ความเคารพตัวเอง (Self-esteem) ต่ำ ทำให้ยอมรับความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อใจและอันตรายต่อชีวิต เพราะคนเรายอมรับความรักเท่าที่คิดว่าตนสมควรได้

ความเคารพตัวเอง (Self-esteem) ต่ำ ทำให้ยอมรับความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อใจและอันตรายต่อชีวิต เพราะคนเรายอมรับความรักเท่าที่คิดว่าตนสมควรได้


“We accept the love we think we deserve.”

“คนเรายอมรับความรักที่คิดว่าเราคู่ควร”

– The Perks Of Wallflowers

เราอาจเคยมีเพื่อน หรือคนใกล้ตัวที่ทนอยู่ในความสัมพันธ์เป็นพิษ(Toxic Relationship) ที่นอกจากจะไม่ส่งเสริมอะไรในชีวิตเลยแม้กระทั่งความสุข และความสบายใจ บางครั้งยังทำให้เหนื่อยมากขึ้น ทั้งเหนื่อยใจกับการรับมือกับนิสัยชอบสร้างปัญหาของคนรักที่ต้องไปตามล้างตามเช็ดทั้งยังมานั่งน้อยเนื้อต่ำใจในคำพูดร้ายๆ คำดูถูกดูแคลนจากปากคนรัก ที่ออกมาบ่อยกว่าคำบอกรัก แต่ก็ยังทนกับพฤติกรรมแย่ๆ เพราะหวังว่าตนจะสามารถเปลี่ยนนิสัยแย่ๆ นั้นได้

แต่ความดีและความอดทนก็ไม่เคยสัมฤทธิ์ผล เพราะบางครั้งคนรักแย่ๆ นั้นก็ยังนอกใจซ้ำๆ ทำพฤติกรรมไม่ให้เกียรติแบบเดิมๆ แถมวันดีคืนดีก็ไปไกลจนถึงลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกาย

แต่คนเหล่านั้นก็ยังคงยอมรับ “มาตรฐาน” ความสัมพันธ์เหล่านั้น แบบได้แค่ไหนก็เอา

ภาพที่ดูไม่สมเหตุสมผลเหล่านั้นล้วนมีเหตุผล… เพราะคนเรายอมรับ “ความรัก” ความสัมพันธ์ การดูแลเอาใจใส่ การเคารพให้เกียรติ ตาม “มาตรฐาน” เดียวกับที่พวกเขาให้ตัวเอง เพราะหากคนๆ หนึ่งเรียนรู้มาตรฐานเหล่านี้มาอย่างไร ก็ย่อมเชื่อในมาตรฐานระดับนั้น แม้ว่ามันจะเป็นมาตรฐานที่ต่ำเกินไป หรือเกือบจะเป็น “อาชญากรรม” แล้วในสายตาคนอื่นหรือสังคมก็ตาม

นักจิตวิทยา Jonathan Marshall Ph.D. เคยอธิบายไว้ว่า “เมื่อคนเราเติบโตมาด้วยความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย ทำให้พวกเขาไม่รู้คุณค่าในตัวเอง ส่งผลให้ขาดทักษะการเลือกคู่ครอง และความสัมพันธ์ที่ดี ทั้งยังยอมรับพฤติกรรมแย่ๆ ได้ และคิดว่าการต้องมาตามแก้ปัญหาของคนรักแย่ๆ นั้นเป็นเรื่องปกติ”

Self-esteem หรือ “ความเคารพนับถือตัวเอง” ที่ Nathaniel Branden Ph.D. นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง “How to raise your Self-esteem” ให้คำนิยามไว้ คือ ความรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถและมีคุณค่าอันเป็นผลรวมของความเชื่อมั่นในตัวเองและความเคารพตัวเอง ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นความเชื่อมั่นที่คนเรามีในตนเองยามที่ต้องเผชิญกับปัญหา สิ่งที่ท้าทาย และเป็นมาตรฐานในการให้ “สิทธิในการมีความสุข” แก่ตัวเอง

โดยคนเราเริ่มเรียนรู้ที่จะให้ความหมายตัวตนของ “ตัวเอง” และเรียนรู้ จดจำ บันทึกเงื่อนไขความเข้าใจโลก ตั้งแต่อายุ 7-12 ปี ดังนั้นปัจจัยที่หลอมให้ใครคนหนึ่งรู้สึก “ดี กับตัวเองแค่ไหน และ “รัก” ตัวเองอย่างไร เกิดขึ้นโดยมี “ครอบครัว” และสิ่งแวดล้อมเป็นตัวกำหนดอยู่มาก

คนที่โตมากับครอบครัวที่มีตัวอย่างความสัมพันธ์ที่ไม่ดีอยู่ในบ้าน ไม่เพียงแต่จะได้รับผลกระทบทางใจลึกล้ำไปถึงตัวตนภายใน จนสร้างการรับรู้คุณค่าตัวเองแบบผิดๆ ยังมีแนวโน้มโตมายอมรับมาตรฐาน “ความสัมพันธ์” ในระดับเดียวกันกับที่ตัวเองเคยเห็นและรับรู้มา

เพราะคนที่มีลักษณะเป็น “Abuser” มีความเป็น “พิษ” ในตัว ที่เป็นตัวขับเคลื่อนความสัมพันธ์เป็นพิษในครอบครัวนั้น โดยมากมักมีนิสัยบ้าอำนาจ เผด็จการ หลงตัวเอง ชอบดูถูกดูแคลนคนรอบตัวเป็นพื้นฐานฉะนั้นเด็กที่โตมาในครอบครัวที่มีความสัมพันธ์เป็นพิษ เพราะมีคนเป็นพิษอยู่ด้วย นอกจากจะได้เห็น ซึมซับ รับฟังคำพูดแย่ๆ และได้รับการเลี้ยงดูแบบไม่ให้เกียรติ และไม่เคารพซึ่งกันและกันจากพ่อแม่เหล่านั้น จนทำให้ความเคารพตัวเองต่ำลงเรื่อยๆ และรับรู้คุณค่าของตัวเองต่ำลงเรื่อยๆ ไม่พอ พวกเขายังเรียนรู้มาตรฐาน “ความรัก” และ “ความสัมพันธ์” ของพ่อแม่มาด้วย

เช่น ลูกสาวที่โตมาในบ้านที่พ่อไม่ซื่อสัตย์ต่อแม่ ไม่ให้เกียรติแม่ และทำร้ายร่างกายแม่ จึงมีแนวโน้มยอมรับผู้ชายที่มีคุณสมบัติคล้ายๆ พ่อในแบบใดแบบหนึ่งหรือทั้งหมดเข้ามาในชีวิต และรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ แม้ผู้ชายคนนั้นจะไม่ซื่อสัตย์ ไม่ให้เกียรติ และทำร้ายร่างกายเธอ เพราะคุณสมบัติเหล่านี้คือมาตรฐานความรักความสัมพันธ์แบบ “ปกติ” ที่เคยเรียนรู้มา

เพราะการอยู่กับพ่อที่ทำพฤติกรรมแบบนั้นโดยที่แม่ยอมทน จนเหมือนเป็นเรื่องปกตินั้น อาจสร้างการรับรู้ให้ลูกสาวเข้าใจว่า “ผู้ชายที่ไม่ซื่อสัตย์ นอกใจคนรัก ไม่ให้เกียรติคนรัก และทำร้ายร่างกายบ้างบางเวลา เป็นเรื่องปกติ และต้องยอมรับได้”

คนที่มีความเคารพตนเองต่ำ(Low Self-esteem) ติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษได้ง่าย ด้วยหลายเหตุผล ที่ล้วนมีเหตุมาจากการให้ตีค่าตัวเองไว้ “ต่ำ”
เพราะไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ที่มีอยู่นั้นเป็น “พิษ”…

ด้วยความที่โตมาท่ามกลางความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ(Toxic Relationship) ในครอบครัวจนชาชิน และอาจไม่เคยได้เห็นตัวอย่างมาตรฐานความสัมพันธ์ที่ดีมาก่อน จนแม้ตัวเองโตมาก็ยังไม่มีทักษะในการแยกระหว่างคนที่มีบุคลิกน่าจะสร้างปัญหาหรือคนปกติที่ควรคบ จึงไม่แปลกที่จะเลือกคนรักผิดๆ เข้ามาในชีวิต และใช้ชีวิตกับความสัมพันธ์เป็นพิษประหนึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะจากมุมมองของพวกเขาไม่ได้มองเห็นว่าการถูกกดขี่ ลิดรอนเสรีภาพ ถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ คือความเป็น “พิษ”

เพราะตั้งมาตรฐานเกี่ยวกับสิ่งดีๆ ในชีวิตที่ตนคู่ควรไว้ต่ำ

คนที่มีความเคารพนับถือตัวเองต่ำ(Low Self-esteem) ก็ย่อม “รัก” ตัวเองไม่ลง และเมื่อคนเราไม่รักตัวเอง “มาตรฐาน” สิ่งดีๆ ที่เราควรสรรหาให้ตัวเองก็ต่ำลงตามเวลาได้รับสิ่งดีๆ ความรักดีๆ หรือโอกาสดีๆ ในชีวิต
คนที่มีความเคารพตัวเองต่ำจึงมัก“รู้สึกผิด” เพราะรู้สึกว่าตนไม่คู่ควร จนทำให้ปัดสิ่งดีๆ เหล่านั้นออกไปจากชีวิต ผ่านการตัดสินใจผิดๆ หรือพฤติกรรมที่ออกมาจิตใต้สำนึกไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ในขณะเดียวกันก็มักตัดสินใจเลือก “สิ่งแย่ๆ” เข้ามาในชีวิตแทน ไม่ว่าจะเป็นคนรักแย่ๆ เพื่อนแย่ๆ หรือแม้กระทั่งงานที่กดขี่ตัวเอง เพราะพวกเขาตั้ง “มาตรฐาน” สิ่งต่างๆ ในชีวิตตามที่คิดว่าตน “คู่ควร”

เพราะไม่ตระหนักว่าตนมีสิทธิ์ออกไปจากความสัมพันธ์นี้

คนที่มีความเคารพนับถือตัวเองต่ำ ที่ติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อใจ และบางครั้งก็ทำร้ายร่างกายด้วย บางครั้งก็เป็นเพราะพวกเขาไม่คิดว่าตนมีสิทธิ์ที่จะพ้นจากสิ่งแย่ๆ ไปได้ด้วยซ้ำ เพราะลึกๆ แล้วยังเชื่อว่าตน “คู่ควร” กับสถานการณ์แบบนี้แล้ว และถึงอยากจะออกไป ก็ไม่เชื่อมั่นว่าตนเข้มแข็ง กล้าหาญมากพอที่จะพาตัวเองออกไปให้พ้น โดยเฉพาะผู้หญิงไทยที่แต่งงานเข้าไปใน Toxic Relationship แล้วตามกฎหมาย หรืออาจมีลูกแล้ว ยิ่งยากที่จะพ้นออกมา เพราะกลัวสังคมตัดสินคุณค่าการเป็น “หญิงม่าย” ซ้ำอีก

เพราะกลัวว่าจะต้องอยู่คนเดียว มากกว่าอยู่กับคนที่ไม่ดีต่อใจ

การไม่รักตัวเอง สัมพันธ์กับความเชื่อว่าตัวเองมี “สิ่งที่ขาด และต้องการคู่ครองเข้ามาเติมเต็ม” ซึ่งเป็นแนวคิดโรแมนซ์ๆ ที่คนไทย romanticize มันมานานผ่านเนื้อเพลง หรือโควทหวานๆ ในหนังสือคำคม อาจเป็นเพราะคนไทยไม่น้อยโตมาในครอบครัวที่เป็นพิษจนเป็นเรื่องปกติ ฉะนั้นคนที่ถูกพิษร้ายบั่นทอนความเคารพคุณค่าในตนเอง จึงมีความเชื่อว่าการอยู่กับคนรักที่ดีบ้างร้ายบ้าง แม้ไม่สร้างสรรค์ชีวิต อาจดีกว่าการต้องอยู่คนเดียวแบบขาดๆ ???

“Toxic Relationship” กับ การมี “Self-esteem ต่ำ” นั้นเป็นวงจรอุบาทว์ เพราะมันส่งเสริมกันอย่างคล้องจองลงตัวสุดๆ เพื่อ “กักขัง”เหยื่อไว้ในกรงนั้น…

การอยู่ใน “ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ” ที่ต้องอยู่กับคนที่เป็นพิษ พฤติกรรมร้ายๆ จากคนที่เป็นพิษทำให้ “ความเคารพนับถือในตัวเอง” ของเหยื่อต่ำลง…และในขณะเดียวกันเมื่อความเคารพตัวเองของเหยื่อยิ่งต่ำลง เหยื่อก็ยิ่งคิดว่าตนคู่ควรจะอยู่ใน “ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ” นี้ต่อไป

เป็นวงจรอุบาทว์วนไปไม่รู้จบจนกว่าจะตายไปข้าง หรือจนกว่าวันที่ “เหยื่อ” จะเกิดการ “เรียนรู้” ซึ่งเป็นไปได้มากกว่าการหวังให้คนที่มีลักษณะ Toxic ซึ่งมี “อำนาจ” อยู่ในมือ เพราะมีแต้มต่อในพลวัตอำนาจ(Power Dynamic)ในความสัมพันธ์ปราณีเหยื่อและเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง

หากคุณมีเพื่อน คนใกล้ตัว หรือคนที่คุณแคร์ ที่กำลังอยู่ในจุดนี้ คุณอาจช่วยเขาให้เรียนรู้ที่ตระหนักใน “คุณค่า” ของตัวเอง ด้วยการบอกซ้ำว่าพวกเขามีค่า มีผู้คนมากมายรักเขา คอยสนับสนุนเขา และบอกซ้ำว่าพวกเขาเข้มแข็งพอที่จะออกมาจากความสัมพันธ์นั้น พร้อมชี้ให้เห็นว่า“มาตรฐาน” ความสัมพันธ์ที่ดี ที่มนุษย์ควรได้รับจากคนที่ “รัก” กันจริงๆ เป็นยังไง ซึ่งอาจง่ายกว่าการชี้ให้เห็นว่าคนรักของพวกเขาเป็น “พิษ” ยังไง เพราะพวกเขาไม่ได้เรียนรู้มาว่าสิ่งแย่ๆ เหล่านั้นคือ “พิษ” โดยเฉพาะเมื่อแม้แต่พ่อแม่ก็หล่อเลี้ยงพวกเขาให้เติบโตมากับสิ่งนั้น


อ้างอิงข้อมูล

1-www.youniversetherapy.com

2-www.perpetuaneo.com

3-หนังสือ “How to raise your self-esteem” By Nathaniel Branden Ph.D.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *