ชวนดู “His House” หนังสยองขวัญที่สิ่งที่บีบหัวใจที่สุดในเรื่องไม่ใช่ “ผี” ในผนังบ้าน แต่คือเงาความเจ็บปวดของ “ผู้ลี้ภัย”

ชวนดู “His House” หนังสยองขวัญที่สิ่งที่บีบหัวใจที่สุดในเรื่องไม่ใช่ “ผี” ในผนังบ้าน แต่คือเงาความเจ็บปวดของ “ผู้ลี้ภัย”


WE Watch สัปดาห์นี้ WE Think มาชวนดูหนัง “สยองขวัญ” ที่สิ่งที่ทำให้หลอนจนน้ำตาไหล กระตุกหัวใจมากกว่าผีตุ้งแช่ คือการที่ผู้ชมสามารถสวมรองเท้าเป็น “ผู้ลี้ภัย” ชาวซูดานใต้ที่ผ่านสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศและรอดตายจากการอพยพมาได้ไม่ถึงครึ่ง ในหนังเรื่อง “His House” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในเทศกาลภาพยนตร์ SUNDANCE ในปี 2018 ซึ่งสามารถหาชมได้ทาง Netflix

ภาพยนตร์ His House เป็นภาพยนตร์ที่มีสาระเกี่ยวกับ “ผู้ลี้ภัยชาวซูดานใต้” ที่ผ่านการศึกษาข้อมูลจากงานวิจัยต่างๆ มาอย่างละเอียด ว่าด้วยเรื่องของสามีภรรยาชาวซูดานใต้ ที่ได้รับการช่วยเหลือจากสหราชอาณาจักรฯ ในฐานะผู้ลี้ภัย จากสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ Darfur และหลังจากที่ทั้งคู่อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยนานหลายเดือน ก็ได้รับเลือกให้ได้ “ทดลอง” เริ่มต้น “ชีวิตใหม่” ในประเทศปลายทางนี้

“โบล” และ “รีอัล” รับบทโดย Ṣọpẹ́ Dìrísù และ WunmiMosaku เป็นชาวซูดานใต้ผู้โชคดี ที่เสี่ยงตายลี้ภัยมาจากบ้านเกิด และได้รับโอกาสให้มาเริ่มต้นชีวิตอีกครั้งในย่านเล็ก ๆ ใจกลางกรุงลอนดอน ซึ่งรัฐบาลอังกฤษมีการจัดเตรียมที่อยู่ให้ เป็นทาวน์เฮาส์เล็ก ๆ สองชั้น ที่แม้แต่เจ้าหน้าที่ในค่ายลี้ภัยยังบอกว่า “ที่นี่ใหญ่กว่าบ้านของเขาเองอีก” พร้อมทั้งยังเตรียมเครื่องใช้ส่วนตัวให้อีกเซ็ตใหญ่ๆ และเงินอุดหนุนจำนวน 74 ปอนด์ต่อสัปดาห์ โดยมีกฎเข้มงวดหลายประการ อาทิ ต้องรายงานตัวตลอด ห้ามทำงาน ห้ามย้ายออกจากที่อยู่ และให้ทำตัวเป็นคนดีในสังคม มิฉะนั้นจะถูกส่งกลับ

“ความสยองขวัญ” ที่บีบหัวใจได้ยิ่งกว่าชะตากรรมรันทดของวิญญาณคนตายใดๆ คือความเจ็บปวด หวาดกลัว และบอบช้ำที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญอย่างเป็นจริงบนโลกนี้ที่สะท้อนออกมาเป็น “ผี” ซ่อนอยู่ในผนังบ้าน ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือ “ปูมหลัง” อันเลวร้ายที่ตามติดมากับผู้ลี้ภัย และความรู้สึกผิดที่ “รอด” มาจนได้เริ่มชีวิตใหม่ ในขณะที่เพื่อนพี่น้องอีกหลายคนถูกทิ้งให้ตายอยู่ที่บ้านเกิด และจมทะเลสูญหาย อีกทั้งยังเป็นการที่ต้องมาอยู่ในสังคมแปลกหน้า ที่มีเจ้าของบ้านดูแคลน และมองด้วยสายตาเวทนา

ภาพจาก : https://i1.wp.com/www.itmoamun.com/wp-content/uploads/2020/10/X2NvbnRlbnQvMjAyMC8xMDA0LzE3NjM5NC90aHVtYm5haWwvaG91c2UtMTIwMF8xMjAwXzYyOC5qcGcmdz0xMTQwJmg9NTk3-1.jpg?fit=1140%2C597&ssl=1

ในซูดานใต้ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคู่สามีภรรยาผู้ลี้ภัยในเรื่อง His House ผู้คนที่นั่นต้องอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการมากว่า 30 ปี ซึ่งต้องเผชิญกับสงครามกลางเมือง ไม่ว่าจะเกิดจากเรื่องการเมือง ศาสนา มาจนถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฝ่ายตรงข้าม เช่น สงคราม Darfur ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในสงครามนี้ประมาณ 3 แสนคน และมีชาวซูดานที่ต้องอพยพกว่า 3 ล้านคน

ซึ่งในฉากหนึ่งในหนัง “รีอัล” ได้พูดถึงรอยแผลเป็นซึ่งเป็นเครื่องหมายถึงการเป็นชนเผ่าชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งเธอบอกว่าเธอทำรอยแผลเป็นของทั้งสองเผ่าที่ขัดแย้งกัน เพื่อที่เธอจะได้อยู่รอด และไม่ถูกฆ่าเพราะเป็นเผ่าตรงข้าม สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตแบบที่ชาวซูดานใต้ต้องเจอ คือต่อสู้ หลบหนีวันต่อวันเพื่อให้มีชีวิตอยู่ แม้แต่เมื่อได้มีโอกาสลี้ภัยโดยนั่งเรือข้ามทะเลมาแล้ว โดยการนั่งอัดกันมาบนเรือบดลำเล็กๆ ก็ยังทำให้ชาวซูดานหลายหมื่นชีวิตทิ้งชีวิตไว้ที่กลางทะเลเพราะเรือล่ม

ภาพจาก : https://s.isanook.com/mv/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL212LzAvdWQvMjAvMTA0NzIzLzIuanBn.jpg

โดยสหราชอาณาจักรเป็นอีกหนึ่งในประเทศในยุโรปที่เป็นแหล่งรองรับผู้ลี้ภัยชาวซูดานขนาดใหญ่ เพราะแม้แต่ผู้ลี้ภัยซูดานจำนวนมากเองก็มุ่งหมายอยากให้สหราชอาณาจักรเป็นบ้านใหม่ของพวกเขา เพราะชาวซูดานส่วนมากพูดได้แค่ภาษาอังกฤษนอกเหนือจากภาษาท้องถิ่นของตน อีกทั้งซูดานยังเคยเป็นประเทศอาณานิคมของอังกฤษมาก่อนด้วย

จากการสำรวจสำมะโนประชากรในสหราชอาณาจักรในปี 2011 พบว่ามีประชากรที่มีบ้านเกิดที่ซูดานอยู่ถึง 18,381 คน และ 16,587 คนอาศัยอยู่ในอังกฤษและในปี 2017 รัฐบาลอังกฤษยังได้สนับสนุนเงิน 3.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับ UNHCR เพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวซูดานใต้กว่า 150,000 คน ที่มาจาก White Nile, South Kordofan และ East Darfur ให้ได้รับที่พักพิง เข้าถึงการศึกษา น้ำสะอาด และสิ่งอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐาน โดยตั้งแต่ก่อนหน้านี้นับจากสงครามเริ่มปะทุขึ้น รัฐบาลอังกฤษมีการสนับสนุนเงินช่วยเหลือถึงเกือบ 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว

แต่ “His House” ก็ยังกระทุ้งถามสังคมโลกรวมทั้งประเทศของตัวเอง ที่มองปัญหา “ผู้ลี้ภัย” ในเชิง “ตัวเลข” มากกว่ามองเห็นพวกเขาเป็น “มนุษย์” คนหนึ่งที่มีชีวิตจิตใจ มีปูมหลัง มีความเชื่อและการรับรู้เกี่ยวกับคุณค่าของตัวเองที่บิดเบี้ยวจากบาดแผลของสภาพสังคมและความเป็นอยู่ที่ทำให้พวกเขาต้องหนีผ่านการเล่าเป็นเรื่องสยองขวัญ

ที่นอกจากสองสามีภรรยาผู้ลี้ภัยชาวซูดานจะต้องประสบกับบาดแผลจากปูมหลัง การผ่านสงคราม ความรุนแรง ที่ตามหลอกหลอนทั้งกลางวันกลางคืน และไม่ได้รับการเยียวยาทางจิตใจ พวกเขายังต้องประสบกับสายตาดูแคลน และเวทนาจากสังคมเจ้าของบ้าน แม้แต่ทัศนคติของเจ้าหน้าที่องค์กรที่ดูแลผู้ลี้ภัยบางคนมีต่อผู้ลี้ภัยเองก็ยิ่งทำให้พวกเขายอมรับว่าบ้านใหม่เป็น “บ้าน” ของพวกเขาได้จริง

เช่น ในฉากที่เจ้าหน้าที่ดูจะใส่ใจกับสภาพบ้านที่รัฐบาลมอบให้โบลกับรีอัล ซึ่งถูกรื้อพังยับเยิน และขู่ว่าสองสามีภรรยาจะต้องถูกส่งตัวกลับ หากปรับตัวเข้ากับที่นี่ไม่ได้ พร้อมกับมีท่าทีกล่าวโทษราวกับผู้ลี้ภัยนั้น “เนรคุณ” ต่อความมีพระคุณของประเทศที่ให้การช่วยเหลือ โดยไม่ได้สนใจว่า อาจมี “บาดแผล” ในใจผู้ลี้ภัยเหล่านี้ ที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถก้าวข้ามช่วงเวลาเลวร้ายและปรับตัวได้ไวเท่าที่สังคมผู้มีพระคุณนั้นคาดหวัง

ในขณะที่ประเทศที่ให้เกียรติ “ประชาชน” และใช้เงินภาษีจากประชาชนอย่างมีคุณค่า จนเหลือเผื่อไปช่วยเหลือคนที่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนกันอย่าง “ผู้ลี้ภัย”มีการจัดหาที่อยู่ ปัจจัยในการดำรงชีวิตให้ จนเหลือเพียงการถกเถียงว่า“ความช่วยเหลือนี้ดีเพียงพอหรือยัง”…

ทำให้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสื่อ “ภาพยนตร์” ออกมาเพื่อเป็นการตั้งคำถามกลาย ๆ ว่า ประเทศโลกที่ 1 อย่างอังกฤษ นั้นให้การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยอย่างมีมนุษยธรรมแล้วหรือไม่… และพวกเขามองเห็น “ความเป็นมนุษย์” ของผู้ที่พวกเขาให้การช่วยเหลืออยู่มากพอหรือยัง หรือมองเห็นเป็นเพียงแค่ตัวเลขจำนวนผู้ลี้ภัยที่ขอพึ่งใบบุญ ที่จะต้องทำให้ลดลงเท่านั้น

แต่สำหรับประเทศไทย เรายังคงได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการที่รัฐบาลไทยกระทำต่อผู้ลี้ภัยจนสากลโลกประณามตลอดมา ทั้งกะเหรี่ยงชาวพม่าที่ลี้ภัยมาแต่โดนกักไว้ในหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวเพื่อขายความแปลกให้นักท่องเที่ยวดู ทั้งการส่งชาวอุยกูร์กลับไปให้จีนแทนที่จะส่งไปประเทศที่สามฯลฯ ซึ่งคนไทยอาจอ้างได้ว่า เพราะลำพังประเทศเราเองก็ยังไม่มีเสถียรภาพมากพอจะดูแลแม้กระทั่งตัวเองให้ดีเลย แต่ความจริงแล้วมันยังแสดงให้เห็นชัดเจนว่ามาตรฐานความมีมนุษยธรรมของเรายังไม่พอสำหรับการ “ช่วยเหลือ”หรือแม้กระทั่งมองพวกเขาเป็น “คนเท่ากัน” ด้วยซ้ำ
เพราะทุกวันนี้คนไทยหลายคนยังไม่สามารถแม้แต่มอง “เพื่อนบ้าน” ที่เข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมายในประเทศให้เป็น “คนเท่ากัน” ได้ด้วยซ้ำทั้งที่แรงงานชาวเมียนมาร์ เขมร หรือลาวเหล่านี้ ไม่ได้เข้ามาในประเทศไทยเพื่อที่จะแบมือขออะไรให้ไทยลำบากใจ แต่แค่มาพึ่งพิงโอกาสในการทำงาน ซึ่งเป็นงานที่คนไทยหลายคนปฏิเสธจะทำอยู่แล้ว 

เป็นที่น่าขบคิดต่อไป ถึงทัศนคติต่อความมี “มนุษยธรรม” ที่มีปัญหาของคนไทย

“มนุษยธรรม” ไม่ใช่การที่เราคิดว่าตนดีกว่า เหนือกว่า เก่งกว่า มีอำนาจมากกว่าผู้อื่น ทำให้ยื่นมือเข้าไป “พยุง” คนที่บอบช้ำและอ่อนล้ากว่า หรือให้การช่วยเหลือ บริจาคให้คนจน เด็กด้อยโอกาส ด้วยทัศนคติว่ามันคือการ “ทำบุญ” พร้อมพึงตระหนักเสมอว่า “มือผู้ให้อยู่สูงกว่าเสมอ”

แต่คือการมองเห็นมนุษย์คนอื่น อย่างเป็น “คนเท่ากัน” ที่ล้วนอยากมีชีวิต มีสิทธิ์ที่จะได้อยู่บนโลกนี้อย่างไม่อดตาย และมีสิทธิ์รับความรัก และโอกาสประสบความสุขไม่ต่างกันต่างหาก


อ้างอิงข้อมูล

1-wikipedia.org

2- www.unhcr.org

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *