ผู้มีอำนาจตั้งใจทำให้เราเหนื่อยที่จะสู้ ฉะนั้นผู้มีอุดมการณ์ทั้งหลายควรมีวิธีรับมือกับ “Political Burnout” วันที่การเมืองทำให้เราหมดแรงและเกือบจะหมดไฟ

ผู้มีอำนาจตั้งใจทำให้เราเหนื่อยที่จะสู้ ฉะนั้นผู้มีอุดมการณ์ทั้งหลายควรมีวิธีรับมือกับ “Political Burnout” วันที่การเมืองทำให้เราหมดแรงและเกือบจะหมดไฟ


ปฏิเสธไม่ได้ว่าความจริงคือ “การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน” มีผลกับวิถีชีวิต คุณภาพชีวิต และบางครั้งก็กำหนดชะตาชีวิตเราในหลาย ๆ ด้าน และการเลือกที่จะ “เพิกเฉย” ต่อเรื่องการเมือง ไม่ได้หมายความว่า “การเมือง” จะหยุดมีอิทธิพลต่อเรา

แต่การมี “ช่วงพัก” ให้ตัวเองสำหรับข้อมูลข่าวสาร และการขบคิดเรื่องการเมืองเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน

ใครหลายคนคงเคยได้ยินเรื่อเรื่อง “ภาวะหมดไฟ” หรือ “Burnout Syndrome” ในแง่ของอาการเหนื่อยล้า เหนื่อยหน่ายในเรื่องการงาน อันมีสาเหตมาจากความเครียดจากงานอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้หยุดพัก การต้องทำงานที่มีความกดดันระยะยาว ยืดเยื้อ มองไม่เห็นฝั่ง หรือการทำงานโดยไม่ได้รับสิ่งตอนแทนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะในเรื่องเงิน หรือ “คุณค่า” ที่ได้จากงาน ฯลฯ

การต่อสู้ทางการเมือง ก็นำมาซึ่งภาวะ “เหนื่อยหน่าย”(Burnout) แบบนี้ได้เหมือนกัน และความเหนื่อยล้าเรื่องการเมืองนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มนักการเมือง นักเคลื่อนไหว หรือสื่อมวลชนที่ต้องรับรู้ และมีอารมณ์ร่วมกับเรื่องราวการเมือง แต่ประชาชนทั่วไป ก็สามารถประสบกับภาวะ “Political Burnout” หรือความเหนื่อยหน่ายทางการเมืองแบบนี้ได้

โดยเฉพาะสำหรับประเทศที่การต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่แค่การตรวจสอบ สอดส่องรัฐบาล หรือการอินกับการเลือกตั้งผู้นำทุกวาระ เช่นในประเทศที่มีประชาธิปไตยแล้ว แต่คือการที่ยังต้องต่อสู้เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมในฐานะ “มนุษย์” ที่พึงมีด้วยซ้ำ แม้แต่สิทธิเสรีภาพเบื้องต้น พอที่จะเรียกร้องไม่ให้รัฐและผู้มีอำนาจใช้อำนาจเด็ดขาดในการเด็ดหัวประชาชนตามใจชอบ

เพราะยิ่งผู้มีอำนาจต้องการกดขี่ประชาชนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตั้งใจทำให้ผู้คน “เหนื่อยหน่าย” กับการเมืองให้มากที่สุด ด้วยการภาคภูมิกับความไม่เป็นธรรมซึ่ง ๆ หน้า การรังแกประชาชนอย่างถูกกฎหมาย และบั่นทอนแรงใจของผู้คนด้วยการทำทุกสิ่งเพื่อยืนยันว่า “ประชาชนไม่มีอำนาจ” อยู่วันยังค่ำ

ภาวะเหนื่อยหน่าย หรือ Burnout เป็นความเหนื่อยล้าทางกาย อารมณ์ และจิตใจที่เกิดจากการมีส่วนร่วมในสถานการณ์ที่มีความกดดันทางอารมณ์เป็นเวลานานในระยะยาวโดยไม่ได้รับการเยียวยาสามารถนำไปสู่ “โรคซึมเศร้า” หรือปัญหาสุขภาพจิตได้เลยทีเดียว ถ้าหากคุณเริ่มมีอาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล มีอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ไม่มีสมาธิทำเรื่องอื่นในชีวิต ทุกครั้งที่ได้รับข้อมูลข่าวสารเรื่องการเมือง ซึ่งคุณเองก็พาตัวเองไปรับข้อมูลเหล่านั้นตลอดวัน ด้วยพฤติกรรมไม่สามารถออกห่างจากหน้าจอได้นาน เป็นอันต้องยกมือถือขึ้นมาไถฟีดเสพย์ข่าวต่อ โกรธ และดราม่าต่อวน ๆ ไป

เป็นไปได้ว่าคุณกำลังเริ่มมีอาการ Political Burnout ในเบื้องต้นแล้ว และก่อนที่มันจะพัฒนาไปเป็นความเหนื่อยหน่ายถาวร ที่กระทบกับการดำเนินชีวิตในด้านอื่น ๆ หรือทำให้คุณหยุดต่อสู้เรื่องการเมืองไปเลย

ลองหันกลับมาเยียวยา วางแผนพักฟื้นตัวเอง เพื่อที่จะสามารถสร้างสมดุลในชีวิต และไม่ให้ตัวเองเหนื่อยหน่ายกับการเมืองจนทยอยยอมแพ้ตาม ๆ กันไปจนสำเร็จสมใจตามแผนผู้มีอำนาจ

1-ดูแลตัวเองให้ดีเป็นพื้นฐาน

ไม่ว่าจะมีม็อบถี่แค่ไหน ก็ควรใส่ใจดูแลตัวเองไม่ให้บกพร่อง ไม่ปล่อยให้ตัวเองขาดสารอาหารดี ๆ ละเลยสุขภาพ หรือยอมอดหลับอดนอนจนสุขภาพเสีย เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้อง และกองกำลังที่มีศักยภาพสำหรับการต่อสู้ระยะยาวต้องมีพื้นฐานพลังงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นการต่อสู้ทางการเมือง ไปพร้อมกับการกินได้อิ่มนอนหลับได้สนิทโดยที่ความกังวลไม่รบกวนเวลานอนจึงจำเป็นมาก

2-จัดสรรเวลาหยุดพัก ปลีกตัวจาก “ปัญหา” และชาร์จพลังให้ตัวเอง

การดูแลตัวเองนี้หมายรวมทั้งทางกายและใจ จึงควรจัดสรรเวลาหยุดพักแบบเด็ดขาดให้ตัวเอง ซึ่งเป็นการพาตัวเองออกจาก “ปัญหาการเมือง” ใด ๆ ที่รู้สึกว่าตัวเองแบกอยู่ และให้เวลาตัวเองชาร์พลัง “ทุกวัน”ด้วยการปล่อยให้ตัวเองพลาดข่าวสารข้อมูลสักวันละ 3-4 ชั่วโมง ปิดสัญญาณโทรศัพท์ ปลีกตัวออกจากความวุ่นวาย ผ่อนคลายจนรู้สึกดีขึ้น ทำให้ไม่เสี่ยงต่อการ Burnout ในระยะยาว

3-หันไปโฟกัสกับสิ่งที่ชอบ และทำให้ชุ่มชื่นใจบ่อย ๆ

คนเราสามารถต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ สิทธิเสรีภาพที่พึงมี ไปพร้อม ๆ กับการอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขได้เพราะการต่อสู้ใด ๆ โดยมีพื้นฐานเป็นการกดดัน และลงโทษตัวเองไปพลางไม่ดีแน่ ฉะนั้นเพื่อเพิ่ม “พลังใจ” ให้ตัวเองมีแรงไปสู้ต่อในสนามอื่น ๆ ในชีวิตจึงควรอนุญาตให้ตัวเองทำสิ่งที่ชอบ ไปโฟกัสงานอดิเรก มีความสุขกับการทำตามฝันตัวเองไปพร้อมกันด้วย อย่าปล่อยให้ความสุขของตัวเองหล่นหายไปในระหว่างทางการต่อสู้อันยาวนาน เพราะมันเสี่ยงต่อสุขภาพจิตระยะยาวแน่ ๆ

4-ไม่เสียพลังงานไปกับการโต้เถียงที่ไร้ประโยชน์

เชื่อว่าอีกหนึ่งกิจวัตรของใครหลายคนอาจเป็นการเถียงกับสลิ่ม รบกับ IO ในโซเชียลเป็นประจำ ซึ่งปฏิเสะไม่ได้เลยว่าเป็นกิจกรรมที่ “สิ้นเปลืองพลังงาน” อย่างมาก เพราะนอกจากการโต้เถียงในสถานการณ์ที่คู่สนทนาฟังเพื่อตอบโต้ และการปลุกคนที่ไม่อยากตื่น เป็นความพยายามที่ไร้ประโยชน์ การทุ่มพลังงานไปกับกิจกรรมเหล่านี้แทนที่จะเอาพลังงานไปเคลื่อนไหวให้เป็นประโยชน์โดยวิธีอื่น จึงไม่ใช่ไอเดียที่สร้างสรรค์สักเท่าไหร่ ฉะนั้นการละออกจากสงครามที่บันทอนพลังงานเหล่านี้ อาจเป็นประโยชน์ต่อการต่อสู้มากกว่าเสียอีก

5-จัดการรับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ดีควบคู่ไปด้วย

การต่อสู้ทางการเมือง และการรับผิดชอบหน้าที่เบื้องต้น เช่นการเรียน การทำงาน ไปด้วยเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากคุณไม่สามารถรักษาสมดุลระหว่างเรื่องเหล่านี้ได้ จนอาจเสียการเรียน หรือประสิ?ภาพงานลดลง จนงานมีปัญหา โดนเจ้านายตำหนิ เสี่ยงตกงาน ย่อมนำมาสู่ “การเหนื่อยหน่าย” ได้ในที่สุด เพราะสักวันคุณอาจถอยจากอุดมการณ์ไปเลยเพราะความเครียดจากเรื่องพื้นฐานอื่น ๆ ในชีวิตด้วย ฯลฯ

6-อ่านประวัติศาสตร์

การหาหนังสือประวัติศาสตร์อ่าน ไม่ได้ช่วยเพิ่ม “ความเครียด” อย่างที่คิด แต่กลับกัน การได้รับรู้ เรียนรู้ประวัติศาสตร์มากขึ้น ทำให้เราเห็นว่า “การต่อสู้” ในปัจจุบันนั้นไม่ได้หนักหนาที่สุดอย่างที่คิด เพราะในประวัติศาสตร์ยังมีการต่อสู้มากมายกว่าที่เราจะมีวันนี้ นอกจากทำให้เห็นชัยชนะที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เป็นแรงใจให้สู้ต่อในปัจจุบันแล้ว ยังสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากประวัติศาสตร์ด้วย

7-หยุดรู้สึกว่ากำลังแบกปัญหาอยู่คนเดียว

“ปัญหาการเมือง” เป็นเรื่องของ “ส่วนรวม” อยู่ดี เพราะความจริงคือคุณไม่สามารถแก้ปัญหาใด ๆ เหล่านี้ได้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว แม้ว่าจะเป็นการรณรงค์ทำแท้งเสรี ส่งเสริมการแต่งงานเพศเดียวกัน ฯลฯ ที่มีผลต่อวิถีชีวิตคุณโดยตรงก็ตาม การหยุดเอาปัญหามาแบกเหมือนเป็นปัญหาตัวเองคนเดียวไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น และไม่สมเหตุสมผลเลยในความเป็นจริง อีกทั้งยังเพิ่มความเครียดและสามารถนำไปสู่การเหนื่อยหน่ายถาวรได้ ฉะนั้นการตระหนักถึง “พลังมวลชน” และไว้วางใจในพลังนั้นจริง ๆ จึงสำคัญมาก นอกจากทำให้คุณไม่รู้สึก “หนัก” เกินไป ยังทำให้มีกำลังใจมากขึ้นอีกด้วย

8-ไม่รู้สึกผิดหากต้องให้เวลาตัวเองได้พัก

ต่อให้คุณไม่สามารถไปร่วมชุมนุมได้ทุกวัน หรือไม่สะดวกสนับสนุนเงินให้ม็อบเท่าคนอื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณมีจิตสำนึก มีอุดมการณ์แรงกล้าเพื่อให้สังคมมนุษย์ดีขึ้นไม่เท่าคนอื่น การรักตัวเองไปด้วย และรักเพื่อนมนุษย์ไปด้วยย่อมทำไปพร้อมกันได้ คุณไม่สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมใด ๆ เพื่อโลกได้จริง หากแม้คุณเองยังไม่ให้ความเป็นธรรมนั้นแก่ตัวเองด้วย

ฉะนั้นอย่ารู้สึกผิดที่จะทำเพื่อตัวเองไปพร้อมกัน เพราะการที่คุณฝืนเครียด ฝืนสู้ต่อในขณะที่ควรได้ “พัก” บ้าง จนทำให้กองกำลังอาจเสียหนึ่งกำลังจากคุณไปด้วยการ Burnout ระยะยาวย่อมไม่คุ้มกัน

หากรู้ตัวว่ากำลังเริ่มเหนื่อยล้า และสิ้นหวังกับการต่อสู้ที่ไม่เห็นแววชนะ เพราะแม้ต่อสู้โดยสันติหรือไม่สันติ ผู้สูญเสียและผู้แพ้ก็เห็นจะมีแต่ประชาชน หรือแม้กระทั่งต่อสู้ในเกมในสภา ก็ยังไม่อาจเอาชนะความไม่เป็นธรรมใด ๆ ได้

ลองถอยออกมาวางแผนเยียวยาตัวเองควบคู่ไปกับการสู้ต่อเสียแต่เนิ่น ๆ ไม่ให้เกมการเมืองของผู้มีอำนาจบั่นทอนพลังของเราเกินไป จนแผนวางยาให้เรา “เหนื่อยจนยอมแพ้” นี้ได้ผล เพราะรัฐที่กดขี่ประชาชน ย่อมเรืองอำนาจกับการที่ประชาชนเหนื่อยจนไม่มีแรงรียกร้องอะไรต่อ


อ้างอิงข้อมูล

1-thriveglobal.com

2-medium.com

3-politicalcharge.org

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *