มนุษย์ “ขี้เหยียด” เพราะ “ความรู้สึกไม่มั่นคง” ในตัวเอง…เพียง “ความแตกต่าง” จึงกลายเป็นภัยของเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะในสังคมที่ทำให้ผู้คนรู้สึกขาดแคลนจนกลัวถูกแย่งทรัพยากร

มนุษย์ “ขี้เหยียด” เพราะ “ความรู้สึกไม่มั่นคง” ในตัวเอง…เพียง “ความแตกต่าง” จึงกลายเป็นภัยของเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะในสังคมที่ทำให้ผู้คนรู้สึกขาดแคลนจนกลัวถูกแย่งทรัพยากร


จากประเด็น #คลับเฮาส์toxic

นอกจากการอ้างสัญชาติญาณเอาตัวรอด และการวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ที่ทำให้มนุษย์หลายคนลงทุนทิ้งมนุษยธรรม และความเห็นอกเห็นใจ เพื่อซื้อการมีกลุ่ม ประกันความอยู่รอดในสังคม โดยตั้งตนเป็นผู้ล่าแทนผู้ถูกล่า

พฤติกรรมการ “เหยียด” นี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังมาจาก “ความรู้สึกไม่มั่นคง” ทั้งความรู้สึกไม่มั่นคงต่อสังคมที่อยู่ และความรู้สึกไม่มั่นคงในตัวเอง

เพราะไม่แปลกที่คนที่ไม่เคารพตัวเอง ก็ย่อมไม่เคารพแม้แต่ความเป็นมนุษย์ของคนอื่นด้วย

วัฒนธรรม “เหยียด” จึงไม่ได้จำกัดเพียงการเหยียดเชื้อชาติหรือเผ่าพันธุ์เท่านั้น เพราะผู้คนที่มีพฤติกรรม “ขี้เหยียด” อันมาจากทัศนคติที่ “มองคนไม่เท่ากัน” ไม่ว่าจะด้วยเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ สีผิว ฯลฯ ก็ย่อมมีแนวโน้มตัดสินคุณค่าของผู้อื่นด้วยความแตกต่างเช่น รูปร่าง ความคิด ความเชื่อ การแต่งตัว การศึกษา รสนิยม เงินในกระเป๋า ฯลฯ ได้ด้วยเช่นกัน

พจนานุกรม Oxford ให้ความหมายคำว่า “Racism” หรือ “คตินิยมเชื้อชาติ” หรือ “การเหยียดเชื้อชาติ” ไว้ว่า คือ“อคติ การเลือกปฏิบัติ หรือการเป็นปฏิปักษ์จากผู้คนจากเชื้อชาติอื่น ด้วยฐานความเชื่อว่าเผ่าพันธุ์ของตนนั้นเหนือกว่า”

ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการหล่อหลอมจากสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ สื่อฯ ที่ป้อนอุดมคติของ “ความปกติ” และเงื่อนไขของความเป็นมนุษย์ที่ “เหนือ/ด้อยกว่า” ใส่หัวผู้คนเพื่อสร้างอคติต่อความแตกต่าง หรือการถูกเลี้ยงดูให้มีสิ่งแวดล้อม และทัศนคติที่คับแคบ จนไม่สามารถทำความเข้าใจความหลากหลายในสังคม ฯลฯ

โดยคนที่เอ็นจอยกับพฤติกรรมนี้มีแนวโน้มเจ็บป่วยทางจิต ด้วยความผิดปกติของบุคลิกภาพแบบหวาดระแวง และโรคหลงตัวเอง

เพราะส่วนสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการ “ต่อต้านความหลากหลายอื่น” พร้อมกับการแสดงความมั่นอกมั่นใจว่าเผ่าพันธุ์ หรือคุณลักษณะของตนนั้นประเสริฐกว่าคนอื่น คือสัญญาณของปัญหาทางใจ เช่น ความกลัวและหวาดระแวง อันมาจาก “ความรู้สึกไม่มั่นคงภายใน” …

อ้างอิงจากบทความที่แล้วเรื่อง “การกลัวตาย” มนุษย์มีพื้นฐานความรู้สึกกลัวตายมากน้อยต่างกันไป แต่มนุษย์ที่มีความกลัวตายมากกว่า ทำให้เปิดโหมด “สัญชาติญาณเอาตัวรอด” ด้วยการโหยหาการอยู่เป็นกลุ่ม แบ่งพรรคแบ่งพวก เพื่อพร้อมโจมตีใครก็ตามที่ทำให้ “ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย” ของพวกเขากระทบกระเทือน

“ความรู้สึกไม่มั่นคง” นี้หมายรวมถึงการที่ “อัตตา” และ “การรับรู้คุณค่าของตัวเอง”ถูกกระทบด้วย คนที่รู้สึกไม่มั่นใจในคุณค่าของตัวเอง ขาดความเคารพตัวเอง มองว่าตัวเองดีไม่พอ ไม่สมควรได้รับการยอมรับ ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยใดหล่อหลอมมาก็ตาม

ในขณะที่บางคนอาจเลือกลงโทษหรือกดดันตัวเองเงียบๆ แต่บนโลกนี้มีคนจำนวนมากเหลือเกินที่เลือกเติมเต็มช่องโหว่ในอัตตาเหล่านั้น ด้วยการลดทอนคุณค่าของคนอื่นเพื่อให้ตนรู้สึกดีกับความนับถือตัวเองที่มีน้อยนิด หรือด้วยการหัวเราะเยาะความแตกต่างของผู้อื่นเพื่อบรรเทาความรู้สึกทุเรศตัวเองที่ใจแคบจนไม่สามารถทำความเข้าใจและไว้วางใจมนุษยธรรมของคนอื่นได้ ฯลฯ

ทัศนคติเหยียดหยันเหล่านี้ จึงนำมาสู่วัฒนธรรมการ “Bully”(กลั่นแกล้ง) ที่การจับกลุ่มเหยียดและกลั่นแกล้งใครสักคนที่ทำให้คนหลายคนในสังคมนั้นรู้สึกด้อยกว่า เกิดขึ้นได้ในทุกสังคมและทำลายกันได้ถึงชีวิต

“ความรู้สึกไม่มั่นคง” ที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมการ “เหยียด” แบ่งแยก สร้างสงครามระหว่างพวก ยังมาจากสัญชาติญาณแห่งความ “ไม่พอ” อีกด้วย เพราะสัญชาติญาณเอาตัวรอดบีบคั้นให้มนุษย์กำจัดศัตรูเพื่อไม่ให้มาแย่งทรัพยากรที่มีจำกัดจนทำให้พวกของตนอดตาย

การที่คนอเมริกันเห็นด้วยกับทรัมป์ เพื่อนโยบายปิดกั้นคนต่างด้าวไม่ให้เข้ามาแย่งทรัพยากรคนอเมริกันดูเป็นความสมเหตุสมผลไปเลย แม้ว่าจะดูไร้มนุษยธรรมก็ตาม หากได้หันกลับมามองประเทศไทยที่เหยียดกันเองภายในอย่างอบอุ่น เหยียดแม้กระทั่งคนไทยด้วยกันที่อยู่กันคนละภาค พูดภาษาเดียวกันที่สำเนียงต่างกัน และกินอาหารต่างกันนิดหน่อย

เช่น เหมารวมคนอีสานว่าจน โง่ ขี้เกียจ กินหมา พร้อมเสนอภาพคนที่มาจากภาคอีสานให้เป็นตัวตลกโง่ๆ เป็นคนใช้จนๆ ในละครทีวี หรือเหยียดคนใต้มุสลิมว่าเป็นโจร ลูกหลานโจร หัวรุนแรง จากสงครามชายแดนภาคใต้ที่ประชาชนไม่ใช่ผู้ก่อเลยด้วยซ้ำ ฯลฯ…โดยที่สังคมทำให้ความเลวร้ายเหล่านี้เป็นเรื่องปกติและความขบขันของคนในเมืองที่เจริญกว่า

เพราะลำพังแค่ “ความรู้สึกไม่มั่นคงภายในตัวเอง” ของคนที่เลือกมาเป็นคนเมืองซึ่งต้องคอยกดดันตัวเอง และเปรียบเทียบคนอื่น เพื่อเผชิญกับ “การแข่งขันสูง” ที่ต่างคนเบียดเสียดกันหาที่ทางเติบโตในเมืองหลวงเพื่อไม่ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างพอเพียงแบบไม่เพียงพอที่จังหวัดบ้านเกิด ก็เพียงพอที่จะเสี่ยงให้เกิดการบำบัดความเครียดด้วยการหันไป “เหยียด” คนข้างหลังเพื่อให้ตนรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อยแล้ว…

แต่นอกจากเป็นเมืองแห่ง “ความเหลื่อมล้ำ” ประเทศนี้ยังมีความเป็น “จักรวาลแห่งความขาดแคลน” อย่างแท้จริง ด้วยการที่มีระบอบอำนาจนิยมเฟื่องฟู ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการจำกัด “ความเจริญ” และทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ไว้เฉพาะพวกตนและชนชั้นที่เอื้อผลประโยชน์และเสริมฐานอำนาจให้กัน

ในขณะที่หล่อเลี้ยง“ความขาดแคลน” ไว้ ให้คนอีก 99% ที่เหลือต้องรอชิงโชค และร้องขอคุณภาพชีวิตที่ดีจากรัฐบาลจนสิ้นหวัง และต้องปรับใจปรับตัวรับสภาพการมีคุณภาพชีวิตที่จำกัดให้ได้ แม้จะถูกรัฐฯ ทิ้งให้อยู่ตามบุญตามกรรมอย่างสิ้นเชิงก็ตาม

ฉะนั้นจึงอาจไม่แปลกที่คนต่างจังหวัดที่พากันเข้ามาหางานทำในเมืองหลวงกลายเป็นกลุ่มที่ถูกเหยียดหยันดูแคลนที่สุด ด้วยความรู้สึกกลัวว่าทรัพยากรและโอกาสที่มีจำกัดอยู่แล้ว จะยิ่ง “ไม่พอ” เข้าไปอีก

และเป็นเหตุผลของวัฒนธรรมการบูลลี่ในสังคมคนทำงาน ที่เป้าหมายโจมตีมักเป็นคนที่ทำดีหรืองานเด่นเกินหน้าเกินตา เพราะบรรดามนุษย์ Insecure ย่อมกลัวว่าทรัพยากรและโอกาสในองค์กรจะตกมาไม่ถึงท้องตน

กลายเป็นว่า “คนไทย” ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเหยียดเชื้อชาติอื่น มากเท่าเหยียดกันเอง เพราะมองว่าคนไทยกันเองนี่แหละที่ต้องแย่งกันเติบโต และชิงทรัพยากรที่(รัฐทำให้เชื่อว่า)มีอยู่อย่างจำกัดในประเทศนี้

และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ประเทศที่ขึ้นชื่อว่ามีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าดีที่สุดในโลก ซึ่งไม่ปล่อยให้ประชากรรู้สึกขัดสน กลัวอดอยาก สิ้นหวัง หรือรู้สึกขาดแคลนอยู่เสมอ เช่น สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เบลเยียม ออสเตรีย ฯลฯ จึงเป็นประเทศเดียวกับประเทศที่ติดอันดับต้นๆ ของโลกในการเป็นสังคมที่มีความเสมอภาคทางเชื้อชาติ เพราะประชากรไม่รู้สึกว่าตนต้องหวาดหวั่นเรื่องความขาดแคลน ไม่ต้องงกทรัพยากรเพราะกลัวว่าจะมีไม่พอ ในทางกลับกัน คือรู้สึกว่ามีเพียงพอจนสามารถแบ่งปันได้อีกด้วย

ความจริงแล้วจึงอาจพูดได้ว่า การจะแลกมาซึ่งสำนึกแห่งความเท่าเทียม การเคารพความแตกต่าง และความมีมนุษยธรรม สำหรับมนุษย์หลายคนบนโลกนี้ อาจต้องสร้าง “ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย” ที่จับต้องได้ให้เกิดขึ้นในสำนึกของคนเหล่านั้น
ซึ่งเป็นความจริงที่อาจทำให้รู้สึกสิ้นหวังในความเป็นมนุษย์เหลือเกิน

แต่ความจริงคือไม่มีใครสามารถชั่งตวงวัด หรือออกกำหนดกฎเกณฑ์ให้มนุษย์มีระดับมนุษยธรรมและความสามารถในการเห็นอกเห็นใจสูงพอจนไม่อยากทำลายคนที่แตกต่างเพื่อให้ตนรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ฉะนั้นหนทางพอมีที่ดีที่สุดอาจเป็นการออกแบบสังคมที่มนุษย์ไม่ต้องกลัวอดตาย เพื่อจะได้ไม่อยากฆ่ากันเพื่อสงวนอาหาร

แต่คงเกิดขึ้นได้ยาก สำหรับประเทศที่ชนชั้นอำนาจอยากหล่อเลี้ยง “สงครามภายใน” เอาไว้อยู่แล้ว เพื่อไม่ให้ผู้คนเฉลียวใจหันมามองหาว่าทรัพยากรที่ควรมีเกินพอจนไม่ต้องแย่งกันนั้นหายไปอยู่กับใคร


อ้างอิง

1-https://www.humanrightscareers.com/issues/root-causes-of-racism/

2-https://www.verywellmind.com/the-psychology-of-racism-5070459

3- https://hipporeads.com/racism-and-the-scourge-of-insecurity/

4-https://www.crer.scot/what-is-racism

5-https://www.usnews.com/news/best-countries/best-countries-for-racial-equality

6-https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B9%84%E0%B8%A5%E0%B8%9F%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A5%E0%B9%8C/152599

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *