ชวนดูซีรีส์ “Young Royals” เมื่อมกุฏราชกุมารแห่งสวีเดนต้องมาเรียนไฮสคูลร่วมกับสามัญชน… คนที่ไม่อยากให้สังคม “เท่าเทียม” คือพวกที่อยากฉกฉวยผลประโยชน์จากช่องโหว่แห่งความเหลื่อมล้ำ

ชวนดูซีรีส์ “Young Royals” เมื่อมกุฏราชกุมารแห่งสวีเดนต้องมาเรียนไฮสคูลร่วมกับสามัญชน… คนที่ไม่อยากให้สังคม “เท่าเทียม” คือพวกที่อยากฉกฉวยผลประโยชน์จากช่องโหว่แห่งความเหลื่อมล้ำ


ซีรีส์ “Young Royals” เป็นซีรีส์สัญชาติสวีเดน ซึ่งลงสตรีมฉายใน Netflix ด้วยในปัจจุบัน เป็นซีรีส์ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ “Wilhelm” มกุฏราชกุมารผู้สืบทอดสายตรงของราชวงศ์แห่งสวีเดน ที่มีข่าวฉาวเพราะก่อเรื่องแสบๆ ในบาร์ จนถูกครอบครัวจับให้มาเรียนในโรงเรียนประจำซึ่งเป็นเหมือนโรงเรียนประจำตระกูล ซึ่งเต็มไปด้วยเหล่าลูกหลานของชนชั้นสูง หรือคนมีเงินที่อยากให้ลูกมีคอนเนคชั่นกับลูกอีลีท

นอกจากนี้ยังเป็นที่ซึ่งทำให้ Wilhelm ได้พบกับ Simon เด็กชายชนชั้นกลางที่ได้มาเรียนที่นี่แบบไม่อยู่ประจำ ที่ทำให้เขาได้ค้นพบตัวเอง และพบความรัก อีกทั้งยังได้พบกับ August ลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ที่สอนบทเรียนอย่างหนักให้กับเขา

ด้วยพล็อตเรื่องแบบนี้ ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นซีรีส์ไฮสคูล Coming of age บอกเล่าความรักและการตกผลึกตัวตนของ LGBTQ ที่ดูเบาเกินกว่าจะดราม่า จนอาจตั้งชื่อไทยว่า “รักวุ่นวายเจ้าชายของผม” ก็ได้

หากปราศจากภาพของ “ความเหลื่อมล้ำ” ที่ยังคงแอบแฝงอยู่แม้ในสังคมที่มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าอย่างสวีเดน

และหากคนที่นั่งดูอยู่ไม่ใช่คนไทย…ที่ประเทศของตน “ได้ชื่อ” ว่าปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์(เป็นเพียง)ประมุขเหมือนกัน แต่กลับมีคุณภาพชีวิตและสิทธิเสรีภาพต่างกันราวฟ้ากับเหว

ปัจจุบันประเทศสวีเดนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ได้แก่สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16 กุสตาฟ แห่งราชวงศ์เบอร์นาด็อตต์ ซึ่งสมาชิกทุกคนของราชวงศ์จะทำหน้าที่เป็นแค่ “ประมุข” ในพิธีการต่างๆ และรับเงินสนับสนุนดูแลจากรัฐบาลเป็นรายปี โดยที่ไม่มีอำนาจชี้ทิศทางการเมือง และอยู่ใต้รัฐธรรมนูญโดยสมบูรณ์

ซึ่งแม้ชาวสวีเดนจะยอมรับและให้ความเคารพราชวงศ์ แต่ด้วยความที่ราชวงศ์ยังต้องอยู่กินด้วยเงินจากรัฐบาลที่มาจากภาษีประชาชน ชาวสวีเดนจึงตระหนักว่าตนมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามถึงเรื่องนี้ได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีกฎหมายพิเศษมาริบเสรีภาพใดๆ ไปจากราษฎร เช่นในซีรีส์ Young Royals ก็ยังมีฉากในชั้นเรียนที่ให้นักเรียนพูดคุยถกเถียงเรื่องภาษี และสถาบันกษัตริย์กันแบบโต้งๆ แม้จะมีเชื้อพระวงศ์นั่งอยู่ในชั้นนั้นด้วยก็ตาม

ทำให้ประชากรสวีเดนมองกษัตริย์เป็นเหมือนเซเลป ไฮโซ ที่เป็นภาพแทนของอารยธรรมสง่างามของสวีเดนเท่านั้น แต่ไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์พิเศษในตัวเองถึงขนาดที่จะแตะต้องไม่ได้ ซีรีส์เรื่องนี้จึงทำให้เราได้เห็นภาพ “ราชวงศ์” ที่ดูเกรงใจ และแคร์ความคิดเห็นของประชาชนมากกว่าที่ประชาชนจะกลัวเกรงพวกเขา โดยในชีวิตจริงก็ไม่ได้ต่างกันนัก เห็นได้จากการที่ราชวงศ์พยายามปรับตัวให้ครอบครัวกษัตริย์เปลืองงบประมาณประเทศน้อยลงด้วยการถอดยศจากรุ่นหลาน สนองตอบกระแสที่ประชาชนวิพากย์วิจารณ์เรื่องบประมาณกษัตริย์ที่เพิ่มขึ้นเพราะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเมื่อหลายปีที่แล้วต่างจากประเทศแถวนี้ที่มีแต่จะขยันมอบยศให้คนนั้นคนนี้เพิ่มเพื่อให้สิทธิ์ใช้เงินจากประชาชนอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ

พล็อต “เจ้าชายได้มาเรียนรวมกับสามัญชน” ของซีรีส์นี้อาจเป็นชนวนดราม่าหลัก ที่ก่อให้เกิดการเหยียด คดีบูลลี่ และความรุนแรงนานา หากนี่เป็นซีรีส์ไทย หรือของประเทศที่ในสังคมมีปัญหาความเหลื่อมล้ำหนักกว่านี้

แต่เพราะนี่คือ “สวีเดน” การที่ลูกคนรวยนามสกุลดังเรียนรวมกับลูกชนชั้นกลางจึงเป็นเรื่องธรรมดา ที่ทำให้เด็กจากครอบครัวหลายแบบได้มาเรียนรู้และมองเห็นครอบครัวอื่นที่มีฐานะและภูมิหลังแตกต่างกันไป

เนื่องจากสวีเดนจะมีสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้เด็กทุกคนได้เรียนฟรีตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงม.3 อีกทั้งมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนทั่วประเทศจะต้องเท่ากัน เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าเด็กทั่วประเทศที่ผ่านระบบการศึกษาออกมาจะสามารถเป็นแรงงานที่มีคุณภาพเพื่อขับเคลื่อนสังคมได้ทำให้ “การศึกษา” ไม่ใช่ของหรูหราเกินเอื้อม

ต่างจากบ้านเรา ซึ่งพ่อแม่ที่พอมีตังค์ต่างอวดกันว่าส่งลูกเรียนโรงเรียนแพงๆ
เพื่อซื้อคอนเนคชั่นดีๆ เพื่อกลบเกลื่อนเหตุผลแท้จริงว่าระบบศึกษาของไทยล้มเหลวแค่ไหน เพราะความจริงแล้วไม่ใช่แค่คอนเนคชั่น แต่มาตรฐานการศึกษา ตั้งแต่หลักสูตร และคุณภาพบุคลากร การเข้าถึงอุปกรณ์และนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในโรงเรียนในไทยล้วนต่างกันตามราคา โดยที่โรงเรียนของรัฐเป็นเพียงที่รับรองเด็กชนชั้นกลางที่พ่อแม่ไม่มีงบเลือกโรงเรียนเอกชนเท่านั้น ซึ่งหากอยากให้ลูกได้เรียนภาษาอังกฤษทันกับเด็กเรียนเอกชน หรือมีวิชาพอให้ไปสอบแข่งขันกับเด็กค่าเฉลี่ยทั้งประเทศตอนเข้าอุดมศึกษาได้ ต้องจ่ายเงินให้เรียนพิเศษเพิ่มเท่านั้น

คนที่ไม่อยากให้เกิดความ “เท่าเทียม” กันในสังคม
ก็คือพวกที่อยากฉกฉวยผลประโยชน์
จากช่องโหว่แห่งความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่ทั้งสิ้น

ในซีรีส์ Young Royals ชนวนดราม่าไม่ได้เกิดจากความเหลื่อมล้ำในสังคมของเด็กเสียทีเดียว แต่เกิดขึ้นจากครูที่ฉวยโอกาส เรียกเก็บเงินค่าเรียนพิเศษเพิ่มจากนักเรียนเพื่อแลกกับเกรด ทำให้ Simon ที่มาจากบ้านชนชั้นกลางต้องดิ้นรนเกินตัวเพื่อหาเงินแลกกับเกรดของเขา ทำให้เขาได้เข้าไปพัวพันกับความสกปรกของระบอบ “อำนาจนิยม” ย่อมๆ ในกลุ่มเด็กผู้ชายในโรงเรียน ที่นำทีมโดย August เชื้อพระวงศ์หางแถวถังแตก ที่เชิดหน้าชูคออยู่ได้ด้วย “ชื่อเสียงเกียรติยศ” ล้วนๆ ที่ขายได้เป็นบางเวลา

ซึ่งทำให้เราเห็นได้ว่า แม้ในสังคมสวีเดนที่มีความ “เท่าเทียม” สูงมาก จนผู้คนเคยชินกับความเสมอภาคมีการปลูกฝังการตระหนักเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมตั้งแต่ในครอบครัว ไม่มีดราม่าเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศในครอบครัว ไม่มีการบูลลี่เด็กบ้านจน พ่อแม่ชนชั้นกลางไม่สอนให้ลูกศิโรราบต่อคนรวย ทั้งยังปกป้องสิทธิของลูกมาก่อนทุกอย่าง ฯลฯ

แต่หากที่ไหนมีความเหลื่อมล้ำ ที่นั่นก็จะมีดราม่า มีคอรัปชั่น และปัญหาความไม่เท่าเทียมเหล่านี้ล้วนเกิดจากผู้คนที่อยากหล่อเลี้ยงความไม่เท่าเทียมนี้ไว้ เพื่อหาผลประโยชน์จากช่องโหว่เหล่านั้น

คนไทยหลายคนที่ไม่เคยมองเห็นปัญหาเชิงระบบเลยมาตลอดชีวิต อาจคิดแค่ว่า “การคอรัปชั่น” เป็นเรื่องของสันดานและ “จิตสำนึก” แต่ความจริงแล้วมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีโอกาส ซึ่งได้แก่ช่องโหว่ของระบบอำนาจ และสังคมที่มีทัศนคติเคยชินกับความไม่เท่าเทียม จนยอมรับความไม่เป็นธรรมในสังคมได้

ซึ่งในบริบทของซีรีส์เรื่องนี้ เป็นโชคดีของประเทศสวีเดน ที่แม้จะมีครูแย่ๆ สันดานขี้โกงที่ฉกฉวยผลประโยชน์จากความเป็นครูในโรงเรียนของเด็กมีอันจะกิน และแม้จะมีเด็กมีปมอย่าง “August” ที่เสพติดอำนาจนิยมเพื่อประทังชีวิต แต่ปมปัญหานี้จะไม่ขยายใหญ่ไปกว่านี้เพราะทัศนคติแห่งความเสมอภาคที่มาจากการได้รับการสนับสนุนดูแลจากรับอย่างเท่าเทียม จนเกิดการตระหนักถึงความเสมอภาคที่จับต้องได้ของชาวสวีเดน จึงทำให้คนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องสปอยล์ลูกคนรวย แม้แต่ลูกกษัตริย์ก็ตาม และจะไม่สอนให้ลูกตัวเองศิโรราบให้กับอำนาจนิยมที่แสนไร้ประโยชน์ในสังคมที่ความเท่าเทียมและความเป็นธรรมไม่ได้มีราคาแพง

แต่เป็นโชคร้ายของบางประเทศแถวนี้ ที่นอกจากครูแย่ๆ ที่กั๊กวิชาไว้สอนเด็กที่จ่ายเงินเพิ่มเพื่อเรียนนอกเวลากลายเป็นเรื่องปกติ และการอวดอ้างอภิสิทธิ์เพื่อเอาเปรียบคนอื่นกลายเป็นเรื่องที่น่าโชว์ ผู้คนในประเทศแห่งความเหลื่อมล้ำนี้ยังศิโรราบต่อ “ระบอบอำนาจนิยม” ในสังคมอย่างสิ้นเชิง เพราะแม้แต่สถาบันที่เป็นภาพแห่งความสง่างามมีอารยะของประเทศนี้ ก็ยังทำให้ดูเป็นตัวอย่าง


อ้างอิง

1- https://en.m.wikipedia.org/wiki/Swedish_royal_family

2- https://www.bbc.com/thai/international-49970117

3- https://th.m.wikipedia.org/

4- https://www.thairath.co.th/news/foreign/1680308

5- https://workpointtoday.com/sweden-welfare-tax/

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *