“วัฒนธรรมเช้าชามเย็นชาม” Normalize การทำทุกสิ่งด้วยมาตรฐานขั้นต่ำสุดจนคนไทย “ทน” ได้แม้กับคุณภาพชีวิตมาตรฐานขั้นต่ำสุด

“วัฒนธรรมเช้าชามเย็นชาม” Normalize การทำทุกสิ่งด้วยมาตรฐานขั้นต่ำสุดจนคนไทย “ทน” ได้แม้กับคุณภาพชีวิตมาตรฐานขั้นต่ำสุด


เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้พบกับพิษสงของ “วัฒนธรรมเช้าชามเย็นชาม” ในสังคมไทยกันมาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นตำรวจที่ไม่รับทำคดีวิ่งราว หรือแม่ค้าออนไลน์โกงเงิน เพราะอ้างว่ามีคดีแบบนี้ล้นมือทุกวันแล้ว พนักงานไปรษณีย์ที่โยนพัสดุเข้ามาในบ้านแม้จะติดป้าย “ระวังแตก” ตัวเท่าช้างอยู่ทนโท่ แม่ค้าที่ทำอาหารแบบสั่วๆ แล้วขายอาหารสกปรกให้เรากิน ร้านอาหารที่เราสั่งอีกอย่างแต่ได้อีกอย่างแต่เรากลับดูกลายเป็นคนผิดเมื่อทักท้วง หรือองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ขยันเปิดบูธตามห้างในประเทศที่การกดขี่และลิดรอนสิทธิมนุษยชนเบื้องต้นไม่เคยหมดไป ฯลฯ

ในขณะที่เหตุการณ์นั้นๆ อาจเพียงทำให้เราหัวเสียได้ทั้งวัน หรือทำให้เราไม่ได้รับความเป็นธรรมในชีวิต แต่หาก “วัฒนธรรมเช้าชามเย็นชาม” นี้อยู่ในวงการสื่อมวลชน ระบบราชการ ระบบบริหารที่กำหนดทิศทางประเทศ อยู่ในอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ อุตสาหกรรมอาหารและยา บริษัทก่อสร้างตึกอาคารต่างๆ ซึ่งมี “ชีวิต” และความเป็นอยู่ของผู้คนเป็นเดิมพัน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง???

คำว่า “เช้าชามเย็นชาม” ในภาษาอังกฤษอาจเปรียบได้กับวลีที่ว่า “Doing the bare minimum” ซึ่งแปลว่า “การทำด้วยมาตรฐานขั้นต่ำสุด” อธิบายวัฒนธรรมการทำงานแบบสั่วๆ ขอไปที ไร้ซึ่งจรรยาบรรณของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะราชการหรือเอกชน ที่มีผลกับคุณภาพชีวิตคนไทยได้ดี

“วัฒนธรรมเช้าชามเย็นชาม” เชิดชูคนทำตามหน้าที่
เพราะการไร้จรรยาบรรณในหน้าที่เป็นเรื่องปกติ

“วัฒนธรรมเช้าชามเย็นชาม” หรือการทำหน้าที่ต่างๆ ในชีวิตของตนด้วยมาตรฐานขั้นต่ำสุด เพื่อ “สงวนพลังงานส่วนตัว” ไว้ มีรากฐานมาจาก “จิตวิญญาณที่ขาดแคลน” นั่นแหละ เพราะมันมาจากความรู้สึกว่า “ฉันไม่มีพลังเพียงพอที่จะมุ่งมั่นเพื่อเสิร์ฟสิ่งที่ดีที่สุด การบริการที่ดีที่สุดให้ใครได้ เพราะแม้ตัวฉันเองก็ยังมีไม่เพียงพอ”

และอาจมีต้นเหตุมาจากหลายปัจจัยต่อมา เช่น

1.ไม่รักงาน เพราะไม่ได้ทำงานตรงกับ passion ของตัวเอง

เช่น ทหารที่พยายามจะเป็นนักบริหารประเทศ ซึ่งการมีทัศนคติ วิสัยทัศน์ ระดับความรู้เพียงพอจะเป็นทหารดูแลรั้วของชาติเท่านั้น อาจทำให้เศรษฐกิจล่ม ประชาชนอดตายหรือตายเพราะโรคระบาดกันทั้งหมด แต่ก็ยังอุ่นใจที่ไม่มีใครมายึดอาณานิคมได้แน่ เพราะทหารผู้บริการประเทศเอางบประมาณชาติไปซื้ออุปกรณ์เตรียมรบหมดแล้ว

ขอบคุณภาพประกอบจาก : thairath.co.th

2.ไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เพียงพอ

เช่น ข้าราชการที่อยากรีบทำงานรีบกลับ ให้บริการประชาชนเหมือนต้องกราบให้ทำ เป็นต้นแบบของคำว่า “เช้าชามเย็นชาม” ที่แท้ เพราะแม้ข้าราชการไทยจะสามารถพาครอบครัวมาเกาะชายผ้าร่วมรับสวัสดิการรักษาพยาบาลได้ ซึ่งเป็นสวัสดิการพื้นฐานที่พึงได้ในทุกอาชีพด้วยซ้ำก็ตาม แต่เรทเงินเดือนข้าราชการก็ยังต่ำ และต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อไต่บันไดแลกเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นมาปีละไม่กี่บาท

3.ไม่มีระบบตรวจสอบ หรือควบคุมคุณภาพคนทำงานอย่างจริงจัง

เพราะความจริงคือสังคมไม่สามารถคาดหวัง หรือคาดคะเนความมี “จรรยาบรรณ” มี “จิตสำนึก” “มนุษยธรรม” หรือความ “เห็นอกเห็นใจ” ของใครได้ ฉะนั้นจึงควรมีหน่วยงานที่สามารถตรวจสอบคุณภาพ และความเป็นธรรมของคนทำหน้าที่ พร้อมทั้งดูแลคนทำหน้าที่ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าที่ประเทศนี้ไม่มี หรือมีก็เป็นตัวอย่างที่ไร้จรรยาบรรณพอๆ กัน ตราบใดที่ “จรรยาบรรณ” ยังต้องแพ้ให้กับ “อำนาจมืด” ของเผด็จการเสมอ

ขอบคุณภาพประกอบจาก : thairath.co.th

ทัศนคติยึด “มาตรฐานขั้นต่ำสุด” ไว้ก่อนได้จะพาเราไปเจออะไรได้บ้าง…

คงไม่ใช่แค่ความเสี่ยงที่จะได้กินราเมงปนน้ำลายเด็กเสิร์ฟเพราะไปท้วงว่าทำเมนูมาผิด ไปทำงานสายจนโดนหักเงินเพราะรถไฟฟ้าเลทไปสองชั่วโมง หรือขาหักเพราะคนขับรถเมล์ขับกระชากจนตกรถแน่นอน

แต่คือภาพวิกฤติที่คนไทยกำลังประสบในปัจจุบันเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการบริหารบ้านเมืองของผู้นำที่ไร้ความสามารถแต่ก็ยังมีความโลภ และคำนึงถึงเหตุผลส่วนตัวมากกว่าละอายใจกับภาพศพคนตายข้างถนนหรือสื่อที่ยังคงอวยรัฐบาลเผด็จการแทรกทุกครั้งที่ต้องรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดและข่าวคนฆ่าตัวตายยกครัวเพราะพิษเศรษฐกิจ แม้กระทั่งหมอที่จ้องจะขายวัคซีนให้นายทุน มาก่อนสุขภาพและสวัสดิภาพของผู้คน โดยไม่คำนึงถึงจรรยาบรรณวิชาชีพที่ร่ำเรียนมาอีกต่อไป

และที่ร้ายหนักขึ้นไปอีก คือหากสังคมชินกับการได้รับ “มาตรฐานขั้นต่ำสุด” มาตลอด ในที่สุดการเรียกร้องคุณภาพชีวิตในมาตรฐานที่มนุษย์ควรได้รับจะกลายเป็นเรื่อง “ผิดปกติ”

ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมไทยแล้ว และฝังรากลึกลงไปในความคิด ค่านิยม ทัศนคติของคนไทยไปแล้วด้วย เห็นได้จากการที่สังคมมักมองว่าใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นทักท้วงสิทธิของตน หรือเรียกร้องมาตรฐานสิ่งใดๆ ที่ตนพึงได้ มักถูกสังคมมองว่าเป็นพวก “ก้าวร้าว” หรือ “ขี้วีน” ไม่ประนีประนอม และกลับมองว่าการ “หยวนๆ” ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่บ้าง อดทนเอาบ้าง จนเคยชินกับความเชื่อว่าการโยนภาระรับผิดชอบความล้มเหลวของคนทำงานต่างๆ ในสังคมใส่ตัวเอง แล้วกดฟันทนกลืนความไม่เป็นธรรมลงคอต่อไปเป็นเรื่องปกติที่อารยชนไทยพึงกระทำ

จึงไม่แปลกที่แม้วิกฤติจะจ่อคอหอย มีคนป่วยไม่มีที่รักษาจนสิ้นใจตายอยู่บนถนนหน้าบ้านแล้ว แต่คนไทยหลายคนก็ยังพร่ำสอนชาวบ้านให้อดทน “จงพึ่งตัวเอง อย่าเอาแต่โทษรัฐบาล”

และแน่นอนว่าคนที่ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างด้วย “มาตรฐานขั้นต่ำสุด” ให้ตัวเองเสมอ จะเป็นคนเดียวกันกับคนที่มี Self-esteem สูง ที่รู้คุณค่าของตัวเอง และตระหนักว่าตนมีสิทธิ เสรีภาพ และพึงได้รับคุณภาพชีวิตที่ดีในฐานะประชากรผู้เสียภาษีเพื่อเดินหน้าประเทศไปไม่ได้

ฉะนั้น “เผด็จการ” จึงตั้งใจเลี้ยงไข้ให้สังคมไทยรับได้กับ “มาตรฐานขั้นต่ำสุด” เพื่อให้คนไทยหุบปาก ยอมเก่ง และไม่คิดลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อตัวเอง ด้วยการหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมแบบ “เช้าชามเย็นชาม” ต่อไปตั้งแต่ระดับบนลงล่าง ตั้งแต่ระบบบริหาร ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ จนวัฒนธรรมนี้ระบาดไปถึงหน่วยงานเอกชนต่างๆ ที่ล้วนมีส่วนเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนประเทศ

ผ่านวิธีปลูกฝังค่านิยมศิโรราบต่ออำนาจนิยม “เลียนายจึงได้ดี” จนข้าราชการไม่จำเป็นต้องมุ่งมั่นสร้างเนื้องานเพื่อขับเคลื่อนประเทศที่ไม่ได้ทำให้เติบโตง่ายไปกว่าการรับใช้คนมีอำนาจ

ผ่านการบีบให้คนไทยเคยชินกับความขาดแคลน การต้องแย่งชิงสวัสดิการต่างๆ จนยอมจำนนกับความล้มเหลวไร้สมรรถภาพของรัฐบาล เพราะเชื่อว่าตนไม่สามารถต่อสู้เรียกร้องเพื่อตัวเอง มากไปกว่าโทษโชคชะตาที่ทำให้มาเกิดที่นี่

ผ่านการปลูกฝังให้คนไทยมี “ทัศนคติทาส” ที่ยอมรับคุณภาพชีวิตเท่าที่ผู้มีอำนาจโปรย “มาตรฐานขั้นต่ำสุด” ให้

ซึ่งวงจรอุบาทว์ของการทำอะไรแบบเช้าชามเย็นชาม ทั้งยอมรับและเสิร์ฟ “มาตรฐานขั้นต่ำสุด” หมุนเวียนกันในสังคม จนบ่อนทำลายประเทศนี้ไม่เหลือชิ้นดีจะหยุดลง…

ต่อเมื่อคนไทยกลับมาตระหนักได้ ว่าเราทุกคนล้วนมีคุณค่า มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครสมควรได้รับสิ่งที่ดีเหนือกว่าใครโดยที่ต้องมีคนชนชั้นใดปาดเนื้อให้

และในฐานะผู้ใช้บริการที่จ่ายเงินเพื่อซื้อการบริการ หรือทั้งในฐานะประชาชนผู้เสียภาษีจ้างรัฐบาลมาขับเคลื่อนประเทศ เราทุกคนคู่ควรได้รับคุณภาพชีวิตใน “มาตรฐานที่ดีพอ” โดยไม่ต้องกัดฟันทน


ขอบคุณรูปภาพประกอบจาก : unsplash.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *