จิตวิทยาแห่งการเป็น “ติ่ง” …รักแบบมีสติจะได้แรงบันดาลใจ และความตระหนักใน “ประชาธิปไตย” แต่ถ้าคลั่งมากไปต่อม “มนุษยธรรม” ก็ถูกปิดใช้งานได้เหมือนกัน

จิตวิทยาแห่งการเป็น “ติ่ง” …รักแบบมีสติจะได้แรงบันดาลใจ และความตระหนักใน “ประชาธิปไตย” แต่ถ้าคลั่งมากไปต่อม “มนุษยธรรม” ก็ถูกปิดใช้งานได้เหมือนกัน


คำว่า “ติ่ง” เป็นนิยามเฉพาะที่แยกออกมาจากคำว่า “แฟนด้อม”(Fandom) ที่หมายถึงกลุ่มคนที่มีความชื่นชอบในสิ่งเดียวกันแต่เป็นคำเรียกเชิงเสียดสีเย้ยหยันกลุ่มแฟนด้อมในวัย “ติ่งหู” หรือวัยมัธยม ที่หลายคนบูชาและคลั่งไคล้ศิลปิน ไปจนถึงตัวละครใน Fiction ต่าง ๆ แบบไร้วุฒิภาวะจนสังคมพากันโจษจันและอวยยศให้ด้วยคำเรียกว่า “ติ่ง”

Sarah Leiser นักศึกษาแพทย์อเมริกันและ Anastasia Seregina นักวิจัยชาวอเมริกัน และ John W. Schoutenศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Memorial

เคยอธิบายเกี่ยวกับการเป็น “Fandom” ไว้ว่า เกิดจากความต้องการสร้างการรับรู้อัตลักษณ์ของตนเอง และสร้างสังคมไปในตัว โดยการที่ใครสักคนจะแสดงตนในฐานะ “แฟนด้อม” นั้น เกิดขึ้นจากการสนับสนุนไอดอลที่มีบุคลิกคล้ายตัวเอง หรือมีความน่าชื่นชม ซึ่งล้วนส่งผลต่อการรับรู้ตัวเองของพวกเขา การเข้าร่วมในด้อมนอกจากทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีบทบาทในสังคม ยังทำให้รู้สึก “เป็นเจ้าของ” อีกด้วย

Super Junior

จิตวิทยาแห่งการเป็น “ติ่ง”

(Zhang & Negus, 2020; Jia, Hung & Zhang, 2020; Reysen&Branscom, 2010 ; ยามาโมโตะ 2019) กล่าวว่า
การที่ใครสักคนจะแจ้งเกิดตัวเองในฐานะ “ติ่ง” หรือ “แฟนด้อม” ของใครสักคน ศิลปินสักวง หรือแม้แต่ด้อมอนิเมะ ภาพยนตร์ต่าง ๆ ในทางจิตวิทยาต้องผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ 3 ข้อนี้ ได้แก่

1.ความมีส่วนร่วม ด้วยการแสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับผลงานหรือตัวตนของไอดอล ไปจนถึงช่วยกันโปรโมตผ่านช่องทางต่าง ๆ ด้วยต้นทุนตัวเอง

2.ความคุ้นเคย ด้วยการเชื่อมโยงความคล้ายคลึงกันระหว่างบุคลิกหรืออัตลักษณ์ของตนและไอดอล ไปจนถึงรู้สึกเชื่อว่าตนมีความสัมพันธ์กับไอดอล แม้จะเป็นความสัมพันธ์แบบด้านเดียว(Parasocial)ก็ตาม

3.ความสามารถในการควบคุม ผ่านการโหวตที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของไอดอล หรือการปั่นยอดวิว ปั่นยอดขายต่าง ๆ

BTS

“ติ่ง” น้อย ๆ “รัก” อย่างมีสติ
จะได้ทั้งแรงบันดาลใจ มิตรภาพ
และความตระหนักในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และ “ประชาธิปไตย”

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการ “ติ่ง” มีส่วนสร้างสรรค์ชีวิตคนหลายคนได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากจะช่วยให้วัยรุ่นหลายคน โดยเฉพาะคนไทย หรืออีกหลายประเทศในเอเชียตะวันออกและตก ที่ต้องโตมากับการเผชิญกับวิกฤติสังคม เศรษฐกิจ และความไม่มั่นคงทางการเมือง ได้ผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อมาได้อย่างไม่เดียวดายและหมดแรงเสียก่อน

ด้วย “การมีส่วนร่วม” ในสังคม “แฟนด้อม” ช่วยทำให้ชาวติ่งเหล่านี้ได้มีสังคมที่มีความชอบร่วมกัน เข้าอกเข้าใจกันเป็นพื้นฐาน ให้บรรเทาความรู้สึกเดียวดายจากการอยู่ในบ้านที่ปราศจากความเข้าใจ

และ “ความรู้สึกคุ้นเคย” กับ “ไอดอล” อันมาจากการเปรียบเทียบความคล้าย หรือจุดร่วมระหว่าง “ตัวเอง” และ “ไอดอล” ผู้น่าชื่นชมและประสบความสำเร็จ ก็ช่วยพัฒนาความรับรู้อัตลักษณ์ของตัวเอง และสามารถเป็นแรงบันดาลใจ ให้มีแรงต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิตเพื่อไปถึงจุดที่วาดฝัน เหมือนอย่างไอดอล

อีกทั้งความรู้สึกว่าตนสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่อำนวยความสำเร็จให้กับไอดอลได้ ยังทำให้ใจพองโต ที่รู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และยังช่วยให้ตระหนักถึงสิทธิในเสียงของตน เป็นการสร้างการตระหนักเรื่อง “ประชาธิปไตย” ที่ทุกคนล้วนมีสิทธิในเสียงหนึ่งเสียงของตนที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้

จึงไม่แปลกที่เรามักเห็นได้ว่าในม็อบ หรือในขบวนเรียกร้องสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ มักจะอุดมไปด้วยชาวติ่ง ที่พากันออกมาใช้เสียงของพวกเขา เพาะพวกเขาล้วนเชื่อในสิ่งนี้

แต่ความ “รัก” ที่มากไป
และไร้สติเกินจะฉุดรั้ง “Oxytocin” ที่พุ่งพล่าน
ก็เป็น “พิษ” ได้เหมือนกัน

ในต่างประเทศยังมีคำว่า “Toxic Fandom” ที่อธิบายถึงกลุ่มแฟนด้อมที่คลั่งรักอย่างไร้สติจนเลยเถิดไปเป็นการ “บูชาตัวบุคคล” และมีการบ่มเพาะความเกลียดชัง ไล่ฟาดฟันกลุ่มคนที่คิดไม่เหมือนตน แม้กระทั่งศิลปินและแฟนด้อมวงคู่แข่ง หรือแม้กระทั่งคนในด้อมเดียวกันที่เพิ่งมาใหม่

เหล่า “ติ่งที่เป็นพิษ” หลายคน(ไม่ใช่ทุกคน) ยืนยันว่าความรักที่พวกเขามีต่อบุคคลที่พวกเขาชื่นชอบ(เมน)นั้นบริสุทธิ์ และปราศจากเงื่อนไข นอกจากผลักดันเหล่า “เมน” ให้ไปถึงดวงดาว แต่ในขณะเดียวกัน บ่อยครั้งพวกเขาก็ละเมิดแม้กระทั่งสิทธิส่วนบุคคลของเมนตัวเองในนามของความรัก จนบางครั้งดูเหมือนแม้แต่ “เมน” ของพวกเขาเองก็อยู่นอกขอบเขตความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันและเห็นอกเห็นใจกัน อาจเพราะความจริงแล้ว “เมน” เหล่านั้นเป็นเพียงแค่ “รูปเคารพอันงดงาม” ที่พวกเขารู้สึกเป็นเจ้าของ และเป็นเพียง “เหตุผล” ที่พาให้ชาวด้อมได้มารวมตัวกันเท่านั้น ?

การมีอยู่ของ “แฟนด้อม” นั้นเป็นความสำเร็จของนายทุนอุตสาหกรรมไอดอล เพราะมันคือความภักดีในสินค้าหรือองค์กรนั้น ๆ ที่ยากจะทำลาย นอกจากมั่นใจว่าขายของกับกลุ่มนี้ได้แน่ ๆ ชาวด้อมยังช่วยปั่นยอดขาย และทำลายคู่แข่งให้ด้วย

เพราะความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวแบบชาว “ด้อม” ที่รักคนๆ เดียวกันทำให้ฮอร์โมน“Oxytocin” ที่เรียกกันบ่อยว่า “ฮอร์โมนแห่งรัก” ที่หลั่งออกมายามมนุษย์มีความผูกพันอบอุ่นต่อกันนั้นหลั่งออกมา ซึ่งนอกจากช่วยให้มนุษย์ปลอดภัยจากความอยากตายแล้ว ในอีกด้านหนึ่งมันยังสร้างสัญชาติญาณในการต่อสู้กับ “ศัตรู” ที่ทำให้รู้สึกว่าเผ่าของตนไม่ปลอดภัยอีกด้วย

Blackpink

ดร.Carsten K.W. De Dreu นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Amsterdam ผู้ทำการศึกษาเกี่ยวกับอีกด้านของ Oxytocin พบว่าเมื่อมนุษย์มีการหลั่ง ฮอร์โมน Oxytocin มากขึ้น ทำให้พวกเขามีแนวโน้มภักดีต่อความสัมพันธ์นั้นมากขึ้น รวมถึงความสัมพันธ์แบบเป็นกลุ่มด้วย และในขณะเดียวกันคนเหล่านี้ก็ยังยอมที่จะมีความขี้โกงมากขึ้น และมีมนุษยธรรมน้อยลงได้ หากเป็นการช่วยผดุงความมั่นคงปลอดภัยของกลุ่มที่ตนสังกัดอยู่

เป็นเหตุผลที่ชาวติ่งมีพิษ หรือ Toxic Fandom นั้นเอ็นจอยกับการมีศัตรูคนเดียวกันพอกับการรักคนๆ เดียวกัน และมองคนนอกด้อม ที่ไม่รักเมนของตน เป็น “ศัตรู” ที่ไม่อาจยอมความได้ เพราะคนนอกเหล่านั้นล้วนเป็นศัตรูต่อ “ความสง่า” ของเมน รวมทั้งเป็น “ศัตรู” ต่อ“อัตลักษณ์” และความรู้คุณค่าตัวเองของเหล่าชาวด้อมไปพร้อมกันด้วย

Blackpink

เพราะอีกสิ่งที่อันตรายไม่แพ้การเหมาคนนอกด้อมว่าเป็น “ศัตรู” ไปเสียหมด คือการเสียความสามารถในการตระหนักรู้เรื่องพลังของความเป็น “ประชาธิปไตย” ที่ได้จากการรวมพลังปั่นยอดวิวยอดโหวตให้เมน ไปกับการก้าวไม่พ้นฐานความคิดที่เชื่อว่าไม่มีความเท่าเทียมอยู่จริง เพราะเชื่อว่ามีคนบางจำพวกสูงส่ง และไร้ที่ติกว่าคนอื่นเสมอ

อีกทั้งไฟแค้นของการอยากให้ทุกคนในโลกรักคนที่ตัวเองรัก(เมน)เพราะการที่คนนอกด้อมวิจารณ์ ติเตียนเมนของตนในมิติต่าง ๆ นั้นสะเทือน “อีโก้” และสะเทือนไปถึง “ความรับรู้คุณค่าค่าในตัวเอง” ที่ตนเอาไปผูกไว้กับเมน นั้นยังทำลายความตระหนักเรื่องสิทธิเสรีภาพที่อาจเคยมีติดไว้ได้หมดสิ้น

ซึ่ง “ราคา” ของการตื่นรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยเหล่านี้ที่ติ่งไร้สติหลายคนยอมจ่ายเพื่อแลกกับการพิทักษ์ภาพลักษณ์และเงินในกระเป๋าของนายทุนอุตสาหกรรมบันเทิงต่าง ๆ นั้น…ไม่เคยคุ้มเลย

Tiffany SNSD

เส้นบาง ๆ ที่สามารถดึงสติเหล่า “ติ่ง” ก่อนจะสูญเสียความตระหนักเรื่อง “มนุษยธรรม” เหล่านี้ไปอย่างสิ้นเชิง อาจคือการดึง “ความรับรู้ตัวตน” และ “คุณค่าในตัวเอง” กลับมาไว้ที่ตัวเอง

ด้วยการตระหนักว่า “คุณค่า” ของตนไม่ได้ยึดโยงอยู่กับใคร แม้กระทั่งกับตัวบุคคลที่เราแสนชื่นชมและบูชา และแม้ว่าบุคคลแสนมหัศจรรย์ที่เราซูฮกอย่างสุดใจจะหล่อสวย รวยความสามารถ หรือมีจิตวิญญาณที่เข้มแข็งขนาดไหน ไม่ได้แปลว่าพวกเขามี “คุณค่า” ที่มากกว่าคนที่คอยดันหลังพวกเขาอยู่
เพราะทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าเท่าเทียม ไม่มีใครคู่ควรให้ใครทิ้งสติ มิตรภาพ ความเคารพตัวเอง หรืออุดมการณ์ที่เชื่อในเสรีภาพไป เพื่อแลกกับการปกป้องภาพลักษณ์ของใครทั้งสิ้น


อ้างอิง

1-https://www.nytimes.com/2011/01/11/science/11hormone.html

2-https://www.researchgate.net/publication/344149281_Psychological_Factors_of_Fandoms_Engagement_in_the_East_Asian_Pop_Idol_Group_Culture

3- https://www.ukessays.com/essays/psychology/psychology-theories-celebrity-worship-5538.php

4-https://medium.com/fan-fare/why-your-favourite-fandom-is-so-gotdamn-toxic-903c35f4076d

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *