หญิงชาวจีนฟ้องเรียกค่าชดเชยจากสามีหลังหย่า เป็นค่าทำงานบ้าน ดูแลลูก

เมื่อประมาณปีที่แล้วชายชาวจีนได้ฟ้องหย่าภรรยาของเขา ภรรยาจึงฟ้องเรียกค่าชดเชยจากอดีตสามี ซึ่งปล่อยให้เธอรับผิดชอบงานบ้าน และดูแลลูกชายของพวกเขาเพียงคนเดียวมาตลอดระยะเวลา 5 ปีที่อยู่ด้วยกัน

Keira Knightly ประกาศว่าจะไม่รับบทที่มี Sex Scene ในรูปแบบที่ผู้ชายกำกับอีกต่อไป แต่ถ้าผู้กำกับเป็นผู้หญิงจะคิดดูก่อน

Keira Knightly นักแสดงสาวชาวอังกฤษวัย 35 ปี ออกมาประกาศว่าจะไม่รับแสดงบท Sex Scene อีกต่อไป เพราะเธอไม่ต้องการจะแสดงฉาก Sex ในรูปแบบที่มีความเป็น “Male Gaze” เพื่อเป็นการดึงดูดผู้ชาย สนองความต้องการของผู้ชายอีกต่อไป แต่ถ้าเป็นผลงานที่มีผู้กำกับเป็นผู้หญิงก็อาจพิจารณาเพิ่มเติม

ทำไมผู้หญิงถึง Slut Shaming ผู้หญิงด้วยกัน ?

ผู้หญิงมีแนวโน้ม Slut Shaming กันเองเพื่อ “ตัดคู่แข่งขัน”
และ ผู้หญิงที่ดูมีความ “อุดมสมบูรณ์” และดู “มีความดึงดูดทางเพศ”
มากกว่า มักถูก Slut Shaming จากผู้หญิงด้วยกัน
…แต่ก็ไม่ใช่ “ผู้หญิง” ทุกคนที่มีพฤติกรรม Slut Shaming

สังคมดัดจริต ทำให้มาตรฐานของ “ผู้หญิงไทย” บิดเบี้ยว(ตอนที่ 2)

ทั้งคนรุ่นก่อน รุ่นพ่อรุ่นแม่ รวมทั้งสื่อบันเทิง ละครไทย ปลูกฝังหญิงไทยให้ดูถูกคุณค่าของตัวเองจนเป็นเรื่องปกติมาตลอดหลายยุคสมัย
ด้วยมายาคติที่ว่า “ผู้หญิงต้องแต่งงานถึงจะมีศักดิ์ศรี” อย่างน้อยชีวิตหนึ่งของลูกผู้หญิงต้องมีสามี มีลูก เพราะผู้หญิงที่อยู่ตัวคนเดียวนั้นน่าอดสู ห่อเหี่ยว ดูอับโชค
และคำสาปเหล่านี้จะหมดกำลังลงได้ ต่อเมื่อผู้หญิงกล้าที่จะตั้งคำถามถึงมายาคติเหล่านั้น และเคารพในคุณค่าที่ตัวเองมี

ความเชื่อเรื่อง “บาป” จากการ “ทำแท้ง” …เปรียบได้กับการฆ่าคน การขัดประสงค์พระเป็นเจ้า หรือสิทธิการเลือกของ “มนุษย์”

ท่ามกลางข้อถกเถียงกันในสังคมแห่งการเคร่งครัดศาสนาและซีเรียสเรื่อง “ศีลธรรม” มากกว่า “สิทธิมนุษยชน”
ที่เมื่อใดที่มีการพูดถึงการทำแท้งขึ้น การแย้งเรื่อง “บาป” มักจะเป็นความกังวลใจแรกๆ ของเหล่าคนนอกที่มักไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง มากกว่าการพูดถึงเหตุผล และชีวิตของคนอุ้มท้อง
ทั้งที่ความจริงแล้วความเชื่อเรื่อง “บาป” ของแต่ละคนก็แตกต่างกันด้วยซ้ำ และการเอาเกณฑ์ศีลธรรมส่วนตัวของตนมาเป็นไม้บรรทัดวัดชีวิตคนอื่นก็คงเป็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลนัก เพราะในบางมิติของความเชื่อ การ “ทำแท้ง” ก็อาจไม่ใช่บาป

อย่าต่อต้าน “อำนาจนิยม” แบบ “ใจอยากปากตอแหล” เพราะอยากฉวยประโยชน์จากการใช้แต้มต่อใน “Power Dynamic”

บางคนก็ต่อต้าน “อำนาจนิยม” และเรียกร้อง “ความเท่าเทียม” แค่ในบริบทที่ตนถูกกดขี่และมีอำนาจต่ำกว่า โดยหากอยู่ในบริบทกลับกัน ที่ตนสามารถใช้อำนาจนั้นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ก็ไม่ลังเลที่จะเป็นหนึ่งในมือที่ช่วยหมุนกงล้อแห่ง “อำนาจนิยม” นั้นต่อไปอีกแรง
เพราะความจริงแล้วหลายๆ คนยังไม่เคยตระหนักว่าในทุกสังคมมีสิ่งที่เป็นอุปสรรคของการสร้างสังคมที่เท่าเทียม คือวงจรอุบาทว์ของ “Power Dynamic” ที่ซ่อนอยู่ในทุกสถานะ…

คุยเรื่องดนตรี, เสรีภาพของสตรี, สังคมดัดจริต และการเมืองไทย กับ “อัญชลี อิสมันยี” ทายาท “คีตาญชลี” วงดนตรีมีอุดมการณ์ในตำนาน (ตอนที่ 1)

คุณ “อัญชลั อิสมันยี” หรือ “คุณน้ำ” ที่หากใครรู้จักอีกหนึ่งวงดนตรีมีอุดมการณ์ในตำนานของไทยอย่างวง “คีตาญชลี” คงคุ้นหน้าเธอดี เพราะคุณน้ำเธอเป็นลูกสาวของสองศิลปินคีตาญชลี
นอกจากเรื่องของ “ชีวิตกับดนตรี” ที่ทำให้คุณน้ำเป็นเด็กที่โตมากับอุดมการณ์ เธอคนนี้ยังมีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องสิทธิสตรี, Sex เสรี , Body Shaming, ความอคติของ Beauty Bias และอีกมากมาย

“Nappily ever after” หนังฟีลกู้ดที่สะท้อนความเจ็บปวดของชีวิตเด็กสาวที่ถูกบ่มเพื่อโตมาเป็น “ผู้หญิงแบบที่ผู้ชายต้องการ”

ขณะที่ไวโอเล็ตยังสามารถปลดล็อกแค่เพียงกล้าที่จะ “ปลดแอก” ตัวเองเรื่องทรงผมเพื่อเป็นอิสระจากอุดมคติของแม่เพียงคนเดียว…
แต่สำหรับสาวๆ ในประเทศเราไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะความคาดหวังนั้นมาจากทั้งสังคม ชาวบ้าน มาจนถึงครอบครัว ที่ควบคุมและสั่งสอนให้เราเป็น “ผู้หญิงในแบบที่ผู้ชายต้องการ” อย่างเข้มงวด

ค่านิยม “ชายเป็นใหญ่” ทำร้าย “ผู้ชาย” อย่างไร

การที่ “ทุกเพศเท่าเทียม” กัน
นั่นหมายถึงการปลดแอก และภาระหนักจากความอภิสิทธิ์ในความเป็น “ชาย” ของคุณลงมาด้วย
ความเท่าเทียมเท่านั้นคือบัตรผ่านเดียวให้ผู้ชายได้มีสิทธิ์เป็นมนุษย์ ที่ได้ยืนบนพื้นเสมอกับทุกคนทุกเพศ
ไม่ต้องถูกคาดหวังให้เป็นฮีโร่ เป็นมนุษย์เหล็ก เป็นอาวุธ หรือเป็นอะไรที่คุณไม่เคยอยากเป็น