คนที่มีบุคลิกแบบ “เผด็จการ” ไม่ว่าจะเชียร์ม็อบไหนก็เป็นทาสอำนาจนิยมและมนุษยธรรมมีปัญหาอยู่ดี

คนที่มีบุคลิกแบบ “เผด็จการ” ไม่ว่าจะเชียร์ม็อบไหนก็เป็นทาสอำนาจนิยมและมนุษยธรรมมีปัญหาอยู่ดี


ตั้งแต่ขบวนการคนเอาประชาธิปไตยยุคใหม่เปิดหน้ากันอย่างเป็นทางการ จากกระบวนการเคลื่อนไหวของ “คณะราษฎร 2563” เมื่อปีที่แล้ว มาถึงวันนี้เรายังคงเห็นความเชื่อ และตรรกะที่ไม่สมเหตุสมผลกับการคาดหวังว่า “คนเอาประชาธิปไตย” หรือฝักใฝ่พรรคประชาธิปไตย จะต้องเป็นมนุษย์ที่ตื่นรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียม แถมต้องกอปรด้วยมนุษยธรรมอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่คนที่เรียกร้อง “ความเท่าเทียม” หลายคนก็ยังมีข่าวกระทืบเมีย เหยียดเพศ ตบคู่กรณีให้เห็นเรื่อยๆ

เพราะความจริงคือ ความฝักใฝ่ “เผด็จการ” คือนิสัย บุคลิก และทัศนะการมองโลก ไม่ได้จำกัดโดยแนวคิดทางการเมืองเสมอไป
ฉะนั้นความเป็น “สลิ่ม” ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในกลุ่มคนคลั่งเจ้า หรืออวยรัฐบาลเผด็จการเสมอไปด้วย

บุคลิกเผด็จการ คือบุคลิกภาพสมมติของมนุษย์ที่มีลักษณะของการเชื่อฟัง เคารพ และยอมจำนนต่ออำนาจจากบุคคลภายนอกอย่างสุดโต่ง และไร้คำถาม

โดยมาจากการศึกษาของ Theodor W. Adorno, Else Frenkel-Brunswik, Daniel LevinsonและNevitt Sanford นักวิจัยจาก University of California, Berkeley
ซึ่งมาจากการใคร่รู้ว่าบุคลิกภาพแบบใดของมนุษย์ที่ทำให้คนบางจำพวกมีความเสี่ยงที่จะเป็น “ลัทธิฟาสซิสต์” หรือมีความเป็น “เผด็จการ” ในตัวมากกว่าคนอื่นๆ โดยหนึ่งในนั้นมีการวัดระดับความรุนแรงของลักษณะเผด็จการโดย F-Scale หรือ “คะแนนฟาสซิสต์” ไม่ว่าจะเพราะเป็นการจำแนกคนอย่างสุดโต่ง แทงใจดำเกินไป หรือใดๆก็ตาม ทฤษฎีนี้เคยโดนวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่เป็นเครื่องมือป้ายสีและชวนเชื่อ

แต่ตลอดยุคสมัยนับแต่มีงานศึกษาสุดคลาสสิคชิ้นนี้ ก็มีการศึกษาต่อยอดมากมาย เพื่อพบว่าทฤษฎีนี้ยังคงเป็นจริง แต่นิสัยเผด็จการเหล่านี้ก็สามารถเพิ่ม-ลดได้ตลอดช่วงชีวิต โดยเฉพาะหลังจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ปฏิวัติความคิด ความเชื่อ และการมองเห็นโลก

โดยจุดเริ่มต้นของนิสัยนี้ก่อร่างขึ้นตั้งแต่มนุษย์อายุ 1 ปีเป็นต้นไป ผ่านการรับรู้ว่าโลกนี้มี “พลวัตอำนาจ”(Power dynamic) อยู่โดยการมองเห็นระบอบอำนาจในครอบครัว เช่น พ่อเหนือกว่าแม่ แม่เหนือกว่าลูก ไปจนถึงในสังคมโรงเรียนที่ปลูกฝังอย่างชัดเจนว่าผู้หญิงอ่อนแอกว่าผู้ชายและมีชนชั้นศักดินาบางตระกูลที่อยู่สูงเหนือใครทั้งมวล ฯลฯ

จากผลการศึกษาเรื่อง The Authoritarion Personality ชิ้นนี้จำแนกลักษณะบุคลิกและวิธีคิดของ “คนเผด็จการ” ออกมาได้หลากหลาย แต่พื้นฐานล้วนมาจากการศิโรราบต่อ “อำนาจดั้งเดิม” ไม่ว่าจะเป็นอุดมคติความดีของศาสนา การโหยหาอำนาจเผด็จการ การต่อต้านเสรีภาพและแนวคิดใหม่ๆ ไปจนถึงการกำราบคนกลุ่มน้อยที่มีกำลังน้อยกว่า ฯลฯ

ไม่ว่าจะฝักใฝ่ขั้วการเมืองใด “คนเผด็จการ” มักมีโลกทัศน์เป็นสี “ขาว” และ “ดำ” แบบชัดเจน ทำให้ไม่สามารถมองเห็น เปิดรับ หรือเข้าใจความหลากหลาย มิติความเป็นมนุษย์ และเสรีภาพได้

ด้วยความที่มีพื้นฐานเป็นการศิโรราบต่ออำนาจแม้จะเป็นอำนาจที่มองไม่เห็น …
คนนิสัยเผด็จการจึงถนัดจำแนกและตัดสินทุกสิ่งบนพื้นฐานของ “ความดี-ชั่ว” “ขาว-ดำ” และปิดรับความหลากหลายใดๆ ที่ทำให้พวกเขาต้องวุ่นวายตั้งคำถามกับอุดมคติเดิมๆที่มาจากการที่ “แหล่งอำนาจ” ต่างๆ บอกให้เชื่อ

คนเหล่านี้จึงไม่สามารถมองมนุษย์อย่างที่เป็น ว่าทุกคนล้วนมีความเป็นสีเทา และมีเสรีภาพเป็นของตัวเองที่จะเลือกอุดมคติ “ความดี” ในแบบที่ตนเชื่อ แต่กลับกันคือมักมีไม้บรรทัดวัดความถูกต้อง ความดี และความปกติเป็นของตัวเอง

ทำให้แม้คนที่ไม่ได้เป็นชาวอนุรักษ์นิยม บูชาอำนาจ หรือเคร่งศาสนาในชีวิตประจำวัน หรือแม้กระทั่งออกตัวว่าสนับสนุนพรรคประชาธิปไตยก็ตาม แต่ขอบเขตการเปิดรับความหลากหลายและขนาดของมนุษยธรรมของคนเหล่านี้ก็ยังมีจำกัดอยู่ดี

คือความเท่าเทียมและเสรีภาพใดๆ ในทัศนะคนเหล่านี้จะยังต้องอยู่ในขอบเขตของพวกเขา จึงไม่แปลกที่โปรประชาธิปไตยหลายคนจึงยังคงเอ็นจอยกับมุกเหยียดเพศ มองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ ไปจนถึงหัวเราะเยาะให้กับความรุนแรงได้หากเกิดขึ้นกับฝ่ายตรงข้าม

ไม่ว่าจะมีแนวคิดทางการเมืองและสังคมแบบใด “คนเผด็จการ” จะยังโหยหา “อำนาจนิยม” เพื่อให้พวกเขายึดไว้ และใช้มันฟาดใครก็ตามที่รุกราน “อัตตา” ของพวกเขา

ขึ้นชื่อว่า “นิสัยเผด็จการ” ย่อมขึ้นต่อความเป็น “อำนาจนิยม” ไม่มากก็น้อย ต่อให้ในกรณีที่ไม่เอาเจ้า ไม่เอาศาสนา ไม่มีพระเจ้า และไม่เอารัฐบาลเผด็จการก็ตาม

แต่คนนิสัยเผด็จการ ที่มี “อำนาจนิยม” เป็นตัวช่วยเสริมความแข็งแรงของ “อัตตา”(Ego)ของตนก็ยังสามารถยึดแนวคิดอำนาจนิยมไว้อย่างมั่นเหมาะเพื่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในตนเองอีกด้วย ต่อให้ “อำนาจ” นี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกซึ่งเป็นปัจเจกบุคคลที่มีอำนาจหรือศักดินาแบบจับต้องได้ก็ตาม แต่คนเหล่านี้สามารถบูชาแนวคิด ความเชื่อ หรือกลุ่มคนของตัวเอง ไปจนถึงใครสักคนที่มีอิทธิพลต่อใจและต่ออุดมการณ์ซึ่งมีการแสดงออกถึงความมีพลังและพร้อมสู้ทั้งนี้แม้กระทั่งตัวเอง

เราจึงสามารถเห็นคนที่ปากเรียกร้องความเท่าเทียม และต่อต้านอำนาจนิยม
เป็นคนๆ เดียวกันกับผัวที่ซ้อมเมีย ติ่งบูชาตัวบุคคลหัวรุนแรง หรือคนที่ทำตัวเป็นมาเฟียไปรุมคู่กรณีที่มาหยามอีโก้กัน
เพราะในขณะที่คนเหล่านี้อาจต่อต้านอำนาจนิยมที่ขึ้นกับผู้มีอำนาจอื่นๆ แต่พวกเขาอาจไม่ปฏิเสธอำนาจนิยม หากผู้ที่เหนือกว่าในพลวัตอำนาจ(Power dynamic)นั้นคือตนเอง

ขอบคุณภาพจาก : prachathai.com

ไม่ว่าจะมีแนวคิดแบบใด“คนเผด็จการ” ส่วนใหญ่ล้วนตรรกะวิบัติ

เพราะนอกจากการยึดติดความเชื่อและความเข้าใจของตนอย่างสุดโต่ง และไม่ปฏิเสธการโต้เถียง คนเผด็จการถนัด “คิดชั้นเดียว” แถมยังเชื่อมั่นความคิดและคำตอบอันเรียบง่ายในหัวของตนอีกด้วย ไม่ต้องถามถึงเรื่องการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และการคิดเชิงระบบ การมองเห็นปัญหาโครงสร้างใดๆ เพราะคนเหล่านี้คิดหลายชั้นไม่ได้

เราจึงมักเห็นตรรกะเหมารวมแปลกๆ จากคนเหล่านี้บ่อยๆ เช่น การล้มเลิกอุดมการณ์ประชาธิปไตยเพราะอ้างว่าคนในขบวนการนี้ขี้โกง หัวรุนแรง เป็นนักเลง จากกรณีปัญหาของคนไม่กี่คนในขบวนการเคลื่อนไหว หรือความเชื่อว่าปัญหายากจนในประเทศเป็นเพราะคนไทยขี้เกียจและไม่พยายามมากพอเอง ไปจนถึงการอ้างว่าเป็นฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยและความเท่าเทียมในขณะที่มองว่ามาตรา 112 จะไม่เป็นปัญหาหากประชาชนไม่พูดจาไม่ดีถึงสถาบันฯก่อน ฯลฯ

ความจริงเราทุกคนโดยเฉพาะคนไทยอาจมีส่วนใดส่วนหนึ่งในตัวตนที่เป็น “คนเผด็จการ” กันอยู่ไม่มากก็น้อย จากการที่เราเกิดมาบนแผ่นดินที่มีระบอบอำนาจนิยมงอกงามอยู่ทุกหนแห่ง

โดยในขณะที่เราอาจไม่สามารถคาดหวังให้ใครแก้ไขนิสัย แนวคิด และจิตสำนึกให้มีความเคารพความเป็นมนุษย์ เคารพสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ให้เกียรติคุณค่าทุกคนอย่างเท่าเทียม และคำนึงว่าโลกใบนี้ควรมีที่ทางพอให้มนุษย์ทุกคนใช้ชีวิตได้ เหนือความกลัว ความเชื่อ และความรู้สึกไม่มั่นคงส่วนตัว

แต่เราสามารถออกแบบระบบสังคมที่เอื้อให้คนเคารพสิทธิกันอย่างเท่าเทียมได้มากขึ้น อย่างน้อยก็มีสิทธิ์มีคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียมจากรัฐ มีโอกาสได้รับการช่วยเหลือให้มีโอกาสลืมตาอ้าปากด้วยรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า โดยไม่ต้องซื้ออภิสิทธิ์กันใต้โต๊ะ และมีการป้องกันไม่ให้กฎหมาย หรือวัฒนธรรมสังคมของเรามีช่องโหว่ให้ “ปีศาจเผด็จการ” ในตัวใครออกมาฟาดฟันคนอื่นได้อย่างมีข้ออ้างอันชอบธรรมอีกต่อไป


อ้างอิง

1-https://en.m.wikipedia.org/wiki/The_Authoritarian_Personality

2-https://en.m.wikipedia.org/wiki/Authoritarian_personality

3-https://www.psychologistworld.com/influence-personality/authoritarian-personality

4-https://exploringyourmind.com/7-characteristics-authoritarian-people/

5- https://www.frontiersin.org/articles/10.3389/fpsyg.2021.676093/full

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *