การปฏิเสธ “สิทธิมนุษยชน” ทั้งที่ตนก็เป็น “มนุษย์” …เกิดขึ้นได้เมื่อคนเรามั่นใจว่าตนเป็นมนุษย์ที่ดีกว่า จนได้รับอภิสิทธิ์ช่วยผู้มีอำนาจจำกัดสิทธิเสรีภาพคนอื่น

ความเชื่อใน “ความไม่เท่าเทียม” ทำให้เกิดการสนับสนุนให้มีการ “ละเมิดสิทธิมนุษยชน” แทนที่จะรักษาไว้เผื่อตนเอง
มาจากความมั่นใจอย่างสุดโต่ง ว่าตนเป็นผู้มีอภิสิทธิ์ในระบอบอำนาจนิยม จนไม่ต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรมใดตามมาตรฐานของคนทั่วไป

มายเซ็ต “บ้าความสำเร็จ” แบบไลฟ์โค้ชไทยทำลายสังคมได้มากกว่าที่คิด เพราะแก่นคือการส่งเสริมให้คนฉกฉวยผลประโยชน์จากความเหลื่อมล้ำ และมองข้ามปัญหาเชิงระบบ

ในขณะที่ไลฟ์โค้ชเหล่านี้พร่ำสอนเรื่อง “กฎแรงดึงดูด” ที่จำเป็นต้องเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองและโลกได้โดยเริ่มต้นจาก “ความคิด” แต่กลับสอนให้ผู้คนดูถูกพลังของตัวเอง ไม่ให้เชื่อว่าเสียงของทุกคนนั้นมีคุณค่าที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม

“จักรวาลแห่งความขาดแคลน” จากระบบจิตสำนึกวิบัติ ตัวการดึงดูดความฉิบหายมารวมไว้ที่ประเทศไทย

“ผู้นำกาลกิณี+กลียุค” ในวันนี้ อาจคือผลพวงแห่งการดึงดูดทั้งหมดที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน
เพราะจักรวาลกำลังจัดสรรแพ็คเกจ “ความฉิบหาย” แบบ extreme ที่สุดเท่าที่จะสรรหามาให้ได้ คือการได้มีผู้นำที่ชั่วที่สุด ทำให้คนไทยจนที่สุด ท่ามกลางวิกฤติที่สุด เพื่อให้คนไทยได้บรรลุถึงจุดที่ขาดแคลนที่สุด จนสมใจคนไทยผู้เป็นเจ้าของ “จักรวาลแห่งความขาดแคลน”

ทำไมคนรวยทำอะไรก็ไม่ผิด? ติดโควิด-19 ก็มีแต่คนให้กำลังใจ แต่ชนชั้นกลางลงไปทำอะไรก็ไม่เป็นที่ถูกใจ ติดเชื้อมาโดยไม่ได้ตั้งใจก็โดนประณาม

โควิด-19 ติดคนรวย คือ “เคราะห์ร้าย” แต่โควิด-19 ติดคนจน คือ “ตัวเชื้อโรค”?…

ปรากฎการณ์นี้ อธิบายโดยหลักการทางวิทยาศาตร์ได้ว่า
เป็นเพราะบางคนมองไม่เห็นความเป็น “มนุษย์” ใน “คนที่จนกว่า”…