เพราะคิดว่าตัวเองสูงกว่า เลยไม่เห็นหัวคนอื่น จากกระแส #2021ราตรี สู่ #JusticeForVicha สองสิ่งนี้ชี้ให้เราเห็นการเข้าใจ “ความเป็นอื่น”

เพราะคิดว่าตัวเองสูงกว่า เลยไม่เห็นหัวคนอื่น จากกระแส #2021ราตรี สู่ #JusticeForVicha สองสิ่งนี้ชี้ให้เราเห็นการเข้าใจ “ความเป็นอื่น”

เกิดเหตุสลดในซานฟรานซิสโก เมื่อคุณวิชา คนไทย วัย 84 ถูกวัยรุ่นผิวดำคนหนึ่งวิ่งเข้ามาผลักอย่างรุนแรงจนล้มโดยที่ไม่มีเหตุผิดใจกันมาก่อนและทำให้คุณวิชาเสียชีวิตในเวลาต่อมา ครอบครัวเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากการเหยียดเชื้อชาติ อีกทั้งเผยว่าตั้งแต่การระบาดของ #Covid19 ครอบครัวต้องทนกับคำเหยียดหยามว่าชาวเอเชียเป็นต้นตอของเชื้อโรค จนเกิดกระแส #JustticeForVicha และ #AsiansAreHuman 

ในขณะเดียวกันเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็มีการปล่อยเอ็มวีเพลง #2021ราตรี ที่เป็นโปรเจ็คต์พิเศษที่รีเมคเพลงดังระดับตำนานอย่าง #2002ราตรี เนื้อเพลงพูดถึงจีนี่ ยักษ์ในตะเกียงวิเศษจากการ์ตูนอลาดิน พื้นเพของตัวละครดังกล่าวนั้นอยู่ในวัฒนธรรมอาหรับ แต่ในเอมวีดังกล่าวนำวัฒนธรรมอินเดียมาแสดงทั้งดุ้น น่าจะเกิดจากความคิดว่า #แขก ก็เหมือน ๆ กันหมด และความไม่เข้าใจว่า #อาหรับ และ #อินเดีย นั้นต่างกัน 

ตั้งแต่ปรากฏการณ์ #/2021ราตรี จนถึง #JusticeForVichai แสดงให้เราเห็นถึงอะไร ? 

รู้จักกับ Cultural Competence Continuum 

ทักษะความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรม (Cultural Competence) คือความสามารถในการรับรู้ ทำความเข้าใจ และมองวัฒนธรรมและกลุ่มคนอื่นอย่างเคารพและเท่าเทียม ความสามารถในการรับรู้และเข้าใจวัฒนธรรมอื่นถูกแบ่งได้เป็นหลายระดับโดยการใช้สิ่งที่เรียกว่า เกณฑ์ชี้วัดความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรม (Cultural Competence Continuum) ซึ่งมักจะแบ่งเกณฑ์ย่อยได้ 6 ระดับ 

#CulturalDestructiveness กลุ่มบุคคลที่จัดอยู่ในเกณฑ์นี้คิดว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น มองว่าวัฒนธรรมและกลุ่มของตัวเองนั้น “ขาว” ในขณะที่คนอื่น ๆ ที่แตกต่างจากตัวเองเป็นสี “ดำ” อีกทั้งยังอาจจะแสดงอาการไม่พอใจถ้าต้องร่วมกิจกรรมบางอย่างนี้ต้องเกี่ยวพันกับวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์อื่น และแสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยวเมื่อสังคมมีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงเพื่อยอมรับความหลากหลายมากขึ้น

คนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะพยายามทำร้ายบุคคลที่ตนเองมองว่า “เป็นอื่น” ทั้งทางกายและวาจา ดังในกรณีของการทำร้ายคุณวิชัยจนถึงแก่ชีวิตเพียงเพราะคุณวิชาดูเป็นคนอื่นในสังคม พฤติกรรมเห็นได้ชัดเจนขึ้นตั้งแต่การระบาดของ Covid-19 ที่ทำให้คนเอเชียนถูกเหมารวมและเหยียดหยามว่าเป็นคนจีนและเป็นต้นตอของเชื้อโรค การกระทำแบบนี้ไม่ได้แสดงว่าคนเอเชียนแย่หรือผิด แต่กลับสะท้อนว่าบุคคลที่คิดว่าตนเองเหนือกว่าและแสดงพฤติกรรมน่ารังเกียจเหล่านี้ไร้ความคิดและขาดความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในเอเชีย 

นอกจากนี้การเหยียดชาติพันธุ์ยังสะท้อนความไม่เข้าใจเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์เรื่อง เชื้อชาติ หรือ race ว่าเป็นการประกอบสร้างทาง “วัฒนธรรม” ที่คนใส่ “ความหมาย” ลงไป (เช่น คนขาวดีกว่า) ไม่ใช่สิ่งจริงแท้ทางชีววิทยา คุณลักษณะเช่นสีผิว สีผม กลายเป็นตัวชี้วัดเชื้อชาติเมื่อสังคมนิยามคุณค่าและความหมายคุณลักษณะต่าง ๆ ลงไปเพียงเท่านั้น

#CulturalIncapacity กลุ่มบุคคลที่อยู่ในเกณฑ์นี้มักจะมองกลุ่มบุคคลอื่นในแง่ลบด้วยอคติส่วนตัวหรือความเชื่อฝังหัว และมองคนอื่น ๆ เหมือนกันหมด เกณฑ์นี้รุนแรงน้อยกว่าเกณฑ์ด้านบน อาจจะไม่เกิดการพูดเหยียดหยามหรือทำร้ายร่างกายซึ่งหน้า แต่มักจะมาในรูปแบบความเชื่อฝังหัวและการส่งต่อความเชื่อนี้ไปสู่คนอื่น เช่น   #พม่าเผากรุงศรี #คนยุโรปฉลาดกว่าคนเอเชีย #มุสลิมเป็นผู้ก่อการร้าย #ผู้หญิงงี่เง่าและอ่อนแอกว่าผู้ชาย

#CulturalIndifference บุคคลที่อยู่ในเกณฑ์นี้ “รู้” และ “ยอมรับ” ว่ามีวัฒนธรรมอื่นอยู่ แต่ยังขาดความเข้าใจและไม่ได้สนใจ หรือสนใจแบบผิวเผิน กลุ่มคนเหล่านี้อาจจะชอบอาหารไทยแต่ไม่สนใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย แต่ไม่สนใจว่าคนไทยที่ทำอาหารให้ตัวเองทานถูกเหยียดหยามในโลกตะวันตกอย่างไร คนกลุ่มนี้อาจจะนำความเชื่อหรือวัฒนธรรมของกลุ่มอื่นมาหาผลกำไรโดยที่ไม่รู้จักและเข้าใจสิ่งนั้นอย่างแท้จริง หรือที่เรียกว่า #CulturalAppropiation 

หรืออย่างในกรณี #2021ราตรี ที่เนื้อหาเพลงเป็นเรื่องเกี่ยวกับจีนี่ ที่ดิสนีย์นำเค้าโครงมาจาก ยิน ตำนานสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่มีมาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย แม้เรื่องเล่าของยินจะมีมาก่อนกำเนิดของศาสนาอิสลาม แต่ในคัมภีร์อัลกุรอ่านก็กล่าวอัลเลาะห์เป็นพระผู้สร้างยิน จากตำนานคร่าว ๆ จะเห็นว่าเรื่องราวของยินหรือจีนี่ที่เรารู้จักนั้นเกิดในตะวันออกกลาง มิใช่แดนเอเชียใต้อย่างอินเดีย แต่ทว่าคณะผู้สร้างกลับไม่เข้าใจความแตกต่างดังกล่าว ไม่เข้าใจว่าอาหรับและอินเดียมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และใช้สองวัฒนธรรมมาสลับกันและหาประโยชน์แบบขาดความเคารพและเข้าใจในต้นตอของวัฒนธรรม เช่น การใช้ตัวอักษรเทวนาครี (Devanagri) ของอินเดียในเอ็มวี แทนการใช้ตัวอักษรอารบิก หรือการจำลองภาพพราหมณ์ในอินเดียซึ่งไม่มีในตะวันออกกลาง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับจีนี่เลยแม้แต่น้อย 

จีนี่ และวัฒนธรรมอาหรับ???

การกระทำเหล่านี้คือการขาดความรู้ความเข้าใจในวัฒนธรรมและกลุ่มคนอื่น และเหมารวมว่ากลุ่มคนและวัฒนธรรมอื่นล้วน #เหมือนๆกันหมด อย่างที่คนตะวันตกมองว่า #คนเอเชียนก็เหมือนกันหมด หรือ #คนไทยขี่ช้างไปโรงเรียน

#CulturalAwareness กลุ่มคนที่อยู่ในเกณฑ์นี้เปรียบดั่งบัวที่โผล่พ้นน้ำ แต่อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะนี่คือขั้นต้นเพียงเท่านั้น คนที่อยู่ในเกณฑ์นี้ยอมรับและเข้าใจความหลากหลาย เห็นว่าวัฒนธรรมและคนกลุ่มอื่นสำคัญ คนเหล่านี้ยอมรับว่ามีความแตกต่าง แต่ก็ยังเข้าใจไม่เข้าใจบ้างว่าคนเราถูกปั้นและปรุงแต่งด้วยวัฒนธรรมมาไม่เหมือนกัน อาจจะเข้าใจและเคารพวัฒนธรรมหนึ่ง แต่ไม่พอใจเมื่อคนจากวัฒนธรรมนั้นแสดงพฤติกรรมที่แปลกออกไปโดยขาดความเข้าใจว่าคนเหล่านั้นถูกหล่อหลอมมาจากวัฒนธรรมที่แตกต่างจากตน เช่น คนหนึ่งอาจจะชื่นชมวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่มองคนญี่ปุ่นที่ซดซุปเสียงดังว่าไร้มารยาท หรือคนตะวันตกอาจจะชื่นชมวัฒนธรรมไทยแต่มองว่าคนไทยอายุสามสิบที่อาศัยอยู่กับครอบครัวเป็นเรื่องประหลาด เพราะขาดความเข้าใจเรื่อง #วัฒนธรรมครอบครัวขยาย ของเอเชีย อย่างไรก็ตามข้อดีของคนกลุ่มนี้คือ พยายามและพร้อมเปิดใจเรียนรู้เกี่ยวกับความแตกต่างหลากหลาย 

#CulturalCompetence คนกลุ่มนี้สามารถพัฒนาความคิดจนมีความเข้าใจและเคารพคนที่ต่างจากตนเอง ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรมที่แตกต่าง นอกจากนี้ยังเข้าใจวัฒนธรรมในแง่มุมที่ลึกมากขึ้น เข้าใจว่าวัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจรวมและพฤติกรรมของคนในทุกแง่มุมของชีวิต รวมถึงพร้อมจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองหากมันส่งผลกระทบต่อผู้อื่น หรือมากไปกว่านั้นคือขั้น #CulturalProficiency ที่พร้อมจะศึกษาค้นคว้าและพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมและชาติพันธุ์อื่นอย่างเคารพและเข้าใจ

การขาดองค์ความรู้ทางด้านนี้ย่อมสร้างผลเสียต่อสังคม อย่างในกรณีที่เหมารวมว่าวัฒนธรรมของอินเดียและอาหรับเหมือนกันและผลิตสื่อที่เผยแพร่ความเข้าใจผิดอย่างไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือขั้นที่รุนแรงถึงขั้นทำลายชีวิตของผู้อื่นอย่างกรณีของคุณวิชา ก็น่าตั้งคำถามเหมือนกันว่าประเทศที่มองตัวเองว่าเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกอย่างสหรัฐ ฯ สอนอะไรพลเมืองบ้าง (หรือไม่ได้สอน) ถึงทำให้คนมีพฤติกรรมที่เลวทรามถึงขั้นทำร้ายผู้อื่นที่ไม่รู้จักเพียงเพราะเขาดูไม่เหมือนตนเอง

กลับมาที่กรณีคุณวิชา บางคนอาจสงสัยว่าผู้ที่ทำพฤติกรรมดังกล่าวก็เป็นคนดำที่ถูกมองว่าเป็นอื่นจากคนขาว แต่ทำไมถึงไม่เข้าใจและทำพฤติกรรมดังกล่าวต่อคนเอเชียน สิ่งนี้เกิดจาก status shifting หรือการเปลี่ยนสถานะ ในทางมานุษวิทยา สถานะของคนเรามีอยู่สองประเภทคือ สถานะที่เราเลือกไม่ได้ (ascribed status) และ สถานะที่เราเลือกและสร้างได้ (achieve status) อย่างไรก็ตามสถานะทั้งสองนั้นเหมือนบทบาทที่เราเปลี่ยนไปตามฉาก ที่บ้านเราอาจจะมีสถานะเป็นแม่ ในขณะที่โรงเรียนเรามีสถานะเป็นครู สถานะบางอย่างมีความลื่นไหล และ “ต่อรอง” ได้ อย่างคนดำอาจจะได้รับการยอมรับมากกว่าหากได้รับการศึกษาสูงและทำงานในองค์กรใหญ่

คนดำมองว่าตัวเองเป็นอเมริกันมากกว่าคนเอเชียนเพราะเขากำลังใช้อัตลักษณ์ความเป็น “อเมริกัน” ของตัวเองมองคนเอเชียนว่าเป็นคนอื่น ซึ่งมันหมายความว่า เป็นไปได้ที่คน ๆ เดียวกันกลับไปประท้วงเรียกร้องสิทธิ์ #BLM เพราะในเวทีของการเรียกร้องความเท่าเทียม เขากำลังใช้อีกอัตลักษณ์ซึ่งก็คือ “คนผิวดำ” แทนตัวเอง จะเห็นได้ว่าสถานะดังกล่าวนั้นลื่นไหลขึ้นอยู่กับบริบท 

ต้องย้ำว่าการมองว่าตนเหนือกว่าทางชาติพันธุ์ #race เป็นสิ่งประกอบสร้างทางสังคม มิใช่คุณลักษณะทางชีววิทยาที่แท้จริง และเป็นข้ออ้างของคนตะวันตกในการสร้างอาณานิคมและคงระบบทาสเมื่อหลายร้อยปีก่อน

น่าประหลาดใจเหมือนกันที่กระแสการเรียกร้องในครั้งนี้กลับเงียบ ช่างแตกต่างจากกระแส #BlackLivesMatter โดยสิ้นเชิง

การทำความเข้าใจ ให้ความเคารพ และต่อต้านความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งหนึ่งที่เราในฐานะมนุษย์และพลเมืองของโลกนี้พึงกระทำ We Think ขอเป็นส่วนหนึ่งในการเรียกร้องความยุติธรรมให้คุณวิชา

———————–

Kottak, C. P. (2011). Anthropology: Appreciating Human Diversity (14th ed.). McGraw-Hill.

(n.d.). pitt.edu. Retrieved February 2, 2021, from http://www.pitt.edu/~super1/lecture/lec4271/036.htm

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *