พลังความกร่างของสาวก “อำนาจนิยม” ไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่คือ “นิสัยขี้กลัว” แบบหมาดุติดบ้าน… ที่กลัวแม้กระทั่งการมี “เสรีภาพ”

พลังความกร่างของสาวก “อำนาจนิยม” ไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่คือ “นิสัยขี้กลัว” แบบหมาดุติดบ้าน… ที่กลัวแม้กระทั่งการมี “เสรีภาพ”


เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอกับใครบางคนที่ปกติแล้วก็เป็นคนดูมีสติ มีวุฒิภาวะ รู้จักวางตัว เป็นมิตร จิตใจดี แต่พอได้ยินความจริงในมิติอื่นเกี่ยวกับสถาบันอำนาจที่คนเหล่านั้นถือข้างอยู่เข้าหู คนเหล่านั้นก็พร้อมน็อตหลุด วุฒิภาวะพังแบบฉับพลัน

พร้อมกลายร่างเป็นนักรบ โชว์พฤติกรรม “กร่าง” หยาบช้า รุนแรง ขัดกับภาพลักษณ์ปกติออกมาได้อย่างอิสระและไม่คำนึงถึงกฎหมายหรือมนุษยธรรมแต่อย่างใด ซึ่งกระบวนการเหล่านี้มักเกิดขึ้นในเหล่าสาวกลัทธิ “อำนาจนิยม”หรือเหล่า “คนดีย์” เป็นพิเศษ

ส่วนตัวผู้เขียนเองที่เคยพบปะ และอยู่กับคนในครอบครัวที่เคยป่วยด้วยโรคทางจิตมาก่อน มองเห็นความคล้ายคลึงระหว่างพฤติกรรมแบบนี้ กับกระบวนการที่ข้อมูลบางชนิดสามารถ“จี้จุด”ที่ทำให้ผู้ป่วยทางจิตประสาทเกิดพฤติกรรมรุนแรงขึ้นแบบฉับพลัน จึงแอบตั้งคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าอาจมีความ “ไม่ปกติ” ของกระบวนการทางจิตประสาทประกอบอยู่ในพฤติกรรมสุดคลาสสิคของคนดีย์เหล่านี้

หนึ่งในคำตอบนั้นอาจคือ “ความกลัว” ซึ่งเป็นอาวุธที่ “เผด็จการ” ใช้ควบคุมผู้คนและประสบความสำเร็จในหมู่เหยื่อที่ศิโรราบให้กับระบอบ “อำนาจนิยม” โดยเฉพาะ

เพราะแม้การสร้าง “ความกลัว” จะสัมพันธ์กับการป้อนข้อมูลเท็จใส่หัวประชาชน หรือการผลิตโฆษณาชวนเชื่อซ้ำๆ เพื่อทำให้ประชาชน “รัก” เผด็จการมาพอจนมองไม่เห็นกระบอกปืนในมือขององค์กรอำนาจที่ปากบอกว่ารัก

แต่ “ความกลัว” นั้นส่งผลถึงระบบจิตประสาท การรับรู้โลก และกระบวนการคิดและใช้เหตุผลในระดับที่สร้างอันตรายได้แบบฉับพลันกว่าความ “คลั่งรัก” เสียอีก

วิธีที่เผด็จการใช้ “ความกลัว” ควบคุมประชาชนแบบพื้นฐาน คือการสร้าง “ศัตรู” ของประชาชนให้เป็นคนเดียวกับศัตรูของเผด็จการ ในที่นี้ได้แก่ผู้ใดก็ตามที่เอ่ยปากถึงเสรีภาพ การหลุดพ้นจากเผด็จการ และความชั่วช้าที่แท้ของเผด็จการ ฯลฯ

ด้วยการทำให้ประชาชนเชื่อ “ทฤษฎีสมคบคิด” ใดๆ ที่เผด็จการสร้างขึ้นเพื่อสร้างวายร้ายขึ้นมา เช่นวาทกรรม “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ในเหตุการณ์เดือนตุลาฯในอดีต ที่ผู้คนที่เป็นเหยื่อเผด็จการพร้อมแปลงร่างตนเป็นนักรบออกล่านักศึกษาที่ออกมาถามหาเสรีภาพเพียงเพราะรัฐป้ายสีว่านักศึกษาเหล่านั้นคือ “วายร้าย”และซ่องสุมอาวุธไว้มากมายหรือแม้แต่ความเชื่อว่าทักษิณ ชินวัตรร่วมมือกับอเมริกาจ้องจะทำสงครามกับไทยอยู่ตลอดเวลาก็ตาม

การที่ผู้คนเชื่อว่า “ศัตรูของเผด็จการ” เป็นคน ๆ เดียวกับ “ศัตรูของตน” แม้ว่าคนเหล่านั้นจะออกมาหันหน้าสู้กับเผด็จการเพื่อปลดแอกให้กับตนด้วยก็ตาม คือความสำเร็จของเผด็จการที่แท้ เพราะนอกจากจะสามารถแบ่งมวลชนออกเป็นฝักฝ่ายให้ง่ายต่อการปกครองและเป่าหูแล้ว ยังสามารถหลอกใช้ประชาชนที่เป็นทาสอำนาจนิยมและเชื่อฟังเผด็จการ ให้หันกระบอกปืนไปหาเพื่อนร่วมชาติเองเพื่อทุ่นแรงเผด็จการอีกด้วย ในขณะที่ไม่สามารถไถ่ถามถึงความมีสติ หรือรอให้คนเหล่านี้วิเคราะห์ข้อมูลใดๆ ที่จะช่วยให้ตื่นจากมนต์ของเผด็จการ เพราะคำพูด “ศัตรู” ย่อมถือว่าไร้ค่า

Joseph E. Ledoux นักประสาทวิทยาชาวอเมริกัน อธิบายเรื่อง “ความกลัวอย่างมีสติ” และ “ความกลัวแบบไร้สติ” ซึ่งอธิบายกระบวนการทางสมองที่ทำให้มนุษย์บางจำพวกตกเป็นเครื่องมือของเผด็จการเอาไว้ว่าสมองของมนุษย์มีสองวิถีในการประมวลผลข้อมูล

วิถีแรกเรียกว่า “The high road” หรือ “ทางสายหลัก”ซึ่งทำให้มนุษย์ตอบสนองต่อข้อมูลต่าง ๆ โดยผ่านการใช้สติ พินิจพิเคราะห์ด้วยวิจารณญาณ ก่อนที่จะผ่านออกมาเป็นอารมณ์ และการตอบสนองด้วยพฤติกรรม

โดยหลังจากได้รับข้อมูลผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ มีการส่งข้อมูลไปยังฐานสมองส่วน Thalamus ผ่านเยื่อหุ้มสมองที่เรียกว่า Cerebral cortex ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลก่อนส่งไปยังสมองส่วน Amygdala ก้อนรูปเมล็ดอัลมอนด์ที่อยู่บริเวณสมองส่วนหน้า ซึ่งทำงานร่วมกับ Hypothalamus มีหน้าที่สร้างและบันทึกการตอบสนองเชิงอารมณ์

แต่หากกระบวนการประมวลข้อมูลเหล่านี้ถูกรบกวนด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัยไม่ว่ามาจากการรับรู้ว่าตนมี “ศัตรู” ที่จะต้องฟาดฟันเพื่อพิทักษ์อะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา หรือมาจากการแปล “เสรีภาพ” เป็นเรื่องเดียวกันกับการ “คุกคามอุดมคติความดี” ที่ตนยึดถือไว้เป็นคุณค่าของตน ฯลฯ ความเครียดอันมาจากความกลัวนี้อาจทำให้สมองเกิดการประมวลผลทางลัดที่ไวกว่า ด้วยการวิ่งเส้น “Low road” ที่หลังจากรับเอาข้อมูลมาก็ส่งตรงไปยังสมองส่วนอารมณ์เลยโดยไม่ผ่านการวิเคราะห์ใด ๆ ออกมาเป็นการผรุสวาท สาดความรุนแรง ที่อ้างในนามความดี โดยแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียง “นิสัยขี้กลัว” ที่เผด็จการบ่มสร้างไว้ให้ต่างหาก

เผด็จการไม่ได้ใช้ “ความกลัว” เป็นเครื่องมือด้วยการสร้าง “นิสัยขี้กลัว” ให้สมองของคนไทยเท่านั้น แต่ยังปลูกฝัง “นิสัยเผด็จการ” ในระยะยาว ที่ถ่ายทอดผ่านครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสร้างการรับรู้ว่า “ศัตรูของคนไทยคือเสรีภาพ”

“บุคลิกภาพเผด็จการ” ถูกสร้างขึ้นได้ตั้งแต่มนุษย์มีอายุ 2 ขวบเท่านั้น ผ่านการรับรู้โลกจากครอบครัว ที่มีการเลี้ยงดูเด็กอย่างเข้มงวด และแสดงให้เด็กเห็นถึง “พลวัตทางอำนาจ”(Power dynamic) ในครอบครัวที่ชัดเจน

คนที่มีบุคลิกภาพเผด็จการเหมือนหมาดุที่ควบคุมตัวเองและแรงขับอันก้าวร้าวของตนไม่ได้ จึงกอดเกี่ยวโซ่ตรวนและหลักยึดที่ล่ามตนไว้แน่น พร้อมกับซูฮกว่าตนเป็นหมาดีที่ทำตัวถูกทำนองคลองธรรม แต่ก็ไม่วายเห่ากัดชาวบ้านที่ไม่ยอมถูกล่ามเหมือนตน และก็ยังปลอบใจว่าตนไม่ได้ทำผิดอะไร เพราะตนเห่ากัดอยู่ในขณะที่ยังมีโซ่คล้อง

เพราะ “นิสัยเผด็จการ” เกิดจากการที่คนผู้นั้นมี Ego ที่ไม่แข็งแรงพอที่จะควบคุม ID ของตน จึงหันมายึดถือรูปแบบบรรทัดฐานของ Superego หรือ “อุดมคติความดี”จากภายนอก เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้ตนควบคุมตัวเอง เพื่อสร้างความรู้สึกเคารพตัวเองให้ได้และบรรเทาการ “กลัวตัวเอง”คนเหล่านี้จึงมีแนวโน้มเป็นคนที่เชื่อว่ามนุษย์ล้วนมีธรรมชาติเลวทราม แต่ในขณะเดียวกันก็ตัดสินคนอื่นเก่ง ด้วยการเอาไม้บรรทัดของสังคมที่ตนยอมรับมาไล่วัดคนอื่น

ในสังคมไทยซึ่งมี “กองทัพเผด็จการ” และ “สถาบันอำนาจนิยม” คอยปั๊มแม่พิมพ์คนนิสัยเผด็จการออกมา จึงเต็มไปด้วยคนปากว่าตาขยิบเช่นคนเคร่งศาสนาที่ทิ้งลูกไปมีเมียหลายคน คนที่ออกมารณรงค์ต้านคอรัปชั่นที่โกงได้ทุกเรื่องถ้ามีโอกาส หรือคนที่ออกมาทักท้วงให้คนอื่นมีความเห็นอกเห็นใจเสียบ้างในขณะที่ตนก็อ้างอำนาจมืดทำร้ายคนอื่นแบบเชิดๆฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นคนที่ไม่สามารถควบคุมจิตสำนึกของตนได้ แต่ก็ยังทำตัวเป็นตำรวจตรวจจับคนอื่นที่มีวิธีควบคุมจิตสำนึกของตัวเองในแบบที่เสรีกว่า

และที่เลวร้ายที่สุดคือ “ความดีย์” ของคนเหล่านี้ถูกยึดโยงเข้ากับการศิโรราบต่ออำนาจนิยม ฉะนั้น “เสรีภาพ” จึงเป็นศัตรูที่น่าขยะแขยงที่สุดของคนเหล่านี้

ในขณะที่ “กองทัพคนดีย์” พิทักษ์อำนาจนิยมเหล่านี้คิดว่าตนเป็นเหล่าผู้กล้าหาญ ความจริงแล้วพวกเขาเป็นเพียงหมาที่เผด็จการปลูกฝัง “นิสัยขี้กลัว” ให้จนกลายเป็นหมาดุ แถมยังมีนิสัยเผด็จการจนยอมตัดแขนตัดขาตัวเองเพื่อจะได้นั่งถือโซ่กอดหลักเอาไว้เพื่อจะได้เป็นหมาเฝ้าบ้านที่ดีให้คนมีอำนาจ และด้วยความอิจฉาคนอื่นที่ดูสบายใจที่ไม่ได้ถูกล่าม พวกเขาจึงเกลียด “เสรีภาพ” ที่พวกเขาไม่เคยกล้าหาญพอจะอยากมี


อ้างอิง

1- https://www.pnas.org/content/111/8/2871

2- https://www.psychologytoday.com/us/blog/your-personal-renaissance/202009/why-do-people-follow-authoritarian-leaders

3- https://www.novabizz.com/NovaAce/Physical/Amygdala.htm

4- https://th.m.wikipedia.org/

5- https://www.philosophytalk.org/blog/appeal-authoritarianism

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *