หยุดไล่ประชาชนไปนอนในเถียงนา ถ้าไม่มีปัญญาแก้ปัญหาก็ลาออกไป

หยุดไล่ประชาชนไปนอนในเถียงนา ถ้าไม่มีปัญญาแก้ปัญหาก็ลาออกไป


สถานการณ์การระบาดของโรคโควิดทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด หากรัฐบาลยังไม่มีวิธีที่เหมาะสมในการหยุดยั้งโรคระบาด ประเทศไทยมีแน้วโน้มที่จะมีผู้ติดเชื้อใหม่เดือนละหลักแสนคน และมีแนวโน้มที่จะมีผู้เสียชีวิตหลายพันคนต่อเดือน

จำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โรงพยาบาลรัฐมีจำนวนเตียงไม่พอที่จะรับรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงต่าง ๆ อีกทั้ง วัคซีนซิโนแวคก็ยังไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างน่าพอใจ จนเกิดเป็นแคมเปญ #ฉีดPfizerให้บุคลากรทางการแพทย์

ภาพจาก https://www.pharmaceutical-technology.com/news/pfizer-biontech-vaccine-efficacy/

เมื่อจำนวนเตียงของโรงพยาบาล และ จำนวนบุคลากรทางการแพทย์นั้นไม่เพียงพอต่อการดูแลผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นในจำนวนขนาดนี้ หลายคนที่เป็นผู้ติดเชื้อใหม่นั้น ต้องเสียชีวิตทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เข้ารับการรักษาเสียด้วยซ้ำ อย่างที่ข่าวนำเสนอไปในหลายกรณีที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ

เตียงโรงพยาบาลขาดแคลนจริงหรือไม่ ? แล้วหากเตียงในโรงพยาบาลยังคงเหลือไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐ หรือ โรงพยาบาลเอกชน เหตุใดประชาชนชาวไทยจะต้องนอนรอความตายอยู่ที่บ้านของตนเอง เพราะอะไรเหรอครับ ? เพราะพวกเขาไม่ใช่คนมีชื่อเสียง ? เพราะพวกเขามีเงินไม่มากพอ เพราะชีวิตของประชาชนชาวไทยไม่ได้มีคุณค่าอะไรปล่อยให้มันนอนรอความตายอย่างน่าเวทยาที่เถียงนาก็ไม่มีใครมาสนใจ ? แบบนี้เหรอครับ ความคิดเห็นจากนายแพทย์ ในฐานะของโฆษก ศบค.

ผมมีความสงสัย สงสัยมากมายเหลือเกินว่าเหตุใด ภาครัฐจึงไม่ประสานงานกับโรงพยาบาลเอกชนต่าง ๆ ที่ยังพอจะเหลือเตียงว่างอยู่ให้ช่วยดูแลผู้ป่วยเป็นกรณีพิเศษ โดยภาครัฐต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น งบประมาณของรัฐถูกนำไปใช้แจกจ่ายกับนโยบายแจกเงินต่าง ๆ มากมาย คำถามสำคัญคือ เหตุใดจึงไม่ใช้เพื่อปกป้องชีวิตของประชาชน เพราะ การปล่อยให้มีผู้ติดเชื้อโควิดอยู่นอกสถานพยาบาลและไม่ได้รับการดูแล เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เขากักตัวเองอยู่ในบ้านไม่ไปแพร่เชื้อที่อื่นใด เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสมาชิกในบ้านจะไม่ติดโรคโดยไม่รู้ตัวจนกลายเป็นคลัสเตอร์ แล้วเราต้องสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจมากแค่ไหน กับสิ่งที่รัฐสามารถบริหารจัดการและป้องกันการเกิดความเสี่ยงนี้ได้ แต่เหตุใด ทำไมจึงไม่ทำเช่นนั้น แต่กลับปล่อยให้คนนอนรอความตายเพียงลำพังโดยไม่ได้รับการรักษา

ผมมีความประหลาดใจมากมายเหลือเกินกับคำแถลงของ นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน เมื่อวานนี้ (6 กค. 64) ที่เสนอเถียงนาโมเดล โดยมีใจความว่า “ภาคอีสานเราพื้นที่กว้างขวาง เถียงนาโมเดลเกิดขึ้นที่ภาคอีสาน กลับมาแล้วไปนอนในเถียงนา ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว ป่วยไม่มาก อาการไม่มากกักกันตัวก็นอนอยู่ตรงนั้นได้ มีคนส่งข้าวส่งน้ำเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งน่ารักมาก ขอให้ใช้วิธีต่าง ๆ เหล่านี้ จากภูมิปัญญา คิดจากพื้นที่ ช่วยกัน” คือ… คุณหมอครับ ผู้ป่วยเป็นโรคโควิดครับ เป็นโรคระบาด ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิต คุณหมอให้เขาไปนอนที่เถียงนา ให้ดูแลตัวเอง แล้วถ้าเชื้อมันเข้าไปกินปอดจนเขาเสียชีวิตคุณหมอรับผิดชอบได้มั้ยครับ หรือไม่เป็นไรครับ เพราะคุณหมอรับแค่ชอบ ไม่เคยต้องรับผิดต่อการสูญเสียของชีวิตของประชาชนอยู่แล้ว

ผมประหลาดใจว่านี่คือคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นคุณหมอ ผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาและปกป้องชีวิตของประชาชนจริง ๆ หรือ ? ราวกับคุณหมอไม่เห็นว่าโรคนี้มันเป็นโรคที่มันมีอันตราย ราวกับบอกว่าปวดหัวไปกินยาพารานอนพักเดี๋ยวก็หาย … นี่มันโรคระบาดที่คร่าชีวิตคนไปหลายล้านคนทั่วโลกไปภายในปีเดียวนะครับ คุณหมอมีความรู้ความเข้าใจต่อโรคนี้เพียงพอหรือเปล่าครับ หรือเข้าใจแบบไหน แล้วที่บอกให้คนไทยตั้งการ์ดสูง ๆ ตั้งการ์ด ๆ คืองี้ครับ …

ผมขอใช้พื้นที่เล็ก ๆ นี้ในการบอกว่า จริง ๆ แล้ว เราคนไทยอดทนกันมามากแล้วครับ ตั้งแต่ครั้งแรกคลัสเตอร์เกิดจากสนามมวยที่มีผู้บริหารเป็นภาครัฐ คลัสเตอร์ที่สองเกิดจากบ่อนการพนันก็เป็นคนมีสีที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีก คลัสเตอร์คลองเตย และอีกมากมาย เราอดทนกันมาจนถึงวันนี้ วันที่ต่างชาตินั้นได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพ และกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ อเมริกา จีน จัดคอนเสิร์ตได้แล้ว อังกฤษจัดแข่งขันฟุตบอลได้แล้ว แต่คนไทยที่อดทนมาตลอดยังต้องมีความกลัวกับโรคติดต่อนี้ต่อไป เรายังคงต้องตั้งการ์ดสูง และหากใครติดเชื้อในช่วงนี้ก็ต้องนอนรอความตายเพียงลำพังแบบนั้นเหรอ

คุณหมอพูดราวกับคนไทยไม่ดูแลตัวเอง ทั้ง ๆ ที่การระบาดที่เกิดขึ้นมานั้นส่วนหนึ่งก็เกิดขึ้นมาจากการจัดการที่หละหลวมของภาครัฐ วันนี้นายกฯ ต้องกักตัว 14 วัน หลังเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ คุณหมอลืมแจ้งให้นายกตั้งการ์ดเหรอครับ ?

น่าประหลาดใจนะครับว่าเหตุใดนโยบายในการจัดการโควิดจึงก่อให้เกิดปัญหาตามมาในแทบจะทุกกระบวนการ ตั้งแต่การเลือกจัดซื้อวัคซีนที่เลือกซิโนแวคเป็นม้าเต็งแล้วก็ได้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอต่อการควบคุมโรคมา การทำนโยบายแจกเงินซึ่งจะก่อหนี้สินให้คนรุ่นหลังตามมาจำนวนมหาศาล นโยบายการล็อคดาวน์ที่มีความเข้มข้นเป็นช่วง ๆ ขอขยายความสักนิดเพื่อความเข้าใจเพิ่มเติมครับ ในช่วงที่ล็อกดาวน์เรามีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตในจำนวนไม่มาก หลายวันที่ ศบค.ออกมาประกาศจำนวนผู้ติดเชื้อหลักหน่วยแต่เราก็ยังล็อกดาวน์กันอยู่ แต่วันนี้จำนวนผู้ติดเชื้อมากเป็นประวัติการณ์คือ 6,000 กว่าคน ตามตัวเลขที่ ศบค. ประกาศ แต่เราไม่ล็อกดาวน์กันครับ

คุณว่ามันแปลกมั้ย ถ้าจะบอกว่ารัฐบาลไม่ล็อกดาวน์เพราะไม่มีเงินชดเชยแล้ว ก็นี่แหละครับคือผลสะท้อนจากการบริหารงานที่ผิดพลาดและไม่รอบคอบของรัฐบาลมือสมัครเล่น พอเกิดปัญหาขึ้นก็พูดได้แค่ว่า ภาครัฐทำได้ดีที่สุดแล้ว เหมือนอย่างที่รองนายกฯ ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้สัมภาษณ์เมื่อปลายเดือนที่แล้ว (มิ.ย. 2564) ว่า

“รัฐบาลออกมาช่วยหรือไม่ สํานักงานประกันสังคมมีมาตรการช่วยเหลือแรงงานร้อยละ 50 ของรายได้ต่อเดือนรัฐบาลช่วยทั้งหมดแล้ว จะเอาอะไรอีก”

… ด้วยความไม่เคารพครับท่าน สิ่งที่คณะรัฐบาลของพวกท่านจะช่วยเหลือประเทศได้ดีที่สุดคือการลาออกทั้งคณะ ยุติการสืบทอดอำนาจ แล้วปล่อยให้ผู้บริหารมืออาชีพ เข้ามาบริหารเพื่อแก้วิกฤติของประเทศครับ ทั้งวิกฤติโรคระบาด และ วิกฤติทางเศรษฐกิจ

ชีวิตของประชาชนชาวไทยทุกคนมีคุณค่าครับ ไม่มีใครควรต้องนอนรอความตายอยู่ที่เถียงนาโดยไม่ได้รับการรักษาอยู่เพียงลำพัง ไม่มีใครควรต้องเสียสละโดยการหยุดธุรกิจของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนธุรกิจเจ๊ง ไม่มีใครควรต้องอดทนเรียนออนไลน์อีกต่อไปในวันที่ทั่วโลกเขาไปพ้นจากปัญหานี้แล้ว ในวันนี้คนไทยยังต้องอดทนอยู่กับปัญหาเดิม ๆ นี่คือภาพสะท้อนของการบริหารอันไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลชุดนี้ครับ

ยังมีใครบอกว่าการเมืองไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนอีกมั้ยครับ ? ไม่ว่าใครจะเป็นนายกเราก็ต้องทำมาหากินเหมือนเดิม ยังมีใครพูดมั้ย ? ผมจะบอกให้ฟังสั้น ๆ นะครับ ถ้าเรามีผู้บริหารประเทศที่มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถ มีการวางแผนรอบด้านในการจัดการกับโรคระบาด ป่านนี้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ป่านนี้เราได้เปิดประเทศ ป่านนี้เด็ก ๆ เยาวชนของเราได้ไปโรงเรียน รอยยิ้มของคนไทยทุกคนจะกลับมาแล้วครับ เหมือนที่เกิดขึ้นแล้วในประเทศที่มีผู้บริหารประเทศมืออาชีพหลายประเทศ


อ้างอิงข้อมูล

https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2135841

https://news.thaipbs.or.th/content/305887

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *