Don’t kill me with your Ego. สิ่งที่ทำลายอนาคตของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง คือ “อีโก้” สูงลิ่ว และ “ภาพลวงตาเชิงบวก” ของคนรุ่นก่อนที่ไม่ยอมปล่อยมือจากอำนาจในการควบคุมโลก

Don’t kill me with your Ego. สิ่งที่ทำลายอนาคตของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง คือ “อีโก้” สูงลิ่ว และ “ภาพลวงตาเชิงบวก” ของคนรุ่นก่อนที่ไม่ยอมปล่อยมือจากอำนาจในการควบคุมโลก


ในขณะที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเอาแต่ทำงานหนักเพื่อกีดกันไม่ให้คนรุ่นหลังมี “เสรีภาพ” มากเกินไป ด้วยการกะเกณฑ์ว่าพวกเขาควรดูหนังแบบไหน ควรนับถือศาสนาอะไร ควรมี sex ตอนอายุเท่าไหร่ หรือควรจะเรียนหนังสือให้หนักจนไม่มีเวลาสนใจเรื่องการเมืองหรือไม่

แต่สิ่งที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และทำลายอนาคตคนรุ่นหลังได้จริง ไม่ใช่ “เสรีภาพ” และ “ประชาธิปไตย” ที่ทำให้พวกเขามีโอกาสสร้างสรรค์โลกแบบที่พวกเขาอยากอยู่ แต่กลับเป็น “อีโก้” และ “อำนาจ” ของคนรุ่นก่อนที่ไม่ยอมรามือจากการควบคุมโลก อีกทั้งยังมีความมั่นใจผิด ๆ ว่าตนเท่านั้นที่สร้างโลกที่ดีในอนาคตไว้ให้ชาวบ้านได้

ขอบคุณภาพจาก : lovelyinsults.com

“ความมั่นหน้า” ของทหารเผด็จการผู้นำประเทศไทยที่ประเมินศักยภาพของตัวเองสูงกว่าความเป็นจริงในทุกมิติ มั่นใจว่าตนคือ “ผู้นำในอุดมคติ” เป็นคนดีที่แผ่นดินรอคอย สามารถควบคุมวิกฤติได้ดีงาม บริหารบ้านเมืองได้ยอดเยี่ยม และตระหนักว่าชีวิตของประชาชน และอนาคตของบ้านเมืองไม่สามารถขาดตนไปได้เลย คือภาพของมนุษย์ที่ตกอยู่ในวังวนแห่งความยึดติด “ภาพลวงตาเชิงบวก” ของตัวเองอย่างขุดไม่ขึ้น
และคือความอันตรายอย่างใหญ่หลวงของปัจจุบันและอนาคตของประเทศนี้

“ภาพลวงตาเชิงบวก” หรือ “Positive illusion” ถูกพูดถึงในงานศึกษาจิตวิทยาสังคมของ Shelley E. Teller และ Janathan D. Brown นักวิจัยจากสหรัฐอเมริกา ในช่วงปี 1988-1998
ซึ่งเป็นกระบวนการทางจิต ที่เกิดจาก “อัตตา” หรือ “อีโก้ Ego” มนุษย์ สร้างขึ้นเพื่อระบายความเครียด เพื่อยกย่องตนเอง(self- enhancement)และเอาตัวรอดจากการถูกปฏิเสธ หรือความเสี่ยงที่จะทำให้ความสามารถในการเคารพคุณค่าของตัวเอง(self-esteem)ตกต่ำลง

ซึ่ง “ภาพลวงตาเชิงบวก” นี้ คือการมองเห็นตัวเองในเชิงบวกแบบไม่สมจริงไม่ว่าจะเป็น…

การมองเห็นตัวเองเหนือกว่าผู้อื่น(illusory superiority) เช่น มั่นใจว่าตนเป็นผู้นำที่มีศักยภาพมากกว่า และเป็นคนมีคุณธรรมกว่าผู้นำประเทศคนก่อน ๆ ของไทย ฯลฯ
การประเมินว่าตนเป็นผู้ควบคุมได้(illusion of control)แม้ในสถานการณ์แบบสุ่ม เช่น ความมั่นใจว่าตนสามารถกอบกู้สถานการณ์น้ำท่วม วิกฤติโรคระบาด หรือวิกฤติเศรษฐกิจของไทยได้แบบอยู่หมัด และทำได้ดีกว่าประเทศอื่น ๆ โดยที่ความเป็นจริงสวนทางกับภาพลวงตาเชิงบวกของตน ฯลฯ
การมีอคติในแง่บวก(optimism bias) ซึ่งเป็นการสร้างภาพลวงตาเชิงบวกให้กับ “สิ่งที่ตนทำ” ด้วย เช่น ความมั่นใจว่าการรัฐประหารยึดอำนาจประชาชนเพื่อกอบกู้ประเทศชาติเป็นสิ่งดี และการไล่จับประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยคือการสร้างความสงบ ฯลฯ

ขอบคุณภาพจาก : https://hot.muslimthaipost.com/

ด้วยค่านิยม และวัฒนธรรมแบบ “อำนาจนิยม” อาจเป็นตัวแปรที่ทำให้คนบางบทบาทในประเทศนี้ มีความคลั่ง “อีโก้” จนหลุดเข้าไปในมิติแห่ง “ภาพลวงตาเชิงบวก” ของตนลึกเป็นพิเศษ จนเป็นปฏิปักษ์กับ “ความจริง” และการ “ปฏิเสธ” โต้แย้งใหม่ ๆ จากภายนอก

เพราะสำหรับในประเทศที่มี “ศูนย์กลางแห่งระบอบอำนาจนิยม” สถิตย์อยู่ ไม่ว่าใคร หรือวงการใดที่เกี่ยวเนื่อง พึ่งพากับศูนย์อำนาจนั้น ๆ ย่อมถูกสังคม “สปอยล์” ให้เหลิงอำนาจทั้งสิ้น

คนที่ถูกเชิดชูให้รู้สึกยิ่งใหญ่ มาจากการแค่ถูกฝึกวินัย แค่เก่งการใช้กำลัง เก่งการใช้อำนาจ เก่งการไต่เต้า และมองเห็นทุกอย่างเป็น “สงคราม” ที่จะต้องกระวีกระวาดปกป้อง “ศูนย์กลางอำนาจ” จึงไม่แปลกที่จะมั่นใจว่างานของตนนั้นยากและมีเกียรติกว่าคนอื่น และพร้อมที่จะสำคัญตัวว่าบ้านเมืองนี้ไม่สามารถขาดตนได้

ขอบคุณภาพจาก : https://news.thaipbs.or.th/

แม้จะเป็นที่ถกเถียงกันว่า “ภาพลวงตาเชิงบวก” สามารถช่วยเสริมแรงทางบวกให้มนุษย์สามารถพัฒนาตัวเองได้มากขึ้นหรือไม่
แต่ผลที่ชัดเจนจากการมั่นอกมั่นใจใน “ภาพลวงตาเชิงบวก” ของตัวเอง เพราะไม่เคยกล้าหาญ และเคารพตัวเองมากพอจะมองเห็นความเป็นจริง เป็นการตัดโอกาสในการ “พัฒนา” ไปแล้วอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาตัวเอง หรือพัฒนาประเทศก็ตาม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ “ภาพลวงตาเชิงบวก” จากอีโก้อันสูงลิ่วนี้ รวมถึง “การมองเห็นสิ่งที่ตนทำลงไป” ด้วย พวกผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่อ้างอายุอานามในการจำกัดอำนาจในการขับเคลื่อนสังคมไว้เฉพาะรุ่นตนหรือพวกตนจึงไม่เคยคิดปรับ เปลี่ยน ตระหนัก หรือแก้ไขสิ่งใดๆ ที่ตนเคยสร้างไว้เลย เพื่อเป็นการยืนยันว่าประโยชน์ หรือความสำเร็จในอดีตที่ตนเคยทำมานั้น “ดีที่สุด” แล้ว

เช่น เราจึงยังคงเห็นพิธีเปิดบันไดเลื่อน พิธีเปิดการฉีดวัคซีน หรือพิธีรีตองต่าง ๆ ที่ไม่มีความสำคัญอะไรนอกจาก “ให้แสง” ผู้เป็น “ผู้ใหญ่” ในงานนั้น ๆ แต่ก็ยังทำสืบทอดไปเรื่อย ๆ เพียงเพื่อตอกย้ำความสำเร็จในวิถีเก่า ๆ ของคนรุ่นที่ยังไม่ปลงและไม่ปล่อยโลกไว้ในมือคนข้างหลัง

ขอบคุณภาพจาก : https://s.isanook.com/

ในประเทศที่เต็มไปด้วยคนรวยอีโก้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนนั่งเป็นบังเหียนกำหนดอนาคตประเทศ จึงไม่สามารถพัฒนาได้สักมิติ เพราะเมื่อมีคนพกความคิดใหม่ ๆ มาเสนอเพื่อพัฒนา ก็ถูกแปลเป็นการ “ปฏิเสธ” ว่าความสำเร็จของคนรุ่นเก่าไม่ดี
หรือเมื่อคนรุ่นใหม่ออกมาเรียกร้องเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศในแนวทางที่ขัดจากอุดมคติ “ความดีงาม” เก่า ๆ ก็ย่อมถูกตีตกไปเพื่อไม่ให้อุดมคติเก่า ๆ ถูกรุกราน โดยไม่ต้องถามหาการพินิจพิเคราะห์ใด ๆ ก่อน เพราะ “อีโก้” ย่อมสวนทางกับความมี “ปัญญา” อยู่แล้ว

ทุกวันนี้อนาคตของประเทศไทยจึงถูกจำกัดไว้แค่วิสัยทัศน์ 20 ปี
ที่เขียนขึ้นโดยคนที่จะมีชีวิตอยู่อีกไม่เกิน 20 ปี ซึ่งติด “ภาพลวงตาเชิงบวก” ว่าตัวเองสามารถกำอนาคตประเทศไว้ในมือได้

ขอบคุณภาพจาก : https://www.tnnthailand.com/

สิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อมนุษย์ที่ยึดติด “ภาพลวงตาเชิงบวก” ของตน คือ “ความจริง” และการ “ถูกปฏิเสธ” จึงไม่แปลกที่ผู้ใหญ่บ้าอีโก้มักจะสอนเด็กตั้งแต่เริ่มพูดเป็นว่า “ห้ามเถียง” ทุกกรณี เพื่อไม่ให้ข้อมูลใหม่ ๆ ไปทำลายความถูกต้องของตัวเอง

จนพอเด็กเหล่านั้นโตขึ้นมาพอที่จะอ้าปาก “เถียง” ได้เสียงดังขึ้น วิธีกำราบก็ยิ่งแรงขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงได้เห็นพ่อแม่ที่แช่งลูกตัวเองให้ถูกจับขังคุกหากออกไปเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย และผู้ใหญ่ที่อ้างว่าทำเพื่ออนาคตของชาติด้วยการปราบปรามอนาคตของชาติที่ออกมาสร้างสรรค์อนาคตแบบที่พวกเขาต้องการ

ขอบคุณภาพจาก : https://ichef.bbci.co.uk/

ความจริงแล้วมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะหัวหงอกหัวดำก็สามารถตกอยู่ในความยึดติด “ภาพลวงตาเชิงบวก” ของตัวเองกันได้ทั้งนั้น แต่สิ่งที่อันตรายคือการที่ภาพลวงตาจากอีโก้อันสูงลิ่วของคนไม่กี่คน มีผลต่อความเป็นความตาย และคุณภาพชีวิตของคนหมู่มาก โดยเฉพาะหากในสังคมนั้นไม่มีระบบคอยคานอำนาจ หรือตรวจสอบไม่ให้ “อีโก้” เหล่านี้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือ “การเลือก” ของคนอื่น ๆ 

เพราะ “อีโก้” และ “ความมั่นใจผิด ๆ” เหล่านี้ฆ่าคนได้

เช่น ทำให้เรามีรัฐบาลที่มั่นใจว่าตนเป็นคนดีที่สุดและเก่งที่สุด ซึ่งอ้างว่าจะพัฒนาประเทศให้พ้นคนโกงด้วยการโค่นประชาธิปไตยและปล้นอำนาจขึ้นมานั่งบนบัลลังก์เพื่อกันท่าคนโกงอีกที และจัดการปัญหาปากท้องประชาชนด้วยการเอางบประมาณก้อนใหญ่ไปซื้อของเล่น พร้อมประเคนเป็นเบี้ยเลี้ยงให้ Brand Ambassador ของประเทศที่รวยระดับโลกจนใช้ชั่วชีวิตไม่หมดเพื่อให้ประชาชนมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
แถมพอมีวิกฤติโรคระบาดพร้อมๆ กับตอนที่ประชาชนจะอดตายทั้งประเทศพอดี ก็ยังมั่นใจว่าตนจัดการกับปัญหาได้เก่งระดับโลก ด้วยการเร่งสั่งซื้อวัคซีนคุณภาพต่ำที่สุดด้วยราคาสูงเป็นพิเศษมาให้ประชาชน เหมือนกลัวประชาชนจะรอด… เป็นต้น


อ้างอิง

1- http://positivepsychology.org.uk/positive-illusions/

2- https://www.nationalgeographic.com/science/article/the-bigger-the-ego-the-harder-the-fall-how-self-awareness-buffers-against-social-rejection

3- https://en.m.wikipedia.org/wiki/Positive_illusions

4- http://faculty.washington.edu/jdb/articles/Illusion%20and%20Well-Being.pdf

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *