ไม่แปลกที่ “เผด็จการ”จะกีดกันแม้กระทั่งเรื่อง “Sex” …เพราะการเข้าถึงพลังงานทางเพศ ช่วยบูสต์ความเคารพคุณค่าในตนเอง และปลดปล่อยจากความเป็น “ทาส”

ไม่แปลกที่ “เผด็จการ”จะกีดกันแม้กระทั่งเรื่อง “Sex” …เพราะการเข้าถึงพลังงานทางเพศ ช่วยบูสต์ความเคารพคุณค่าในตนเอง และปลดปล่อยจากความเป็น “ทาส”


เชื่อว่าหลายคนคงเคยโตมากับการถูกผู้ใหญ่บอกให้ปิดตาเวลาหนังเรื่อง Titanic ดำเนินมาถึงฉากนางเอกแก้ผ้าและฉากเลิฟซีนบนรถ แต่กลับไม่มีใครอธิบายถึงฉากพระเอกไทยที่จ้องจะเคลมนางเอกที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะแม้จะหยุดไว้ที่ฉากหอมแก้ม พอโตขึ้นมาในขณะที่ผู้ชายถูกสอนให้แก้ปัญหาเรื่องอารมณ์ทางเพศด้วยการหันไปเล่นกีฬา ผู้หญิงก็ต้องเก็บอวัยวะและสัดส่วนต่างๆ ที่สังคมตัดสินว่าเป็นเครื่องยั่วเพศให้มิดชิดเหมือนของซื้อของขาย และต้องสงวนประสบการณ์ทางเพศไว้เพื่อการผลิตลูกกับสามีที่ผ่านการแต่งงานแล้วเท่านั้น

ซึ่งแม้ว่าในสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์ หรือวรรณกรรมไทยขึ้นชื่อก็ยังนำเสนอว่า Sex เป็นยอดปรารถนา แต่ในชีวิตจริงสังคมไทยกลับย้อนแย้ง ด้วยการกีดกันผู้คนให้ไกลจากสิ่งนี้ เหมือนดั่งเป็นของต้องห้ามที่ต้องมีเงื่อนไขการเข้าถึง ให้รู้สึกผิดที่จะมีความสุข และกระดากเกินจะพูดถึงทั้งที่สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของ “ความเป็นมนุษย์” ไม่ต่างจากการหายใจ นอน และการกินของอร่อยที่ทำให้มีความสุข ที่ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึง และเรียนรู้

การปลูกฝังให้ “Sex” เป็นของต้องห้าม เป็นดั่งบาปที่น่ารังเกียจบนหน้าฉากสังคม แต่ประเทศไทยกลับเป็นประเทศที่ธุรกิจค้ากามคึกคัก แถมยังเป็นประเทศที่มีปัญหาเรื่องการท้องก่อนวันอันควรระดับต้นๆ ของโลกไม่เพียงบ่งบอกถึงความ “ดัดจริต” ที่สร้างปัญหา แต่ยังแสดงให้เห็นว่า “เผด็จการ” ประสบความสำเร็จในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนไทย ในระดับที่ฝังรากลงยังทัศนคติ

เพราะการกีดกันไม่ให้คนเราเรียนรู้เรื่องการทำอาหาร และการกิน ในขณะที่มนุษย์ล้วนมีความ “หิว” ไม่ได้ทำให้คนเราอดทนที่จะไม่ “กิน” ได้ แต่แทนที่สังคมไทยจะสอนให้ลูกหลานรู้จัก Sex รู้จักความต้องการของตัวเอง และเอ็นจอยกับสิ่งเหล่านี้อย่างปลอดภัย ซึ่งเมคเซนส์กว่าการสอนให้เด็กกินกับข้าวสักอย่างให้ได้ทั้งที่เด็กไม่อยากกินเสียอีก

สังคมไทยกลับไม่ทำ แต่กลับเชื่อไปเองว่าความเป็น “ชาวพุทธ” ที่โตมากับธรรมะในหลักสูตรการศึกษา คงต้องทำให้คนไทยอดทนกับความกำหนัดทางเพศได้เยี่ยงอรหันต์

ซึ่งการกึ่งบังคับว่าคนเมืองพุทธควรเลี่ยงความหงี่ได้นำมาซึ่งการขาดความรู้ในการจัดการกับความหงี่ แตกหน่อออกมาเป็นปัญหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศต่าง ๆ ซึ่งมีส่วนจากการไม่มีช่องทางบำบัดความหงี่ที่สะดวกและปลอดภัยด้วย เพราะแม้แต่ Sex Toy หรือ Sex Worker ก็ยังผิดกฎหมาย จะไปอาบอบนวดก็ต้องมีตังค์ พอมาถึงยุคที่มี OnlyFans ให้สมัครสมาชิกเข้าไปดูคลิปของคนที่ยินยอม(Consent)ที่จะถ่ายให้ดู รัฐบาลก็เริ่มไล่จับคนทำคลิปไปอีก

ขอบคุณภาพจาก : Thairath Online

เพราะการจำกัดและกีดกันเรื่อง “Sex” ของสังคมเผด็จการ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง “การบรรลุธรรมะ” หรือ “ศีลธรรมอันดี” ใด ๆ อย่างที่อ้าง หากแต่เป็นเรื่องของการปลูกฝังให้คนเคยชินกับการถูกจำกัด “สิทธิเสรีภาพ” แม้แต่เรื่องพื้นฐานเช่น “ความสุขทางเพศ” ต่างหาก

เพราะเผด็จการไม่อาจจำกัดการหายใจ การกิน นอน ขับถ่ายของคนในสังคมได้อย่างหมดจด ก็เหลือเรื่องความกำหนัดนี่แหละ ที่เป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ที่เผด็จการในคราบ “รัฐ” จะลงมาควบคุมและตีกรอบได้ อาจแค่เพื่อเป็นการบอกว่า “แม้แต่จิ๋มของพวกเธอก็ไม่ใช่ของพวกเธอ” และเมื่อเผด็จการสามารถจำกัดกระทั่งเรื่องพื้นฐานขนาดนี้ได้สำเร็จ จะจูงจมูกผู้คนในเรื่องอื่น ๆ ก็ง่าย

“เผด็จการ” ที่ต้องการกีดกันมนุษย์จากการเข้าถึงความสุขทางเพศหมายรวมถึงองค์กรอื่น ๆ ที่ควบคุมปกครองสังคมมนุษย์เช่น “ศาสนา” ด้วย

ด้วยความที่องค์กรศาสนายอดฮิตของโลกล้วนมีข้อธรรมะที่กีดกันมนุษย์ออกจากเรื่องเพศ และการบรรลุถึงความสุขทางเพศทั้งสิ้น โดยเฉพาะศาสนาจากฝั่งตะวันตกที่มีอิทธิพลกับหลายค่านิยมของไทยในปัจจุบันมากกว่าศาสนาประจำชาติเสียอีก และทำให้สังคมไทยวิตกจริตเกี่ยวกับเรื่องเพศไปทุกกระเบียด เช่นการโบ้ยให้ผู้หญิงแต่งกายมิดชิด รักนวลสงวนตัว เพื่อจะได้ไม่ผ่านมือชายก่อนแต่งงาน ซึ่งตอบสนองศาสนาปิตาธิปไตย ที่สอนให้มนุษย์มีเพศสัมพันธ์เพื่อการผลิตลูกหลังแต่งงานแล้วเท่านั้น อีกทั้งห้ามกิจกรรมทางเพศทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะทำกับใคร เพศไหน หรือแม้กระทั่งกับตัวเองเพราะเป็นบาปสกปรก

ในขณะที่ปรัชญาธรรมะที่ไม่มีรัฐบาลเผด็จการที่ไหนใช้มาอ้างเพื่อนำสังคม กลับบอกว่า “พลังทางเพศ” คือ “พลังชีวิต” ที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึง บำรุง เสพย์สม และสร้างสรรค์มันให้เกิดประโยชน์สุขกับชีวิตและการเติบโตทางจิตวิญญาณตามแต่วิถีของแต่ละคน

เช่น ปรัชญาทางอินเดียที่เรียกว่า “ตันตระ”(Tantra)  ซึ่งปรากฏอยู่ในศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และพุทธด้วย
โดยปรัชญานี้ระบุว่าร่างกายมนุษย์มีศูนย์พลังงาน 7 จุดที่เรียกว่า “จักระ”(Chakras) ซึ่งอยู่บริเวณทวารหนัก อวัยวะเพศ ช่องท้อง หัวใจ คอ กลางหน้าผาก และกลางกระหม่อม ซึ่งสัมพันธ์กับการไหลเวียนพลังงานในแต่ละจุด ส่งผลกับสุขภาพกายและใจที่สัมพันธ์กับจุดนั้น ๆ

โดย “พลังทางเพศ” จาก “กุณฑาลินี”(Kundalini) ที่อยู่บริเวณอวัยวะเพศนั้นเป็นดั่ง “ขุมพลังงานชีวิต” ที่มนุษย์ทุกคนล้วนมีอยู่เป็นพื้นฐาน ซึ่งนอกจากสัมพันธ์กับพลังทางเพศ พลังในการใช้ชีวิต แรงขับ ความปรารถนา แรงบันดาลใจต่าง ๆ ไปจนถึงความมั่นใจในตนเอง ยังเชื่อกันว่าพลังงานกุณฑาลินีนี้สามารถชะล้างและปรับสมดุลทุกจักระในร่างกายได้ ด้วยการเคลื่อนไหวเหมือน “งู” ไปบนเส้นกระดูกสันหลัง

ฉะนั้นการที่มนุษย์เข้าถึง “พลังทางเพศ” ด้วยการรู้จักใช้งาน เสพย์สม และควบคุมพลังงานนี้อย่างสร้างสรรค์ ยังส่งผลไปถึงชีวิตในมิติอื่นๆ โดยไม่จำกัดอยู่แค่ความสุขบนเตียง แต่ยังสามารถสร้างความมั่นใจ ความเคารพและรู้คุณค่าในตัวเอง นำมาซึ่งความตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีพลังในตัวเอง มีสิทธิในร่างกายและชีวิตตัวเอง โดยไม่ต้องขออนุญาตใคร หรือพึ่งพาอำนาจศักดิ์สิทธิ์อื่นใด เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง

ขอบคุณภาพจาก : qph.fs.quoracdn.net

โดยในขณะที่ “งูไฟ” อันเป็นสัญลักษณ์ของ “กุณฑาลินี” ในทางปรัชญาอินเดียนั้นถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของสมาคมเภสัชกรรมอเมริกัน(American Medical Association) ด้วยนัยยะของการเยียวยารักษา แต่กลับกลายเป็น “งู” ที่เป็นสัญลักษณ์ของ “ซาตาน” ที่ชักชวนให้มนุษย์คู่แรกที่พระเจ้าสร้างตกอยู่ในบาปของทางอีกศาสนาทางตะวันตก

ประหนึ่งว่าการ “ตื่นรู้” ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีพลังในตัว มีสิทธิที่จะเข้าถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ของความเป็นมนุษย์รวมถึงเรื่อง Sex นั้นเป็นเรื่องน่ากลัวของเหล่า “เผด็จการ” ที่ต้องการควบคุมและบงการให้มนุษย์เป็นเพียง“ทาส” ในคราบ“ผู้เชื่อ”ที่ยอมอยู่ในกรอบที่คนมีอำนาจอนุญาตเท่านั้นเสมอ

“ซีรีส์ Sex Education” ขอบคุณภาพจาก : latfem.org

ช่างเป็นตลกร้ายแสนอำมหิต ที่ผู้คนที่คอยตรวจจับพลังงานทางเพศที่พวยพุ่งของชาวบ้านเพื่อดับเปลวไฟของคนเหล่านั้น ล้วนเป็นคนที่ “ไฟมอด” ไปแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นนักบวชที่ถือพรหมจรรย์ตลอดชีพเพื่อศาสนา รัฐมนตรีหรือทหารแก่ ๆ ที่เตะปี๊บไม่ดังแล้ว หรือแม้กระทั่งคุณหญิงคุณนายที่สามีไม่ทำการบ้านมาหลายสิบปีและไม่เคยบำบัดชีวิต Sex ตัวเองสำเร็จเพราะไม่เคารพตัวเองมากพอให้กล้าคุยเรื่องบนเตียงกับสามี ฯลฯ ซึ่งล้วนเหมือนแค่อยากทำลายสิทธิความสุขของคนอื่นที่ตนไม่กล้ามี

แต่สิ่งที่เลวร้ายไม่ใช่การมีอยู่ของคนที่พลังทางเพศฝ่อเลยมาไล่กลบพลังของคนอื่นให้มอดเหมือนตน แต่คือการที่ “รัฐเผด็จการ” ทำตัวเป็นตำรวจศีลธรรม เอาข้อคำสอนของบางศาสนา มากำหนดเป็นกฎหมายที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซ้ำร้ายยังรับบท “พระเจ้า” ที่ปลูกฝังให้ผู้คนเชื่อว่าตนต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐ เพื่อจะได้มีสิทธิ์ “กิน ขี้ ปี้ นอน” ในวิถีที่ตนปรารถนา


อ้างอิง

1- https://en.m.wikipedia.org/wiki/Chakra

2-https://www.dameproducts.com/blogs/news/sexual-energy

3-หนังสือ “แม่มด ประวัติศาสตร์แห่งไสยเวท” โดย อัคนี มูลเมฆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *