มายเซ็ต “บ้าความสำเร็จ” แบบไลฟ์โค้ชไทยทำลายสังคมได้มากกว่าที่คิด เพราะแก่นคือการส่งเสริมให้คนฉกฉวยผลประโยชน์จากความเหลื่อมล้ำ และมองข้ามปัญหาเชิงระบบ

มายเซ็ต “บ้าความสำเร็จ” แบบไลฟ์โค้ชไทยทำลายสังคมได้มากกว่าที่คิด เพราะแก่นคือการส่งเสริมให้คนฉกฉวยผลประโยชน์จากความเหลื่อมล้ำ และมองข้ามปัญหาเชิงระบบ


ต้องขออนุญาตใช้คำว่า “ไลฟ์โค้ชไทย” อย่างเฉพาะเจาะจง เพราะความจริงแล้วแนวทางของไลฟ์โค้ชสากล กับผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็น “ไลฟ์โค้ช” และเป็นที่รู้จักในฐานะไลฟ์โค้ชในสังคมไทยมีแนวทางต่างกันมาก ในขณะที่ไลฟ์โค้ชทั่วไปในทางสากล คือผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยไกด์ให้ผู้คนตระหนักเห็นแนวทางในชีวิตของตัวเอง และสามารถปลดพันธนาการจิตใต้สำนึกของตนออกจากปมปัญหาต่างๆ ภายในเพื่อการพัฒนาตัวเอง แต่ไลฟ์โค้ชไทยกลับมุ่งเน้นปลุกใจและสอนให้คนไทย “อยากรวย” และประสบความสำเร็จในการมีธุรกิจส่วนตัว

ประหนึ่งว่าคนพวกนี้ก็รู้แก่ใจ ว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของสังคมไทยคือการมีช่องว่างแห่งความเหลื่อมล้ำติดอันดับต้นๆ ของโลก จนต้อง“รวย” เท่านั้นถึง“รอด” แต่แทนที่จะใจใหญ่ให้สมกับคำพูดใหญ่ๆ ที่ไลฟ์โค้ชเหล่านี้ชอบโพสต์ด้วยการพาให้ผู้คนมองเห็นปัญหา เพื่อที่จะแก้ปัญหาในสังคมอย่างยั่งยืนคนที่เรียกตัวว่า “โค้ช” เหล่านี้กลับเลือกที่จะสอนให้ผู้คนแก้ปัญหาด้วยความเห็นแก่ตัว และเลือกมองข้ามปัญหาเชิงระบบต่อไปเพื่อเลี้ยงไข้ให้ปัญหาเหล่านี้ยังคงอยู่ในสังคมเพื่อขายคอร์สแก้ปัญหา

ต้นตำรับไลฟ์โค้ชไทยทุกสถาบันคือต้องเริ่มต้นด้วยการสอน “คิดบวก” อันมีพื้นฐานมาจากแนวคิดเรื่อง “กฎแรงดึงดูด” ที่เชื่อว่าคนเราสามารถสร้างชีวิตของตนเองได้ด้วย “ความคิด” ฉะนั้นหากคิดบวกก็จะดึงดูดสถานการณ์แง่บวก และหากคิดลบก็จะดึงดูดสิ่งแย่ๆ

แต่ปัญหาคือการ “คิดบวก” กับทุกสิ่งอย่างไร้วิจารณญาณ นำไปสู่การเสพติด “Toxic positivity” ซึ่งเป็นการจำกัดให้ตัวเองคิดบวกและรู้สึกดีกับทุกอย่างให้ได้ในขณะเดียวกันก็ห้ามคิดลบหรือรู้สึกแย่เด็ดขาด โดยผลข้างเคียงที่ตามมาคือนิสัยการตั้งใจ “มองข้าม” ปัญหาทั้งของตัวเองและปัญหาในสังคม จนเกิดการซุกปัญหาไว้ใต้พรม ซึ่งทำให้ไม่สามารถแก้ไขหรือเยียวยาอะไรได้เลย เพราะมองไม่เห็นปัญหาตั้งแต่แรก

ในขณะที่ไลฟ์โค้ชเหล่านี้พร่ำสอนเรื่อง “กฎแรงดึงดูด” ที่จำเป็นต้องเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองและโลกได้โดยเริ่มต้นจาก “ความคิด” แต่กลับสอนให้ผู้คนดูถูกพลังของตัวเอง ไม่ให้เชื่อว่าเสียงของทุกคนนั้นมีคุณค่าที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม

ด้วยการสอนให้ผู้คนโทษตัวเอง โฟกัสที่ตัวเอง จนมองข้ามปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ในสังคม ปิดหูปิดตาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ การถูกกดขี่ การลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ฯลฯ แล้วสอนให้คนแก้ปัญหาที่ “ตัวเอง” ด้วยการมุ่งมั่นเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจที่ทำให้ “รวย” จนเป็น 3% ในประเทศ 1% ของโลกเท่านั้น เพื่อที่จะได้ลอยตัวเหนือปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นผู้กดขี่แทนที่จะเป็นผู้ถูกกดขี่ และซื้ออภิสิทธิ์ในการมีเสรีภาพที่มากกว่าคนอื่นได้

และในขณะที่ไลฟ์โค้ชไทยเหล่านี้พร่ำสอนให้คน “รักตัวเอง” ให้เป็น แต่กลับสอนให้คนดูถูกตัวเองด้วยการ “ไม่แตะการเมือง” ไม่สน ไม่รับรู้ ไม่หาความรู้เรื่องการเมือง จนยอมให้ถูกผู้มีอำนาจกดขี่หลอกใช้จนเป็นเรื่องปกติทั้งที่เรื่องเหล่านี้มีผลโดยตรงกับคุณภาพชีวิตและอนาคตของผู้คน

แล้วสอนให้ผู้คนกดดันตัวเองให้ดิ้นไปสู่ความสำเร็จให้ไวที่สุดอย่างไร้ความเมตตาต่อตัวเอง เพื่อให้สามารถทดแทนบุญคุณพ่อแม่ได้ทันเวลา พร้อมกับป้อนอุดมคติ romanticize สวัสดิการสังคมแย่ด้วยความกตัญญูว่า “พ่อแม่ใครเกษียณได้ก่อนถือว่าประสบความสำเร็จ” ทั้งที่หากสาวกไลฟ์โค้ชเหล่านี้สนใจการเมืองสักนิดจะพบว่า ถ้าการเมืองดี ทั้งตัวเองและพ่อแม่ที่บ้านจะไม่จำเป็นต้องมานั่งหวาดกลัวชีวิตวัยเกษียณที่ถ้าไม่รวยคงอยู่รอดแน่ๆ เพราะรัฐเจียดเงินให้คนแก่แค่เดือนละ 600 บาท

คนไทยผู้เชื่อฟังไลฟ์โค้ชเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตเหมือนคนที่กดดันให้ตัวเองปีนขึ้นที่สูงเพื่อหนีอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา โดยที่ไม่ว่าจะขยันปีนแค่ไหนก็ไม่สามารถถึงจุดหมายได้โดยสองขาสองมือของตนหรอก เพราะไลฟ์โค้ชไม่ได้บอก ว่าอุปสรรคใหญ่ที่สุดของการเติบโตในประเทศนี้ ไม่ใช่นิสัยขี้แพ้ อ่อนแอ ไม่รู้จักจัดสรรเวลาแต่อย่างใด

แต่หากคือปัญหาความเหลื่อมล้ำ และระบอบอาจนิยมที่จำกัด “โอกาส” ในการเป็นคนรวยและประสบความสำเร็จไว้ให้พวกที่มีอำนาจอยู่แล้วหรือพวกที่รวยพอจะจ่ายให้เผด็จการได้เท่านั้น

แต่ไลฟ์โค้ชเหล่านี้ก็ยังมีทางออกหลอกๆ มาให้ ด้วยการสอนให้ผู้คน “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส” ฉกฉวยผลประโยชน์จากความเหลื่อมล้ำนี้ให้ได้ ด้วยการบูชาคนรวย พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมคนรวย คนมีอำนาจ คนประสบความสำเร็จ เพื่อหวังโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลประโยชน์จากระบอบอำนาจนิยมนี้สักวัน พร้อมทั้งสอนให้มีความหวังว่าถึงแม้จะประสบความสำเร็จด้วยตนเองเพียงลำพังไม่ได้ แต่การอยู่ท่ามกลางคนรวยและมีอำนาจ ก็อาจทำให้กลายเป็นคนแบบเดียวกันนั้นได้สักวัน

ซึ่งเป็นอะไรที่สาหัสกว่าการมองข้ามปัญหา เพราะเป็นการสอนให้ผู้คนอยู่กับปัญหาของ “ระบอบอำนาจนิยม” ด้วยความรู้สึกสำนึกคุณ และเห็นเป็นสิ่งประเสริฐที่ต้องพึ่งพาอีกต่างหาก

หากจินตนาการไม่ออกว่าสิ่งที่ไลฟ์โค้ชพวกนี้กำลังกระทำต่อสังคมไทยนี้เลวร้ายได้แค่ไหน ก็ลองนึกถึงกรณีที่ไลฟ์โค้ชคนหนึ่งที่เคยโชว์ความสามารถในการคิดบวก ด้วยการชื่นชมรัฐบาลเผด็จการออกสื่ออย่างหน้าชื่นตาบาน ประหนึ่งว่าไม่เคยรู้และไม่อยากรู้ว่ารัฐบาลเผด็จการเหล่านี้ได้สร้างความฉิบหาย และทำลายชีวิตคนไทยอยู่อย่างไรบ้าง

โดยสุดท้ายแล้วความจริงที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้คนไทย “รอด” อย่างยั่งยืน โดยที่ไม่ต้องกดดันให้ตัวเองปีนขึ้นที่สูงเพื่อหนีปัญหาในสังคมตลอดชีวิตจนกลายเป็นคน “บ้าความสำเร็จ” คือสิ่งที่ไลฟ์โค้ชไทยสอนรวยพวกนี้ไม่มีวันสอน…

นั่นคือหากคนไทยรักตัวเองมากพอที่จะไม่ดูถูกพลังเสียงและสิทธิของตัวเองที่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้
และเคารพในพลังของตัวเองมากพอที่จะไม่ศิโรราบต่อระบอบอำนาจนิยมอันเป็นต้นเหตุของปัญหาความเหลื่อมล้ำ การกดขี่ การคอรัปชั่น และความไม่เป็นธรรมต่างๆ ในสังคม

เราอาจได้เลือกให้ตัวเองมีรัฐบาลที่เห็นหัวประชาชน และจัดสรร “รัฐสวัสดิการ” ที่ทำให้คนไทยไม่จำเป็นต้องดิ้นเพื่อที่จะเป็น “คนรวย”เพื่อความอยู่รอด
เราอาจไม่จำเป็นต้องกดดันให้ตัวเองประสบความสำเร็จแบบที่สังคมบอกให้เป็น ก็ทำให้ชีวิตสมบูรณ์ได้

เพราะคนไทยสามารถเลือกที่จะเป็นอะไรก็ได้ โดยที่รัฐมีหน้าที่ซัพพอร์ตทุกๆ ความฝันอย่างหลากหลาย ในขณะที่ช่วงรอยต่อระหว่างคว้าฝัน รัฐก็ยังสามารถเลี้ยงดู รับผิดชอบค่าใช้จ่ายพื้นฐานให้

แถมไม่ต้องถูกกดดันให้ประสบความสำเร็จไวๆ เพื่อให้พ่อแม่รีบเกษียณอย่างสุขสบาย เพราะวัยเกษียณในสังคมที่มีรัฐสวัสดิการนั้นเป็นดั่งเบาะนุ่มๆ ที่รัฐมีไว้รองรับเรียบร้อยแล้ว

เพราะวิสัยทัศน์ที่ทำให้คนไทยตระหนักว่าปัญหาที่แท้จริงแล้วคืออะไร โดยหาใช่ความขี้แพ้ อ่อนแอ และความคิดลบของคนที่ไม่สามารถถีบตัวเองให้เป็นคนสำเร็จ 3% ได้นั้นเป็นภัยต่อผู้คนที่อยากเลี้ยงไข้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไว้ต่อไปโดยตรง
เพราะหากคนไทยหายจนได้ทั้งประเทศ หรือหากมีรัฐสวัสดิการที่ทำให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียม นั่นแปลว่าไลฟ์โค้ชสอนรวยเหล่านี้ต้องตกงานกันหมดแน่ๆ


อ้างอิงข้อมูล

1-https://www.verywellmind.com/what-is-toxic-positivity-5093958

2-https://thepsychologygroup.com/toxic-positivity/

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *