“วัฒนธรรมผักชีโรยหน้า”…ค่านิยม “หลอกตัวเอง” สร้างภาพลวงตาทับความเป็นจริงที่ฝังกลบความเจริญของประเทศไทยไว้จนมิด

“วัฒนธรรมผักชีโรยหน้า”…ค่านิยม “หลอกตัวเอง” สร้างภาพลวงตาทับความเป็นจริงที่ฝังกลบความเจริญของประเทศไทยไว้จนมิด


จากกระแส #ทำไมครูไทยอยากลาออก ตอกย้ำว่าปัญหาของระบบการศึกษาไทยไม่เคยถูกแก้ให้หมดไป

รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นในแฮชแท็ก #ไม่เอาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ยังแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยไม่เคยก้าวสู่ความศิวิไลซ์ ที่ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพได้จริงเพียงแต่ตลอดยุคสมัยที่ผ่านมา ภาพแห่งความหวังว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วต่างๆ เป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจาก “วัฒนธรรมผักชีโรยหน้า” แบบโฆษณาแล้วจบ พัฒนาแบบสั่วๆ เพื่อเบิกงบ เพื่อให้ประชาชนผู้เป็น  “เจ้าของงบ” สบายใจเท่านั้น

ขอบคุณรูปภาพจาก : https://mpics.mgronline.com/

พจนานุกรมไทย ให้ความหมายของสำนวน “ผักชีโรยหน้า” ไว้ว่าคือ “การทำดีเพียงผิวเผิน” ทำดีแค่เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเห็นเฉพาะหน้าเท่านั้น

วัฒนธรรม “ผักชีโรยหน้า” ในระบบราชการไทยตั้งแต่บนลงล่างแทบจะเป็นวิสัยที่ทำกันจนเหมือนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งมีผลต่อคุณภาพชีวิตคนในสังและความเจริญของประเทศชาติโดยตรง ทำให้เรามีเจ้าหน้าที่งานแผ่นดินที่ “สร้างภาพเก่ง” มากกว่า “สร้างงานเก่ง”ทำเอกสารเก่ง จัดพิธีเก่ง คิดโครงการเบิกงบเก่ง ถ่ายรูปทำแฟ้มผลงานเก่ง ฯลฯ ยกเว้นทำหน้าที่ของตนที่ทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นในชีวิตจริงนอกแฟ้มผลงาน

“วัฒนธรรมผักชีโรยหน้า” พัฒนาแบบขอไปทีเหล่านี้ ไม่ใช่แค่ภาพของปัญหา “วัฒนธรรมเช้าชามเย็นชาม” ที่เกิดจากคนทำงานที่ไม่เหมาะกับงาน หรือ passion ของข้าราชการไทยที่หดหายตามฐานเงินเดือนเท่านั้น
แต่แท้ที่จริงคือการ “หลอกตัวเอง” อย่างตั้งใจไปพร้อมๆ กับ “หลอกสังคม” เพื่อสร้างภาพลวงตาเข้าข้างตัวเองร่วมกันด้วย

ระดับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานก็สืบทอดวัฒนธรรมนี้จากรุ่นสู่รุ่น เพราะคนไทยเห็นมาตลอดชีวิต ว่าการทำงานหนักไม่เคยเปลี่ยนชีวิตได้จริง ในขณะที่ชนชั้นอำนาจในประเทศแสดงให้ดูว่าการสร้างภาพชวนเชื่อจัดพิธีรีตองหลอกกันระยะยาวต่างหากที่ยั่งยืน
และต่อให้มีใครที่สามารถมองผ่านภาพลวงตาจนอยากปฏิวัติพัฒนาสังคมนี้จริง ความอยากเจริญเหล่านี้ก็ยังติด“เพดาน”ที่ชื่อว่า “ระบอบอำนาจนิยม” ของกลุ่มคนที่ไม่อยากให้ประเทศนี้พัฒนาไปไกลจนความเป็นมนุษย์ที่มีแนวคิดเสรีศิวิไลซ์นั้นกระทบเสถียรภาพ “อำนาจ”

ขอบคุณรูปภาพจาก : https://hilight.kapook.com/

นักวิทยาศาสตร์ Robert Trivers ผู้ศึกษาเรื่อง “การหลอกตัวเอง” หรือ Self-deception บอกว่า “การหลอกคนอื่น” จะสำเร็จไม่ได้หากผู้ที่หลอกก็ยังไม่เชื่อคำลวงของตัวเองซึ่งหมายความว่าก่อนที่คนเราจะหลอกคนอื่นได้อย่างแยบยลแนบเนียน ต้องผ่านการหลอกตัวเองจนเชื่อด้วยเสียก่อน

หลายคนคงเคยโตมากับการเห็น “วัฒนธรรมผักชีโรยหน้า” หลอกกันไปมายิ่งกว่าผีมาตลอดชีวิต ตั้งแต่โรงเรียนประถมที่หยุดขายน้ำอัดลมและครูที่ตั้งใจสอนมากกว่าทุกวันเฉพาะวันที่เจ้าหน้าที่กระทรวงฯมาตรวจโรงเรียน ครูที่เกณฑ์นักเรียนหัวกะทิไปแข่งวิชาการเพื่อพิสูจน์ศักยภาพของโรงเรียนทั้งที่เด็กเหล่านั้นวิชาการแน่นเพราะเรียนพิเศษข้างนอก

จนโตมาเจอโครงการต้านโกงด้วยการสอนเด็กให้โตไปไม่โกงเพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ว่าคนคุมประเทศนี้ไม่ต้องการระบบตรวจสอบการโกงของผู้ใหญ่ ไปจนถึงการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและยากจนให้ด้วยการสอนให้คนรู้จักพอเพียงจนมาถึงวันที่สังคมนี้แนะให้แก้ปัญหาเรื่องครูไทยเงินเดือนไม่พอใช้ด้วยการปลูกฝังการ “ทำงานด้วยใจ” เหนือค่าตอบแทน ฯลฯ

ขอบคุณภาพจาก : https://media.komchadluek.net/

นอกจากเพราะการสร้างภาพว่าประเทศนี้พัฒนาแล้ว ทำง่ายกว่าและเป็นไปได้มากกว่าการที่ระบอบอำนาจนิยมประเทศนี้จะปล่อยให้เกิดการพัฒนาขึ้นจริง

สิ่งที่อยู่ภายใต้กระบวนการอันไม่สมเหตุสมผลของโครงการและแนวคิดพัฒนาเหล่านี้ คือความสิ้นหวัง และการหลอกตัวเอง ไปจนถึงหวังว่าสิ่งที่กำลังหลอกตัวเองอยู่นี้จะสามารถสร้างภาพลวงตาที่หลอกสังคมได้ด้วย

ผู้คนที่มองผ่านภาพลวงตาของประเทศนี้จนเห็นการพยายามพัฒนาที่ล้มเหลวซ้ำซาก ไม่ว่าจะเป็นถนนที่ทำสั่วๆ เพื่อทุบทิ้งแล้วทำใหม่ทั้งปีทั้งชาติ การสรรหาแนวทางใหม่ๆ ที่จะปฏิวัติการศึกษาไทยให้เทียมสากลแต่ติดหล่มแนวคิดที่อดขังเด็กไว้ในกะลาไม่ได้ หรืออดีตนายกที่ตั้งใจรื้อระบบการทำงานของข้าราชการใหม่ทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหาการพัฒนาที่ติดหล่มแบบยกแผง

…จึงล้วนเป็น “อันตราย” สำหรับสังคมที่มี “ภาพลวงตา” เป็น Comfort zone และไม่พร้อมทำลายโลกทั้งใบที่พวกเขาสร้างไว้ด้วยการหลอกตัวเองและหลอกกันไปมาว่าทุกอย่างล้วน “ดีอยู่แล้ว”

ขอบคุณรูปภาพจาก : https://hilight.kapook.com/

คนไทยอยู่กับ “คำหลอกลวง” จนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับชีวิตไปแล้ว
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอดสูเหลือเกิน ที่มนุษย์หลายล้านต้องบั่นทอนการรับรู้คุณค่าของตัวเองเพื่อให้อยู่รอดในสังคมนี้ได้ ด้วยการทำให้ตัวเองเชื่อว่าตนคู่ควรและควรทนได้กับการถูกหลอกซ้ำซาก

มิหนำซ้ำยังเชื่อว่าตนสามารถหลอกคนทั้งโลกได้อีกด้วย

ตั้งแต่การยืดอกบอกโลก และบอกตัวเองว่า “ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย”ทั้งที่มีใครสักคนนั่งเป็นประมุขและมีอำนาจและอภิสิทธิ์เหนือประชาชนทุกคนมาตลอด เพียงเพื่อให้นานาชาติคิดว่าเรามีอารยรรมมากพอที่จะให้คนในประเทศนี้มีสิทธิและเสรีภาพ ก็นับเป็นตัวอย่างกระบวนการหลอกตัวเองเพื่อหลอกคนอื่นที่สมบูรณ์แท้

เพราะในความเป็นจริงคนไทยไม่เคยได้ครอบครองอำนาจ “ประชาธิปไตย” แบบเต็มใบที่เป็นอิสระจากระบอบอำนาจอื่นเลย แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนไทยอีกหลายคนที่เชื่อว่ากษัตริย์ประทานสิ่งนี้ให้คนไทยมานานแล้ว จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีคนมากมายที่เชื่อว่ากองทัพที่ขยันออกมายึดประชาธิปไตย ทำไปเพื่อปกป้อง “ประชาธิปไตย” อีกที และแม้ว่าคำสัญญาว่าจะปฏิรูปและพัฒนา ที่ผ่านมามีแต่การกอบโกย กุมอำนาจ และพาประเทศถอยหลังลงเหวแค่ไหน

“คนหลอกตัวเอง” เพราะถูกหลอกจนชิน ซึ่งมักมีความ “ย้อนแย้ง” ในเหตุผลของตน ก็จะพยายามจับแพะชนแกะ สรรหาเหตุผล นามธรรมที่คลุมเครือ และความเชื่อมโยงมาปะติดปะต่อมั่วซั่วแค่ไหนก็ได้ เพียงเพื่อไม่ต้องยอมรับความจริงว่า “ตนถูกหลอกมาตลอด” อยู่ดี

ขอบคุณรูปภาพจาก : https://www.brighttv.co.th/

การสืบสาน “วัฒนธรรมผักชีโรยหน้า” และการทำให้การหลอกกันยิ่งกว่าผีกลายเป็นเรื่องปกติและควรรับได้ พาประเทศนี้ไปสู่อะไร…เราคงเห็นกันมาแล้วตลอดชีวิต

หลักสูตรการศึกษาให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง…ที่ไม่แม้แต่สามารถเคารพสิทธิมนุษยชนเบื้องต้นของนักเรียน
ความยากจนข้นแค้น…ที่กลายเป็นภาพแห่ง “ความพอเพียง”
การตกอยู่ใต้ระบอบอำนาจนิยมและเป็นทาสตลอดชีวิต…ที่กลายเป็น “อารยธรรมอันงดงาม”
การมีกองทัพเผด็จการจ้องจะออกมายึดอำนาจอธิปไตยของประชาชนทุกๆ สิบปี…กลายเป็นความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยที่ได้รับ “การปกป้อง”

และผู้ที่ต้องการกดขี่ให้สิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีของผู้คนอยู่ใต้บารมีตนอย่างเบ็ดเสร็จ…กลับกลายเป็น “เทพสมมติ” ที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในแผ่นดิน

ตราบใดที่เราไม่อาจไปถึง “การยอมรับความจริง” ได้ การพัฒนาย่อมไม่มีวันเกิด…
“วัฒนธรรมผักชีโรยหน้า” การหลอกตัวเอง และหลอกกันเองว่าทุกอย่างดีอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา และพัฒนาแล้ว จึงเป็นการการฝังกลบความหวังและโอกาสในการพัฒนาประเทศนี้อย่างแท้จริง


อ้างอิง

1- https://dictionary.sanook.com

2- https://www.theguardian.com/science/2011/oct/07/deceit-self-deception-robert-trivers

3- https://en.m.wikipedia.org/wiki/Self-deception

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *