การปฏิเสธ “สิทธิมนุษยชน” ทั้งที่ตนก็เป็น “มนุษย์” …เกิดขึ้นได้เมื่อคนเรามั่นใจว่าตนเป็นมนุษย์ที่ดีกว่า จนได้รับอภิสิทธิ์ช่วยผู้มีอำนาจจำกัดสิทธิเสรีภาพคนอื่น

ความเชื่อใน “ความไม่เท่าเทียม” ทำให้เกิดการสนับสนุนให้มีการ “ละเมิดสิทธิมนุษยชน” แทนที่จะรักษาไว้เผื่อตนเอง
มาจากความมั่นใจอย่างสุดโต่ง ว่าตนเป็นผู้มีอภิสิทธิ์ในระบอบอำนาจนิยม จนไม่ต้องเผชิญกับความไม่เป็นธรรมใดตามมาตรฐานของคนทั่วไป

“ความดีย์” ของเธออาจไม่ใช่ความดีแบบของฉัน… ไม่แปลกที่“ไม้บรรทัดความดี”ของมนุษย์ต่างกัน แต่ความสามานย์คือรัฐที่จำกัดเงื่อนไขความดีเป็นกฎหมายเพื่อลิดรอนทางเลือกอื่น

การที่ “เกณฑ์ศีลธรรมในอุดมคติ” ส่งผลต่อทัศนคติทางการเมืองของมนุษย์ต่างกันไม่ใช่เรื่องผิด แต่ความสามานย์คือการที่บางประเทศมี “ระบอบเผด็จการ” กีดกันไม่ให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือกใช้ชีวิตตามเกณฑ์ความดีของพวกเขา

ไม่แปลกที่ “เผด็จการ”จะกีดกันแม้กระทั่งเรื่อง “Sex” …เพราะการเข้าถึงพลังงานทางเพศ ช่วยบูสต์ความเคารพคุณค่าในตนเอง และปลดปล่อยจากความเป็น “ทาส”

การจำกัดและกีดกันเรื่อง “Sex” ของสังคมเผด็จการ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง “การบรรลุธรรมะ” หรือ “ศีลธรรมอันดี” ใด ๆ อย่างที่อ้าง หากแต่เป็นเรื่องของการปลูกฝังให้คนเคยชินกับการถูกจำกัด “สิทธิเสรีภาพ” แม้แต่เรื่องพื้นฐานเช่น “ความสุขทางเพศ” ต่างหาก

จิตวิทยาแห่งการเป็น “ติ่ง” …รักแบบมีสติจะได้แรงบันดาลใจ และความตระหนักใน “ประชาธิปไตย” แต่ถ้าคลั่งมากไปต่อม “มนุษยธรรม” ก็ถูกปิดใช้งานได้เหมือนกัน

ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวแบบชาว “ด้อม” ที่รักคนๆ เดียวกันทำให้ฮอร์โมน“Oxytocin” ที่เรียกกันบ่อยว่า “ฮอร์โมนแห่งรัก” ที่หลั่งออกมายามมนุษย์มีความผูกพันอบอุ่นต่อกันนั้นหลั่งออกมา ซึ่งนอกจากช่วยให้มนุษย์ปลอดภัยจากความอยากตายแล้ว ในอีกด้านหนึ่งมันยังสร้างสัญชาติญาณในการต่อสู้กับ “ศัตรู” ที่ทำให้รู้สึกว่าเผ่าของตนไม่ปลอดภัยอีกด้วย

เพราะโตมากับการถูกกดขี่ คนในยุคนี้จึงไม่ทนอีกต่อไป… บาดแผลจากความไม่เป็นธรรมในวัยเด็ก และการจัดการกับบาดแผลนั้น ส่งผลต่อทัศนคติทางการเมืองและระดับมนุษยธรรมของมนุษย์

เด็กที่ถูกกดขี่มาตลอดชีวิตจนเซนซิทีฟกับ “ความไม่เป็นธรรม” เป็นพิเศษ
กำลังทวงคืนความเป็นธรรม และชดใช้ให้ตัวเองในรูปแบบที่คนรุ่นพ่อแม่ไม่เคยกล้าหาญพอจะทำ

เด็กหญิงต่างศาสนาอายุต่ำกว่า 15 ในปากีสถานถูกลักพาตัวไปข่มขืน และจับแต่งงาน โดยที่ศาลก็ไม่อยากยุ่ง

เด็กสาวชาวปากีสถานวัย 12 ปีถูกลักพาตัวไปข่มขืน และถูกบังคับให้แต่งงานกับชายที่ลักพาตัวมา แถมถูกล่ามโซ่ให้อยู่ในคอกวัวนานกว่า 6 เดือน แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ปล่อยคนร้ายไป เพราะเชื่อว่าเด็กวัย 12 ยินดีแต่งงานกับชายคนดังกล่าวด้วยเจตจำนงเสรีของเธอเอง

ปีใหม่อวยพรให้เพื่อนเลิกเป็นสลิ่ม ด้วย 22 แฟนเพจ ที่จะเบิกเนตรได้ทุกมิติ

ปีใหม่นี้ใครยังไม่รู้จะซื้ออะไรให้เพื่อนดี หรือมีเพื่อนที่สลิ่มจนเกินปกปิด มาอวยพรให้เพื่อนตาสว่าง ส่งความสุข ให้ของขวัญเพื่อเป็นช่องทาง “เบิกเนตร” เก๋ๆ รับปีใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิมกัน ด้วยการ Educate เพื่อนผ่านเพจเหล่านี้ ที่นอกจากจะมีคอนเทนท์อ่านสนุก ดูเพลิน ให้ความรู้ และปลุกเพื่อนให้ตื่นได้

เสรีภาพจงเจริญ! “อาร์เจนตินา” ผ่านร่างกฎหมาย “ทำแท้ง” แล้ว รออนุมัติจากวุฒิสภาเป็นขั้นตอนสุดท้าย

หลังจากการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ความเท่าเทียมของเพศที่หลากหลายมานานหลายปีของชาวอาร์เจนตินา ในที่สุดสภาคองเกรสอาร์เจนตินาก็อนุมัติร่างกฎหมาย “ทำแท้งถูกกฎหมาย” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ตามคำสัญญาของประธานาธิบดี Alberto Fernández ที่ให้คำมั่นกับประชาชนของเขาไว้ว่าจะทำให้การไขเงื่อนไขต่างๆ ในสังคมสำหรับเพศที่หลากหลาย และสิทธิสตรี เป็นเรื่องที่รัฐบาลของเขาจะให้ความสำคัญ

ความเชื่อเรื่อง “บาป” จากการ “ทำแท้ง” …เปรียบได้กับการฆ่าคน การขัดประสงค์พระเป็นเจ้า หรือสิทธิการเลือกของ “มนุษย์”

ท่ามกลางข้อถกเถียงกันในสังคมแห่งการเคร่งครัดศาสนาและซีเรียสเรื่อง “ศีลธรรม” มากกว่า “สิทธิมนุษยชน”
ที่เมื่อใดที่มีการพูดถึงการทำแท้งขึ้น การแย้งเรื่อง “บาป” มักจะเป็นความกังวลใจแรกๆ ของเหล่าคนนอกที่มักไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง มากกว่าการพูดถึงเหตุผล และชีวิตของคนอุ้มท้อง
ทั้งที่ความจริงแล้วความเชื่อเรื่อง “บาป” ของแต่ละคนก็แตกต่างกันด้วยซ้ำ และการเอาเกณฑ์ศีลธรรมส่วนตัวของตนมาเป็นไม้บรรทัดวัดชีวิตคนอื่นก็คงเป็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลนัก เพราะในบางมิติของความเชื่อ การ “ทำแท้ง” ก็อาจไม่ใช่บาป

“Jolovan Whom” ชายชาวสิงคโปร์ถูกจับเพราะยืนถือสัญลักษณ์ใบหน้ายิ้มอยู่หน้าสถานีตำรวจ

Jolovan Whom ตั้งใจไปยืนถือป้ายสัญลักษณ์รูปอิโมติคอน “หน้ายิ้ม” ที่วาดมาในกระดาษ แบบเรียบง่ายเพียงคนเดียวที่หน้าสถานีตำรวจ และหาคนถ่ายรูปนั้นให้เขา แต่เพียงแค่ชั่วขณะเพียง 10 วินาทีระหว่างที่รอถ่ายรูป ทำให้เขาได้รับหมายเรียกในข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และถูกดำเนินค่าปรับสูงสุด 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (10,150 ดอลลาร์) หรือถูกจำคุก 30 วัน