาก “ครูเจตน์ สุทธิคุณ” ครูบนดอยที่กลายเป็นโควทโปรยหัวบทความของสื่อหลายสำนักว่า…
“เด็กที่นี่ไม่มีความฝัน เพราะพวกเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร”

ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับคุณพิมรี่พาย จนยอมทุ่มเงินส่วนตัวจำนวน 550,000 บาทเพื่อติดตั้งระบบโซลาเซลล์บนดอยเพื่อให้คนที่นั่นมีไฟฟ้าใช้ พร้อมทั้งซื้อโทรทัศน์เป็นของขวัญวันเด็กให้ เพื่อให้น้องๆ ได้มองเห็นและรับรู้ว่าในโลกกว้างข้างนอกนั้นมีอาชีพ มีโอกาส มีความฝันอีกมากมายที่พวกเขาสามารถไขว่คว้าได้

และในขณะเดียวกันยังเป็น “ไวรัล” ที่ทำให้คนไทยทุกฝั่งแนวคิดได้มองเห็นอย่างชัดเจนว่าในบ้านเมืองนี้มีปัญหาความเหลื่อมล้ำในระดับสาหัสแค่ไหน มีผู้คนในมุมหลืบสังคมที่ถูกทอดทิ้งจากรัฐฯ เพราะความล้มเหลวเรื่องการจัดการงบประมาณ ความล้มเหลวของระบบราชการ และความล้มเหลวของมนุษยธรรมของรัฐบาลเผด็จการ และผู้มีอำนาจศักดินาในไทย

ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจทำให้เราได้ตั้งคำถาม ถึงอุดมคติมาตรฐานของ “การมีชีวิต” ที่ไม่อาจตัดสินกัน โดยเฉพาะในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับ 1 ของโลก

ในขณะที่คนชนชั้นกลางขึ้นไป ให้ความสำคัญกับ “ความฝัน” ประหนึ่งเป็นคุณค่าของชีวิต เป็นจุดสูงสุดของความสำเร็จ เป็นมงกุฎที่ต้องสวมโชว์หากไขว่คว้าได้ แต่ในขณะเดียวกัน “ความฝัน” อาจเป็นของหรูหรา และสิ้นเปลืองสำหรับบางคน และสำหรับอีกหลายคนก็ไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องนั้นด้วยซ้ำ

หากดูเอาจากดวงตาเป็นประกายของเด็กๆ บนดอยที่เพิ่งได้มีไฟฟ้าไว้ดูโทรทัศน์ ได้มีโอกาสเห็นว่าโลกข้างนอกมีอาชีพ มีโอกาสรออยู่ แต่สิ่งที่จะทำให้เด็กๆ เหล่านั้นไปถึงจุดหมายฝันของตัวเองได้ ไม่ใช่แค่การรู้ว่ามีโอกาสนั้นรออยู่ในเมืองใหญ่ แต่เด็กๆ ต้องได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้องมีเงินมากพอตั้งแต่ค่าเดินทาง ค่าดำรงชีพพื้นฐาน ค่าต้นทุนไปตั้งหลักตัวเอง และอย่างแรกสุดคือขอให้มีสัญชาติไทย ให้สามารถเดินทางออกไปล่าฝันนอกชุมชนนั้นอย่างถูกกฎหมายให้ได้ก่อน


ซึ่งหากพิจารณาเอาจากข้อมูลความเป็นจริงจากปากของครูบนดอย คนในชุมชนนั้นได้รับการศึกษาสูงสุดแค่ชั้นม.3 และแม้แต่พ่อแม่ของเด็กๆ เหล่านั้นก็แทบไม่มีรายได้ ฉะนั้นการบอกให้เด็กๆ “จงมีความฝัน”อย่าใช้ชีวิตอย่างไร้ความหมาย ในขณะที่พวกเขาอยู่ในจุดที่มีชีวิตเพื่อต่อสู้ให้มีลมหายใจต่อไปวันๆ นั้น ก็ขมขื่นไม่ต่างจากการที่ “ไลฟ์โค้ชไทยๆ” สั่งสอนให้คนไทยที่ไม่ได้อยู่บนหอคอยงาช้าง ก้าวออกจากความขี้แพ้ในคราบ “คนใช้แรงงาน” ออกมาไขว่คว้าหา passion ของตัวเอง โดยในขณะเดียวกันก็มีแค่ “ความฝัน” ไม่ได้ แต่ต้อง “รวย” ด้วย
โดยที่โค้ชพวกนั้นไม่เคยพูดถึง “วิธีการ” แต่มีเพียงมายาคติที่ตะโกนดูถูกเป็นแรงผลักดันตามหลังมาว่า

“คนรวยเพราะขยัน คนจนเพราะขี้แพ้” มึงจนเพราะทำตัวเอง อย่าไปโทษใคร…

ผู้คนในประเทศที่ “คนเท่ากัน” มองคนเป็นคน เชื่อเรื่อง “มนุษยธรรม” มากกว่าเชื่อว่าคนเกิดมาไม่เท่ากันเพราะ “กรรมบันดาล” ตระหนักดีว่า…ก่อนที่ผู้คนจะสามารถไขว่คว้าฝัน และทำสิ่งที่รักได้ ต้องมีพื้นหายใจก่อน

เพราะคนเราจะไม่สามารถมีกะจิตกะใจคิดถึง “ความฝัน” งานอดิเรก เอ็นจอยกับสิ่งที่ตัวเองรัก สร้างผลงานศิลปะ หรือคิดโครงการธุรกิจใดๆ ได้เลย ในขณะที่ท้องยังไม่อิ่ม และก็ยังไม่รู้ว่าเย็นนี้จะมีข้าวกินไหม ทั้งยังมีห่วงให้กังวลว่าเดือนนี้จะมีเงินพอจ่ายค่าเช่าห้องหรือเปล่า หรือถ้าเกิดวันใดป่วยขึ้นมาจะหาเงินที่ไหนไปจ่ายค่ารักษาพยาบาล ไม่ต้องพูดถึงเวลาที่จะไปนั่งอ่านหนังสือสร้างแรงบันดาลใจ หรือเงินซื้อคอร์สสอนให้ประสบความสำเร็จ

ฉะนั้น ถ้าการเมืองดี… รัฐบาลนี่แหละจะเป็นคนสนับสนุน “พื้นที่หายใจ” นี้ให้กับประชาชน นอกจากจัดสรรรัฐสวัสดิการเพื่อรองเป็นเบาะนุ่มๆ ไม่ให้บาดเจ็บยามที่ผู้คนล้มไม่ว่าจะเพราะหมดไฟในการทำงาน อยากเปลี่ยนงาน อยากตามหา passion ใหม่ๆ ในชีวิต โดยที่ไม่ต้องถอยหลังไปที่การติดลบเพราะยังมีการเยียวยา อุดหนุนเงินระหว่างว่างงานในระยะยาวที่ไม่ใช่แค่ 3  เดือน จนกว่าประชาชนจะพร้อมลุกขึ้นได้ใหม่ ในขณะที่คนไทยถ้าไม่มีต้นทุนชีวิตจากพ่อแม่ ไม่มีเงินเหลือเก็บพอให้รองพื้นไว้สัก 6 เดือน การตัดสินใจ “ล้มตัว” ลงสักที ไม่ว่าจะเพราะลาออกเพื่อเปลี่ยนงาน หรืออยากเริ่มต้นธุรกิจในฝัน มีแต่เสี่ยงกับเสี่ยง ไม่มีฟูกรองรับ และบางคนก็ถึงกับตายตั้งแต่เริ่มปล่อยมือจากงานประจำ

อาทิ ประเทศที่ดูแลประชาชนดีมากๆ เป็นอันดับต้นๆ ของโลกอย่างสวีเดน โดดเด่นเรื่องมาตรการที่รัฐช่วยสนับสนุนเหล่า Start up โดยเฉพาะที่นี่มีโครงการที่รัฐสนับสนุนเงินทุนให้ประชาชนสำหรับริเริ่มธุรกิจใหม่ๆ โดยที่ไม่ต้องผ่านสถาบันการศึกษา หรืองานวิจัยใดๆ มาก่อน ทำให้สวีเดนมีปัญหาเรื่องธุรกิจใหญ่ที่ผูกขาดตลาดน้อย และก่อให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ที่ประสบความสำเร็จเรื่อยๆ มา เช่น Spotify หรือบริษัทเกมออนไลน์ King ฯลฯ อีกทั้งยังปรับลดภาษีสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจ และเหล่า Start up เพราะรัฐบาลเชื่อว่าการปล่อยให้ประชาชนได้มีพื้นที่หายใจหายคอนั้นสามารถทำให้ผู้คนได้มีเวลาสร้างสรรค์ธุรกิจ และนวัตกรรมดีๆ เพิ่มเข้ามาในตลาด

ในขณะที่สำหรับคนที่ไม่ได้มีความฝันว่าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่มีความฝันแบบอื่น หรือแม้กระทั่งคนที่ “ไม่มีความฝัน” เลย ก็ไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และไม่ต้องรู้สึกผิดที่ “อุดมคติ” ในชีวิตตัวเองไม่สอดคล้องกับมาตรฐานความสำเร็จในสังคม ต่อให้อยากเป็นคนเรื่อยๆ หาเช้ากินค่ำ ทำงานประจำจนเกษียณ ชาวสวีเดนก็มีฟูกนุ่มๆ รองรับยามป่วย แก่ พิการ เป็นรัฐสวัสดิการที่ดูแลคุ้มกับภาษีราคาสูง หรือหากมีลูก เป็นเด็กที่มีความฝัน ในขณะที่พ่อแม่หมดไฟจะฝัน เด็กๆ ก็ไม่ต้องติดอยู่ในกรอบขีดจำกัดครอบครัวที่อาจมีรายได้ต่ำ เพราะอย่างน้อยที่นี่ก็เรียนฟรีจนถึงระดับอุดมศึกษา เรียกได้ว่าใครจะมี “ฝัน” หรือไม่มี ก็ไม่ต้องกลายเป็นที่น่าสงสาร เพราะรัฐ “ดูแล” ตามหน้าที่ แบบที่ไม่ต้องเรียกร้องให้เกิดการเจียดเงินมา “อุปการะ”

ในขณะที่ “ความฝัน” ของคนไทยนั้นมีแบบตามมีตามเกิด เพราะถูกสอนให้ก้มหัวให้รัฐ และห้ามแตะพวกศักดินา ที่ถือเงินภาษี ถือหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชนไว้ในมืออย่างโอหัง แล้วใช้จ่ายตามใจทั้งที่พวกเขาควรเป็นแค่ผู้ถูกจ้างมาบริหารเงินก้อนนั้นเพื่อบำรุงประชาชน

“อำนาจนิยม” อันเข้มแข็งนี้ ทำให้คนไทยที่ขี้ขลาดหนึ่งคน สองคน สิบคน แพร่เชื้อความขลาดเขลาออกเป็นวงกว้างกลายเป็นคนจำนวนมากในประเทศ ที่พึงสำนึกว่าตนทำอะไรไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีปากมีเสียงพอที่จะทวงถามคุณภาพที่ดีที่ควรได้จากการบริหารจัดสรรของรัฐบาลจึงหันกลับไปสั่งสอนลูกหลานให้ “โทษตัวเอง” ถ้าไม่มีต้นทุนไปสร้างฝัน หรือไม่มีโอกาสพอที่จะ “รวย”

ก่อให้เกิดมายาคติ “คนรวยเพราะขยัน คนจนเพราะขี้แพ้” ที่คนบนหอคอยใช้สอนเพื่อปลุกใจคนข้างล่าง โดยที่ไม่เคยตระหนักเลยว่าคำสอนแบบนี้ ในบ้านเมืองแบบนี้ ไม่ต่างจากการ “โทษเหยื่อ” ซึ่งเป็นผู้คนที่ถูกทอดทิ้งให้เข้าไม่ถึงโอกาส ชนชั้นกลางที่ถูกกดไว้เป็นแรงงานที่ทำงานให้นายทุน แล้วรับเงินเดือนจากนายทุนมาซื้อของนายทุนอีกทีวนๆ ไปจึงเหนื่อยล้าจน “ความฝัน” กลายเป็นของสิ้นเปลือง และ “ความสำเร็จ” เป็นแค่แอกความกดดันที่สังคมไทยยุคโทษตัวเองเก่งเอามาวางบนบ่าให้พวกเขาแบกเพิ่มอีก


อ้างอิงข้อมูล

1-https://startupfundingbook.com/funding-your-startup-in-sweden/

2-https://www.theatlantic.com/business/archive/2017/09/sweden-startups/541413/

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *